สันติภาพที่ยังห่างไกล ปมขัดแย้งใหญ่ท้าทายเจรจาสหรัฐฯ-อิหร่าน

ข่าวต่างประเทศ Saturday April 11, 2026 15:53 —สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)

คณะผู้แทนของอิหร่านและสหรัฐฯ เดินทางถึงกรุงอิสลามาบัดแล้วในวันนี้ (11 เม.ย.) เพื่อเข้าร่วมการเจรจาที่ถูกจับตามองอย่างใกล้ชิด ท่ามกลางความพยายามยุติความขัดแย้งในตะวันออกกลาง หลังจากการสู้รบที่ยืดเยื้อกว่า 40 วัน

แม้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ จะระบุว่า ผลการเจรจาอาจเห็นความชัดเจนภายใน 24 ชั่วโมง แต่นักวิเคราะห์จำนวนมากมองว่า การเจรจาครั้งนี้ยังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน เนื่องจากทั้งสหรัฐฯ และอิหร่านยังคงมีจุดยืนแข็งกร้าว และมีความเห็นต่างในประเด็นสำคัญหลายด้าน

หนึ่งในความแตกต่างสำคัญของการเจรจาครั้งนี้ เมื่อเทียบกับการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านก่อนเกิดสงครามคือ ระดับของผู้แทนที่เข้าร่วมสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยฝ่ายสหรัฐฯ นำโดยรองประธานาธิบดีเจดี แวนซ์ ขณะที่ฝ่ายอิหร่านมี โมฮัมหมัด บาเกอร์ กาลิบาฟ ประธานรัฐสภา เป็นผู้นำคณะ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงน้ำหนักทางการเมืองที่สูงกว่าการเจรจาทางอ้อมเมื่อไม่กี่เดือนก่อน

อีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้การเจรจาครั้งนี้แตกต่าง คือการเปลี่ยนตัวผู้ไกล่เกลี่ย โดยก่อนเกิดความขัดแย้ง ประเทศในตะวันออกกลาง เช่น โอมาน มักทำหน้าที่เป็นตัวกลาง แต่หลังสงครามปะทุ หลายประเทศในภูมิภาคได้รับผลกระทบโดยตรงและมีความไม่พอใจต่ออิหร่าน ขณะที่ปากีสถานยังคงรักษาความสัมพันธ์ที่ดีกับทั้งสหรัฐฯ อิหร่าน และประเทศในอ่าวเปอร์เซีย ทำให้ถูกมองว่าเป็นตัวกลางที่เหมาะสมกว่าในสถานการณ์ปัจจุบัน

อย่างไรก็ตาม ความท้าทายที่ใหญ่ที่สุดยังคงเป็นการขาดความไว้วางใจระหว่างสองฝ่าย ผู้สังเกตการณ์ระหว่างประเทศมองว่า แม้การเจรจาอาจไม่สามารถสร้างความก้าวหน้าครั้งใหญ่ได้ในทันที แต่เพียงการเปิดโต๊ะพูดคุยก็ถือเป็นก้าวสำคัญในการลดความเข้าใจผิดและสร้างพื้นฐานของความเชื่อมั่น

ตั้งแต่ก่อนเริ่มการเจรจา สัญญาณความตึงเครียดก็ปรากฏให้เห็น เมื่อฝ่ายอิหร่านระบุเงื่อนไขเบื้องต้นว่าต้องมีการหยุดยิงในเลบานอน และต้องมีการปลดล็อกทรัพย์สินของอิหร่านก่อน ซึ่งนักวิเคราะห์มองว่าเป็นเพียงส่วนหนึ่งของข้อเรียกร้องจำนวนมากที่ทั้งสองฝ่ายยังมีความเห็นต่าง

ในบรรดาประเด็นทั้งหมด ช่องแคบฮอร์มุซถูกมองว่าเป็นหัวใจสำคัญของการเจรจา สหรัฐฯ ต้องการให้อิหร่านเปิดช่องแคบดังกล่าวในฐานะน่านน้ำเสรีโดยไม่เรียกเก็บค่าผ่านทาง ขณะที่อิหร่านมองว่าช่องแคบแห่งนี้เป็นเครื่องต่อรองเชิงยุทธศาสตร์ และต้องการข้อตกลงที่รับรองบทบาทสำคัญของตนในพื้นที่

นอกจากนี้ ยังมีความขัดแย้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ โดยอิหร่านเรียกร้องให้ยุติการโจมตีต่อกลุ่มพันธมิตรในภูมิภาค เช่น กลุ่มฮิซบอลเลาะห์ในเลบานอน ขณะที่สหรัฐฯ และอิสราเอลมองว่าความขัดแย้งในเลบานอนเป็นประเด็นแยกต่างหาก และเรียกร้องให้อิหร่านยุติการสนับสนุนกลุ่มดังกล่าว

ประเด็นนิวเคลียร์ยังคงเป็นหัวข้อขัดแย้งสำคัญ สหรัฐฯ ต้องการให้อิหร่านยืนยันว่าจะไม่พัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ และยุติการเสริมสมรรถนะยูเรเนียมภายในประเทศ ขณะที่อิหร่านยืนยันสิทธิในการใช้พลังงานนิวเคลียร์เพื่อสันติ รวมถึงการเสริมสมรรถนะยูเรเนียม ซึ่งเป็นจุดขัดแย้งที่ดำเนินมายาวนานหลายทศวรรษ

ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า เกือบทุกประเด็นบนโต๊ะเจรจามีศักยภาพที่จะทำให้การเจรจาล้มเหลว โดยสถานการณ์เลวร้ายที่สุดคือ หากทั้งสองฝ่ายไม่สามารถหาทางออกร่วมกันได้ในช่วงสุดสัปดาห์นี้ ข้อตกลงหยุดยิงอาจถูกระงับ และความขัดแย้งอาจปะทุขึ้นอีกครั้ง

ในด้านรูปแบบการเจรจา ยังไม่มีรายละเอียดที่ชัดเจน แต่มีการคาดการณ์ว่าการเจรจาอาจดำเนินไปเป็นขั้นตอน โดยอาจเริ่มจากการเจรจาทางอ้อม ซึ่งคณะผู้แทนของทั้งสองฝ่ายอยู่ในคนละห้อง และสื่อสารผ่านผู้ไกล่เกลี่ย แต่หากสามารถจัดการเจรจาแบบเผชิญหน้าได้ จะถือเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2558

นักวิชาการบางรายมองว่า การเจรจาน่าจะใช้รูปแบบที่ผสมผสานระหว่างการมีส่วนร่วมระดับการเมือง การประสานงานผ่านบุคคลที่สาม และการหารือเชิงเทคนิค โดยเจ้าหน้าที่ระดับสูงจะกำหนดทิศทางหลักของการเจรจา ก่อนที่เจ้าหน้าที่ระดับเทคนิคจะเข้ามาหารือในรายละเอียด

ด้วยเวลาที่จำกัดก่อนสถานการณ์อาจยกระดับมากขึ้น ทั้งสองฝ่ายจำเป็นต้องตกลงกันก่อนว่าจะเจรจาอย่างไร จากนั้นจึงกำหนดประเด็นที่จะหารือ ก่อนเข้าสู่รายละเอียดเชิงลึก

ผู้เชี่ยวชาญจำนวนมากมองว่า แนวทางที่เป็นไปได้มากที่สุดคือ การเร่งบรรลุข้อตกลงเกี่ยวกับการจัดการวิกฤตและการลดระดับความตึงเครียดในระยะแรก ก่อนที่จะหันไปหารือประเด็นอ่อนไหวในลำดับถัดไป โดยการจัดทำข้อตกลงกรอบเบื้องต้นอาจเป็นก้าวสำคัญที่จะนำไปสู่การเจรจาเชิงลึกในอนาคต


เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อตกลงการใช้บริการ รับทราบ