ข้อมูลจากเคปเลอร์ (Kpler) บริษัทติดตามข้อมูลการขนส่ง ระบุว่า เรือบรรทุกน้ำมันอย่างน้อย 20 ลำ ซึ่งเคยติดค้างอยู่ในอ่าวเปอร์เซีย และบรรทุกน้ำมันรวมประมาณ 35 ล้านบาร์เรล ได้เดินทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซแล้ว หลังสหรัฐฯ และอิหร่านบรรลุข้อตกลงเปิดเส้นทางเดินเรืออีกครั้ง
นักวิเคราะห์ของเคปเลอร์ระบุในรายงานเมื่อวันอังคาร (23 มิ.ย.) ว่า เรือเหล่านี้ติดค้างอยู่ในอ่าวเปอร์เซียนานกว่า 3 เดือน หลังอิหร่านปิดกั้นการสัญจรผ่านช่องแคบฮอร์มุซในช่วงแรก ๆ และคาดว่าเรือส่วนใหญ่จะเดินทางถึงปลายทางในเอเชียภายในต้นเดือนส.ค.
นับตั้งแต่สหรัฐฯ และอิหร่านบรรลุข้อตกลง ปริมาณการขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซเพิ่มขึ้นสู่ระดับประมาณ 4.8 ล้านบาร์เรล/วัน อย่างไรก็ตาม ปริมาณดังกล่าวยังต่ำกว่าระดับก่อนเกิดความขัดแย้ง ซึ่งเคยอยู่ที่ราว 15 ล้านบาร์เรล/วัน
ขณะเดียวกัน เรือบรรทุกน้ำมันของอิหร่านที่ขนส่งน้ำมันรวมราว 21 ล้านบาร์เรล ได้เดินทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซในเดือนมิ.ย. หลังจากกองทัพเรือสหรัฐฯ ยุติมาตรการปิดล้อมทางทะเลเมื่อวันที่ 18 มิ.ย. และกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ผ่อนผันมาตรการคว่ำบาตรการส่งออกน้ำมันของอิหร่านไปจนถึงเดือนส.ค.
นักวิเคราะห์ของเคปเลอร์ชี้ว่า เรือบรรทุกน้ำมันที่บรรทุกสินค้าเสร็จตั้งแต่ปลายเดือนเม.ย. ได้ขนส่งน้ำมันรวม 51 ล้านบาร์เรลผ่านช่องแคบฮอร์มุซในเดือนนี้ โดยเรือส่วนใหญ่ไม่เกี่ยวข้องกับอิหร่านและมีการปิดระบบติดตามตำแหน่งระหว่างเดินทาง ส่งผลให้ปริมาณการขนส่งที่แท้จริงอาจสูงกว่าตัวเลขที่ประเมินไว้
ด้านศูนย์ข้อมูลทางทะเลร่วม (JMIC) ได้ปรับลดระดับความเสี่ยงสำหรับเรือที่ผ่านช่องแคบฮอร์มุซลงสู่ระดับ "ปานกลาง" สะท้อนสถานการณ์ความมั่นคงทางทะเลที่เริ่มผ่อนคลายลง
ขณะที่องค์การทางทะเลระหว่างประเทศ (IMO) เปิดเผยว่า จะดำเนินแผนอพยพลูกเรือกว่า 11,000 คนที่ยังติดค้างอยู่ในอ่าวเปอร์เซีย โดยได้รับความร่วมมือจากอิหร่าน โอมาน สหรัฐฯ และประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาค