สวิตเซอร์แลนด์เปิดเผยว่า การเจรจาระหว่างสหรัฐฯ กับผู้แทนเจรจาของอิหร่านเกี่ยวกับข้อตกลงยุติความขัดแย้งในตะวันออกกลางจะไม่มีขึ้นในวันนี้ (19 มิ.ย.) ขณะที่ เจดี แวนซ์ รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้ยกเลิกแผนการเดินทางไปยังนครเจนีวา ซึ่งยิ่งเพิ่มความไม่แน่นอนว่า ทั้งสองฝ่ายจะสามารถบรรลุข้อตกลงหยุดยิงถาวรได้หรือไม่
"ขั้นตอนการประสานงานและจัดเตรียมการเจรจาเหล่านี้ไม่เคยเป็นเรื่องง่ายหรือคาดเดาได้" โฆษกทำเนียบขาวระบุในแถลงการณ์เมื่อคืนวันพฤหัสบดี (18 มิ.ย.) โดยก่อนหน้านี้ แวนซ์และคณะผู้แทนของสหรัฐฯ เตรียมพร้อมที่จะออกเดินทางทันทีที่แผนการต่าง ๆ ได้รับการสรุปอย่างเป็นทางการ
ขณะนี้ยังไม่มีการตอบสนองในทันทีจากฝั่งอิหร่าน หลังจากที่ก่อนหน้านี้อิหร่านระบุว่าพร้อมที่จะเริ่มการเจรจาระดับเทคนิค ภายหลังการบรรลุข้อตกลง 14 ข้อเมื่อวันพุธ (17 มิ.ย.) ซึ่งช่วยยืดอายุการหยุดยิงที่เปราะบางออกไปอีกอย่างน้อย 60 วัน
สำนักข่าวทาสนิม (Tasnim) ซึ่งเป็นสื่อกึ่งทางการของอิหร่าน รายงานก่อนที่แวนซ์จะประกาศยกเลิกแผนการเดินทางว่า ผู้แทนเจรจาของอิหร่านต้องการเห็นสัญญาณที่บ่งชี้ว่าสหรัฐฯ จะดำเนินการตามข้อตกลงชั่วคราวเสียก่อน และยังไม่มีการยืนยันว่าคณะผู้แทนของอิหร่านจะเดินทางไปยังเจนีวา
ก่อนหน้านี้ เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ระบุว่า จะจัดพิธีลงนามข้อตกลงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านอย่างเป็นทางการที่สวิตเซอร์แลนด์ แต่กระทรวงการต่างประเทศอิหร่านได้แสดงความกังขาต่อแผนการดังกล่าว โดยมองว่าเป็นเรื่องไม่จำเป็นหลังจากที่ประธานาธิบดีของทั้งสองประเทศได้ลงนามในข้อตกลงไปแล้ว
ทั้งนี้ สงครามซึ่งปะทุขึ้นเมื่อวันที่ 28 ก.พ. จากการที่สหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดปฏิบัติการโจมตีทางอากาศในอิหร่านนั้น ได้ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 7,000 ราย ทำให้ราคาพลังงานพุ่งสูงขึ้น และสร้างความสั่นคลอนต่อตลาดโลกอย่างหนัก
ทางด้านอิสราเอล ซึ่งไม่ได้เข้าร่วมการเจรจาสันติภาพ ได้แสดงท่าทีรักษาระยะห่างจากข้อตกลงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน โดยยังคงเดินหน้าสู้รบกับกลุ่มติดอาวุธฮิซบอลเลาะห์ในเลบานอนที่ได้รับการสนับสนุนจากอิหร่านต่อไป ซึ่งทำให้เกิดคำถามว่าข้อตกลงดังกล่าวจะสามารถคงอยู่ได้หรือไม่
สำนักข่าวเอ็นเอ็นเอ (NNA) ของรัฐบาลเลบานอนรายงานว่า การโจมตีระลอกใหม่ของอิสราเอลในวันศุกร์ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 15 รายในเลบานอน ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีผู้พลัดถิ่นจากการสู้รบแล้วกว่า 1 ล้านคน โดยอิสราเอลระบุว่าเป็นการโจมตีเป้าหมายของกลุ่มฮิซบอลเลาะห์
แม้ว่าข้อตกลงสันติภาพจะเรียกร้องให้มี "การยุติ" สงครามในเลบานอนอย่างถาวร แต่อิสราเอลยืนยันว่าไม่มีความตั้งใจที่จะถอนทหาร และได้เผยแพร่แผนที่ใหม่ซึ่งแสดงให้เห็นถึงพื้นที่ยึดครองที่ขยายวงกว้างขึ้น
ที่กรุงวอชิงตัน สมาชิกรัฐสภาจากพรรครีพับลิกันบางส่วนซึ่งเป็นพันธมิตรของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ตั้งคำถามว่า ปธน.ทรัมป์ได้ยอมอ่อนข้อมากเกินไปหรือไม่เพื่อให้สงครามยุติลง ซึ่งเป็นสงครามที่ไม่ได้รับความนิยมจากชาวอเมริกันส่วนใหญ่ในช่วงก่อนการเลือกตั้งกลางเทอมในเดือนพ.ย.
อย่างไรก็ตาม บันทึกความเข้าใจ (MoU) ที่สหรัฐฯ ลงนามร่วมกับอิหร่านนั้น ให้การผ่อนปรนจากมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ การปลดล็อกสินทรัพย์มูลค่าหลายหมื่นล้านดอลลาร์ และการที่สหรัฐฯ ยกเว้นมาตรการคว่ำบาตรต่อการส่งออกน้ำมันของอิหร่านในทันที
ทางด้าน อยาตอลเลาะห์ โมจตาบา คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน กล่าวว่า ปธน.ทรัมป์ลงนามในข้อตกลงดังกล่าว "ด้วยความสิ้นหวัง" พร้อมส่งสัญญาณว่า การเจรจาเกี่ยวกับโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่านที่กำลังจะมาถึง ซึ่งเป็นหนึ่งในเหตุผลที่ปธน.ทรัมป์อ้างในการเริ่มสงครามนั้น จะไม่ใช่เรื่องง่าย โดยเขาระบุผ่านข้อความว่า "หากฝ่ายอเมริกันต้องการเรียกร้องมากเกินไป เราก็จะไม่ยอมรับ"
ข้อตกลงดังกล่าวให้เวลาผู้เจรจา 60 วัน ในการหาข้อสรุปเกี่ยวกับสถานะโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน เว้นแต่จะมีการตกลงขยายเวลาออกไป นอกจากนี้ยังมีการจัดตั้งกองทุนเพื่อการบูรณะฟื้นฟูอิหร่านมูลค่า 3 แสนล้านดอลลาร์ และมาตรการจูงใจทางการเงินอื่น ๆ ขณะที่รองปธน.แวนซ์กล่าวว่า รัฐบาลสหรัฐฯ จะหาทางจำกัดขีปนาวุธพิสัยไกลของอิหร่านด้วยเช่นกัน
นอกจากนี้ อิหร่านยังตกลงที่จะลดระดับความเข้มข้นของคลังสะสมยูเรเนียมเสริมสมรรถนะสูง ณ สถานที่จริง และยอมรับการตรวจสอบจากทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) ในฐานะสมาชิกสนธิสัญญาไม่แพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์ (NPT) ซึ่งเป็นการปฏิเสธความต้องการของปธน.ทรัมป์ที่ต้องการให้นำวัสดุดังกล่าวออกจากประเทศ
ขณะเดียวกัน อิหร่านระบุว่าจะยังคงใช้อำนาจควบคุมช่องแคบฮอร์มุซร่วมกับโอมานซึ่งเป็นประเทศเพื่อนบ้าน และตั้งใจที่จะเรียกเก็บค่าธรรมเนียมการบริการเดินเรือซึ่งไม่เคยมีมาก่อนช่วงก่อนเกิดสงคราม แม้จะยังไม่มีการจัดเก็บในช่วง 60 วันของการเจรจาก็ตาม
ทั้งนี้ ราคาน้ำมันปรับตัวลงในวันนี้ เนื่องจากมีแนวโน้มว่าอุปทานจะเพิ่มขึ้น หลังจากเรือบรรทุกน้ำมันเริ่มกลับมาสัญจรผ่านช่องแคบฮอร์มุซที่เปิดให้บริการอีกครั้ง โดยก่อนหน้านี้ช่องแคบฮอร์มุซเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) เกือบหนึ่งในห้าของโลก