กองทัพสหรัฐอเมริกาเปิดปฏิบัติการ "โปรเจกต์ฟรีดอม" (Project Freedom) ในวันจันทร์ (4 พ.ค.) เพื่อเปิดเส้นทางเดินเรือยุทธศาสตร์ในช่องแคบฮอร์มุซ โดยสามารถจมเรือเล็กของอิหร่านได้ 6 ลำ พร้อมสกัดกั้นขีปนาวุธและโดรนโจมตีได้ทั้งหมด
ปฏิบัติการครั้งนี้มีประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ เป็นผู้สั่งการ เพื่อชิงอำนาจการควบคุมเส้นทางน้ำสำคัญ หลังจากที่อิหร่านสั่งปิดช่องแคบฮอร์มุซนับตั้งแต่สหรัฐฯ และอิสราเอลเริ่มเปิดฉากโจมตีอิหร่านเมื่อวันที่ 28 ก.พ.
พลเรือเอก แบรด คูเปอร์ ผู้บัญชาการกองบัญชาการกลางสหรัฐฯ (CENTCOM) ยอมรับว่ากองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามแห่งอิหร่าน (IRGC) พยายามก่อกวนปฏิบัติการของปธน.ทรัมป์ โดยระบุว่า "ทาง IRGC ได้ยิงขีปนาวุธ ปล่อยโดรน และส่งเรือเล็กเข้าโจมตีเรือที่เราคุ้มกันอยู่ แต่เราสามารถทำลายภัยคุกคามเหล่านั้นได้ทั้งหมด ด้วยการใช้อาวุธป้องกันได้อย่างแม่นยำและเด็ดขาด"
นอกจากนี้ พลเรือเอกคูเปอร์ยังได้เตือนกองกำลังอิหร่านอย่างเด็ดขาดให้อยู่ห่างจากยุทโธปกรณ์ของสหรัฐฯ พร้อมกับเปิดเผยว่าปฏิบัติการครั้งนี้มีการระดมกำลังทหาร 15,000 นาย พร้อมเรือพิฆาต อากาศยานทั้งทางบกและทางทะเลกว่า 100 ลำ รวมถึงยุทโธปกรณ์ใต้น้ำ
ส่วนกรณีเหตุระเบิดบนเรือพาณิชย์เกาหลีใต้ในช่องแคบฮอร์มุซในวันจันทร์ ปธน.ทรัมป์ได้โพสต์ข้อความผ่านโซเชียลมีเดียชี้แจงว่า เรือลำดังกล่าวไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของปฏิบัติการ และเสนอว่าเกาหลีใต้ควรร่วมมือกับสหรัฐฯ เพื่อช่วยคุ้มครองการเดินเรือในบริเวณใกล้เคียงอิหร่าน
ขณะเดียวกัน ปธน.ทรัมป์ประเมินว่าสหรัฐฯ จมเรือเร็วของอิหร่านไปแล้วรวม 7 ลำ โดยพลเรือเอกคูเปอร์ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า สหรัฐฯ ใช้เฮลิคอปเตอร์อาปาเช่ (Apache) และซีฮอว์ค (Seahawk) ในการจมเรือเร็วของอิหร่าน
สำหรับขั้นตอนการเปิดช่องแคบฮอร์มุซ สหรัฐฯ เริ่มจากการกวาดทุ่นระเบิดของอิหร่านเพื่อเปิดทาง จากนั้นในวันจันทร์ได้ทดสอบความปลอดภัยของเส้นทางโดยการส่งเรือพาณิชย์ชักธงสหรัฐฯ 2 ลำแล่นผ่านช่องแคบสำเร็จ
อย่างไรก็ตาม กองกำลัง IRGC และสื่อรัฐบาลอิหร่านออกมาปฏิเสธรายงานข่าวทั้งหมด โดยระบุว่าไม่มีเรือพาณิชย์ลำใดแล่นผ่านช่องแคบในช่วงไม่กี่ชั่วโมงที่ผ่านมา และคำกล่าวอ้างของสหรัฐฯ เรื่องการจมเรืออิหร่านนั้นไม่เป็นความจริง
ทั้งนี้ เป้าหมายสำคัญของปธน.ทรัมป์ในครั้งนี้คือการยุติวิกฤตการขาดแคลนพลังงานโลก ซึ่งมีสาเหตุมาจากการปิดล้อมช่องแคบฮอร์มุซของอิหร่าน โดยก่อนเกิดสงคราม เส้นทางนี้เป็นจุดขนส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ถึง 20% ของปริมาณการใช้ทั่วโลก
ปัจจุบัน กองทัพสหรัฐฯ กำลังสนับสนุนให้เรือพาณิชย์กลับมาใช้เส้นทางนี้อีกครั้ง แม้อิหร่านขู่ใช้กำลังทหารจนทำให้เรือจาก 87 ประเทศต้องติดค้างอยู่ในอ่าวเปอร์เซีย โดยข้อมูลจาก MarineTraffic ระบุว่า ในช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา มีเรือพาณิชย์ประมาณ 805 ลำ ทั้งเรือบรรทุกน้ำมันและสารเคมี เรือคอนเทนเนอร์ และเรือบรรทุกสินค้าเทกอง ที่ยังคงส่งสัญญาณ AIS (Automatic Identification System) หรือระบบระบุตัวตนเรืออัตโนมัติ อยู่ภายในอ่าวเปอร์เซีย
พลเรือเอกคูเปอร์คูเปอร์กล่าวว่า มาตรการปิดล้อมอิหร่านของสหรัฐฯ เพื่อสกัดการเข้า-ออกของเรือทุกลำในอาณาเขตอิหร่าน ยังคงมีผลบังคับใช้และประสบความสำเร็จเกินกว่าที่คาดการณ์ไว้