พล.อ.อาวุโส มิน อ่อง หล่าย อดีตผู้นำคณะรัฐประหารเมียนมา สลัดคราบทหารก้าวขึ้นสวมบทบาทประธานาธิบดีพลเรือนอย่างเป็นทางการแล้ว หลังรัฐสภามีมติเลือกให้ดำรงตำแหน่งผู้นำประเทศเมื่อสัปดาห์ก่อน ถือเป็นการรวบอำนาจทางการเมืองเบ็ดเสร็จในประเทศที่บอบช้ำจากไฟสงคราม หลังเขานำกองทัพยึดอำนาจจนประเทศดิ่งลงสู่ความโกลาหลมานานถึง 5 ปี
ในการกล่าวสุนทรพจน์เข้ารับตำแหน่งต่อรัฐสภาที่กรุงเนปยีดอวันนี้ (10 เม.ย.) ท่ามกลางแขกผู้มีเกียรติชาวต่างชาติกว่า 50 คน มิน อ่อง หล่าย ประกาศว่า ภารกิจเร่งด่วนอันดับแรกของตนคือการสร้างสันติภาพและประชาธิปไตย พร้อมเผยวิสัยทัศน์ที่จะกระตุ้นการลงทุนจากต่างชาติ พัฒนาภาคการเกษตร และจัดทำแผนยุทธศาสตร์ชาติระยะยาวที่มีประสิทธิภาพ
"ขณะนี้เมียนมากำลังเดินหน้าสู่ประชาธิปไตยอย่างเต็มตัว ทว่ารัฐบาลชุดใหม่ยังต้องเผชิญความท้าทายอีกมากที่ต้องก้าวผ่าน รัฐบาลจะเดินหน้าตามโรดแมปที่ตั้งอยู่บนรากฐานของประชาธิปไตยและระบบสหพันธรัฐ" มิน อ่อง หล่าย กล่าวในสุนทรพจน์ที่ใช้เวลาไม่ถึง 20 นาที
นอกจากนี้ ผู้นำเมียนมายังเน้นย้ำถึงนโยบายต่างประเทศ โดยระบุว่า "เราจะยกระดับความสัมพันธ์กับนานาชาติ และมุ่งมั่นฟื้นฟูความสัมพันธ์กับกลุ่มอาเซียนให้กลับมาเป็นปกติ"
เส้นทางการก้าวสู่จุดสูงสุดของ มิน อ่อง หล่าย ถูกมองว่าเป็นการเดินหมากทางการเมืองอย่างแยบยล โดยอาศัยชัยชนะถล่มทลายของพรรคการเมืองที่กองทัพหนุนหลังในการเลือกตั้งครั้งล่าสุด ทว่านักวิจารณ์และชาติตะวันตกต่างรุมประณามว่า นี่เป็นเพียงการเลือกตั้งปาหี่ที่จัดขึ้นเพื่อชุบตัวและสืบทอดอำนาจทหารภายใต้ฉากหน้าของระบอบประชาธิปไตย
ก่อนหน้านี้ การทำรัฐประหารและการใช้กำลังปราบปรามผู้เห็นต่างอย่างเด็ดขาดของกองทัพเมียนมา ส่งผลให้สมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) ซึ่งมีสมาชิก 11 ประเทศ ต้องเข้ามาแทรกแซงวิกฤตการณ์ดังกล่าว และมีมติสั่งห้ามผู้นำรัฐบาลทหารเมียนมาเข้าร่วมการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนตลอดช่วงที่ผ่านมา