เจิ้ง ลี่เหวิน ประธานพรรคก๊กมินตั๋ง พรรคฝ่ายค้านหลักของไต้หวัน เดินทางเยือนจีนแผ่นดินใหญ่เพื่อแสวงหาความปรองดอง พร้อมกล่าวชื่นชมความเจริญก้าวหน้าของจีน ท่ามกลางเสียงวิจารณ์อย่างหนักจากพรรครัฐบาลไต้หวันที่มองว่าพรรคก๊กมินตั๋งกำลังสกัดกั้นงบประมาณกลาโหม ขณะที่จีนแผ่นดินใหญ่ยังคงเดินหน้าคุกคามทางทหารอย่างต่อเนื่อง
การเดินทางเยือนครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาเปราะบาง เนื่องจากรัฐสภาไต้หวันที่พรรคฝ่ายค้านครองเสียงข้างมาก กำลังเตะถ่วงร่างงบประมาณกลาโหมเพิ่มเติมมูลค่า 4 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ
อู๋ เจิง โฆษกพรรคประชาธิปไตยก้าวหน้า พรรครัฐบาลไต้หวัน กล่าวว่า หากพรรคก๊กมินตั๋งต้องการเสถียรภาพข้ามช่องแคบอย่างแท้จริง ก็ควรเลิกขัดขวางงบประมาณกองทัพในสภา พร้อมออกแถลงการณ์ตอกย้ำว่า "สันติภาพไม่เคยเกิดจากความเมตตาของเผด็จการ แต่ต้องปกป้องไว้ด้วยความเข้มแข็งของไต้หวันเอง"
ขณะเดียวกัน รัฐบาลไต้หวันของประธานาธิบดีไล่ ชิงเต๋อ เรียกร้องให้เจิ้งใช้โอกาสนี้แจ้งต่อทางการจีนให้ยุติการส่งกองทัพมาก่อกวนไต้หวัน และต้องเคารพสิทธิในการกำหนดอนาคตตนเองของชาวไต้หวัน
ทั้งนี้ รัฐบาลจีนแผ่นดินใหญ่มักปฏิเสธที่จะเจรจากับปธน.ไล่ โดยตราหน้าว่าเขาเป็นพวกแบ่งแยกดินแดน
ทางด้าน ไช่ หมิงเยี่ยน ผู้อำนวยการสำนักงานความมั่นคงแห่งชาติไต้หวัน ประเมินสถานการณ์ว่า จีนกำลังใช้ยุทธวิธี "ไม้นวมสลับไม้แข็ง" โดยใช้กำลังทหารข่มขู่เพื่อสร้างความตึงเครียด หวังใช้สงครามจิตวิทยากดดันชาวไต้หวันให้เกิดความหวาดวิตก
"เป้าหมายของจีนคือการสร้างความแตกแยกในสังคมไต้หวัน และชูจุดยืนของฝ่ายที่ฝักใฝ่จีนให้โดดเด่นขึ้น รวมถึงต้องการขัดขวางความพยายามจัดซื้ออาวุธจากสหรัฐฯ" ไช่กล่าวชี้แจงต่อสื่อมวลชน
สำหรับภารกิจของผู้นำฝ่ายค้านไต้หวันนั้น ระหว่างประเดิมภารกิจวันแรก เจิ้งได้สร้างภาพลักษณ์เชิงสัญลักษณ์ด้วยการวางพวงมาลา ณ สุสานซุน ยัตเซ็น ผู้ก่อตั้งพรรคก๊กมินตั๋ง ในนครหนานจิง ซึ่งอดีตเคยเป็นเมืองหลวงของรัฐบาลสาธารณรัฐจีนก่อนจะพ่ายแพ้สงครามกลางเมืองให้พรรคคอมมิวนิสต์จนต้องถอยร่นไปไต้หวันเมื่อปี 2492
เจิ้งให้สัมภาษณ์ผ่านสถานีโทรทัศน์ไต้หวันว่า อุดมการณ์ "ใต้หล้าล้วนเสมอภาค" ของซุน ยัตเซ็น สะท้อนถึงความเท่าเทียมและการเปิดรับความแตกต่าง "เราควรร่วมมือกันส่งเสริมความปรองดองข้ามช่องแคบไต้หวัน เพื่อสร้างความเจริญรุ่งเรืองและสันติภาพในภูมิภาค" เธอกล่าว พร้อมยอมรับว่าการพัฒนาบนจีนแผ่นดินใหญ่นั้นก้าวล้ำเกินจินตนาการของทุกคนไปมาก
ทั้งนี้ ซุน ยัตเซ็น ถือเป็นบุคคลสำคัญทางประวัติศาสตร์ที่ได้รับการยกย่องจากทั้งสองฝั่งช่องแคบ โดยไต้หวันเคารพในฐานะบิดาผู้สถาปนาสาธารณรัฐจีน ขณะที่พรรคคอมมิวนิสต์จีนยกย่องให้เป็นวีรบุรุษของชาติและผู้บุกเบิกการปฏิวัติที่ยิ่งใหญ่
ในประเด็นนี้ เจิ้งยืนยันว่าพรรคก๊กมินตั๋งยังคงยึดมั่นในอุดมการณ์ของซุน ยัตเซ็น จนผลักดันให้ไต้หวันกลายเป็นสังคมเสรีประชาธิปไตยในปัจจุบัน แม้ในอดีตเกาะแห่งนี้จะต้องตกอยู่ภายใต้กฎอัยการศึกและยุค "ความน่าสะพรึงสีขาว" (White terror - การกวาดล้างผู้เห็นต่างทางการเมือง) ยาวนานถึง 38 ปี ก่อนจะยกเลิกไปในปี 2530 ก็ตาม
เจิ้งระบุว่า แม้เธอจะสนับสนุนการลงทุนด้านกลาโหม แต่ก็ต้องรักษาสมดุลด้วยการเจรจาพูดคุยเพื่อสันติภาพควบคู่กันไป