สหรัฐฯ ประกาศคว่ำบาตรบุคคลและนิติบุคคลจำนวน 12 รายที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการขายน้ำมันของอิหร่านให้แก่จีน ซึ่งเป็นการยกระดับการกดดันทางเศรษฐกิจ และเกิดขึ้นเพียงไม่กี่วันก่อนที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ จะพบกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ผู้นำของจีน ที่กรุงปักกิ่ง ในวันที่ 14-15 พ.ค.นี้
กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ได้ขึ้นบัญชีดำบริษัทและบุคคลรวม 12 ราย ซึ่งรวมถึงบางรายที่มีฐานอยู่ในฮ่องกง สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) และโอมาน โดยระบุว่ากลุ่มคนเหล่านี้เป็นผู้สนับสนุนการขายน้ำมันของอิหร่านให้กับจีน ในนามของกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามของอิหร่าน (IRGC)
แถลงการณ์ของกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ยังได้ย้ำถึงคำขู่ก่อนหน้านี้ว่า สหรัฐฯ จะดำเนินการเพิ่มเติมต่อบริษัทต่างชาติรายใดก็ตามที่สนับสนุนการค้าที่ผิดกฎหมายของอิหร่าน โดยชี้ว่าสายการบินหรือบริษัทที่เชื่อมโยงกับโรงกลั่นน้ำมันเอกชนของจีน อาจตกเป็นเป้าหมาย
ด้านสกอตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ ระบุในแถลงการณ์ว่า กระทรวงการคลังจะเดินหน้าตัดอิหร่านออกจากเครือข่ายทางการเงินที่ใช้ในการก่อการร้ายและก่อให้เกิดความไร้เสถียรภาพต่อเศรษฐกิจโลก
ในช่วงปลายเดือนที่แล้ว สหรัฐฯ ได้ประกาศคว่ำบาตรบริษัท Hengli Petrochemical (Dalian) Refinery Co. ซึ่งเป็นยักษ์ใหญ่ในอุตสาหกรรมปิโตรเคมีของจีน และถือเป็นเป้าหมายที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา แม้ว่าทาง Hengli ได้ออกมาปฏิเสธว่าไม่เคยมีส่วนเกี่ยวข้องกับการทำธุรกรรมใด ๆ กับอิหร่านก็ตาม
ที่ผ่านมานั้น รัฐบาลภายใต้การนำของทรัมป์มีความไม่แน่นอนในการดำเนินนโยบายคว่ำบาตรอิหร่าน โดยในช่วงแรกได้มีการผ่อนปรนให้แก่ผู้ซื้อน้ำมัน เพื่อลดผลกระทบจากภาวะชะงักงันของอุปทานน้ำมันที่เกิดจากสงครามในอ่าวเปอร์เซีย ก่อนที่จะกลับมาเร่งใช้มาตรการคว่ำบาตรอิหร่านโดยมีเป้าหมายเพื่อบีบให้รัฐบาลอิหร่านกลับเข้าสู่โต๊ะเจรจาสันติภาพเพื่อยุติสงคราม
ทั้งนี้ ทรัมป์มีกำหนดการเดินทางถึงกรุงปักกิ่งในวันพุธนี้ (13 พ.ค.) ก่อนที่การประชุมสุดยอดร่วมกับปธน.สีจะเปิดฉากขึ้นในวันที่ 14-15 พ.ค. โดยผู้นำทั้งสองฝ่ายจะหารือกันในหลายประเด็น และคาดว่าประเด็นสงครามอิหร่านจะเป็นวาระสำคัญในการประชุมสุดยอดครั้งนี้