ทำเนียบขาวร่อนอีเมลภายในถึงเจ้าหน้าที่ เตือนไม่ให้นำข้อมูลลับของทางราชการไปใช้ทำการซื้อขายในตลาดการเงิน รวมถึง บรรดาแพลตฟอร์มรับพนันเหตุการณ์ หลังจากช่วงที่ผ่านมามีรายงานพบกระแสการลงทุนที่จับจังหวะได้อย่างแม่นยำและทำกำไรสูง จนทำให้เกิดข้อสงสัยว่าอาจมีการใช้ข้อมูลภายใน (insider trading) ที่เชื่องโยงกับการตัดสินใจของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ในการเปิดปฏิบัติการทางทหารต่ออิหร่านและเวเนซุเอลา
ซีบีเอส นิวส์ รายงานอ้างการเปิดเผยของเจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวหลายรายว่า เมื่อเดือนที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ประจำทำเนียบขาวได้รับอีเมลแจ้งเตือนอย่างเป็นทางการ ห้ามมิให้นำข้อมูลภายในของรัฐบาลไปใช้วางเดิมพันในตลาดพยากรณ์ (prediction market) พร้อมเผยด้วยว่า อีเมลฉบับดังกล่าวถูกส่งเมื่อวันที่ 24 มีนาคม โดยสำนักงานบริหารทำเนียบขาว ซึ่งเนื้อความในอีเมลระบุว่า "รายงานข่าวเมื่อเร็ว ๆ นี้ได้สร้างความกังวลเกี่ยวกับการที่เจ้าหน้าที่รัฐอาจนำข้อมูลภายในที่ยังไม่เปิดเผยต่อสาธารณะไปใช้เพื่อการวางเดิมพันในตลาดพยากรณ์ออนไลน์ เช่น Kalshi หรือ Polymarket"
"การที่บุคคลใดก็ตามใช้ข้อมูลภายในเพื่อซื้อหรือขายสัญญาเหล่านี้ ถือเป็นความผิดทางอาญา" และ "ขอเตือนพนักงานทำเนียบขาวทุกคนว่า การใช้ข้อมูลภายในโดยมิชอบเพื่อผลประโยชน์ทางการเงิน ถือเป็นความผิดร้ายแรงและจะไม่ได้รับการละเว้น" ข้อความในอีเมลระบุ
ทั้งนี้ เดอะ วอลล์สตรีท เจอร์นัล เป็นสื่อแรกที่รายงานข่าวนี้
ด้านเดวิด อิงเกิล โฆษกทำเนียบขาว เผยกับซีบีเอส นิวส์ ว่า "ประธานาธิบดีทรัมป์มีความชัดเจนอย่างยิ่งว่า แม้ท่านต้องการเห็นตลาดหุ้นที่แข็งแกร่งและสร้างผลกำไรให้กับทุกคน แต่สมาชิกสภาคองเกรสและเจ้าหน้าที่รัฐคนอื่น ๆ ไม่ควรได้รับอนุญาตให้ใช้ข้อมูลที่ยังไม่เปิดเผยเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ทางการเงิน โดยผลประโยชน์เดียวที่จะชี้นำการตัดสินใจของประธานาธิบดีทรัมป์คือผลประโยชน์สูงสุดของประชาชนชาวอเมริกันเท่านั้น"
อย่างไรก็ตาม อิงเกิลกล่าวเสริมด้วยว่า การกล่าวเป็นนัยว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐบาลมีส่วนเกี่ยวข้องกับพฤติกรรมดังกล่าวโดยไม่มีหลักฐาน ถือเป็นการรายงานข่าวที่ไร้เหตุผลและขาดความรับผิดชอบ
เรื่องนี้กลายเป็นข่าวหลังจากประธานาธิบดีทรัมป์ได้โพสต์ข้อความผ่านทรูธโซเชียลเมื่อวันที่ 23 มีนาคม ประกาศเลื่อนการโจมตีโรงไฟฟ้าของอิหร่านออกไปเนื่องจากอยู่ระหว่างการเจรจา แต่เพียงไม่กี่นาทีก่อนการโพสต์ดังกล่าว สำนักข่าวบลูมเบิร์กและไฟแนนเชียลไทมส์รายงานว่า พบปริมาณการซื้อขายสัญญาน้ำมันล่วงหน้าพุ่งสูงขึ้นอย่างผิดปกติ ซึ่งนำไปสู่ความกังวลเรื่องการซื้อขายโดยใช้ข้อมูลภายใน