ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศยื่นฟ้องเจพีมอร์แกน เชส ซึ่งเป็นธนาคารขนาดใหญ่ที่สุดของสหรัฐ และนายเจมี ไดมอน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของทางธนาคารในวันนี้ (22 ม.ค.) กรณีที่ธนาคารได้ปิดบัญชีของเขาและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในช่วงต้นปี 2564
ทั้งนี้ คดีดังกล่าวมีการยื่นฟ้องต่อศาลรัฐบาลกลางในเขตไมอามี-เดด รัฐฟลอริดา
ด้านเจพีมอร์แกน เชส ระบุในแถลงการณ์ว่า 'แม้เราจะเสียใจที่ประธานาธิบดีทรัมป์ได้ยื่นฟ้องเรา แต่เราเชื่อว่าคดีนี้ไม่มีมูลความจริง'
'เราเคารพสิทธิของท่านประธานาธิบดีในการฟ้องเรา และเคารพสิทธิของเราในการปกป้องตัวเอง ซึ่งนี่เป็นหน้าที่ของศาล'
'เจพีมอร์แกน เชส ไม่ได้ปิดบัญชีด้วยเหตุผลทางการเมืองหรือศาสนา'
'เราปิดบัญชีเมื่อเห็นว่าบัญชีนั้นก่อให้เกิดความเสี่ยงทางกฎหมายหรือด้านกฎระเบียบต่อบริษัท เราเสียใจที่ต้องทำเช่นนั้น แต่บ่อยครั้งกฎเกณฑ์และข้อกำหนดด้านการกำกับดูแลทำให้เราจำเป็นต้องดำเนินการ'
'เราได้เรียกร้องให้รัฐบาลชุดนี้และชุดก่อนหน้านี้ทำการแก้ไขกฎระเบียบที่ทำให้เราอยู่ในสถานการณ์เช่นนี้มาโดยตลอด และเราสนับสนุนความพยายามของรัฐบาลในการป้องกันไม่ให้ระบบธนาคารถูกนำไปใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง' นางแพทริเซีย เว็กซ์เลอร์ โฆษกเจพีมอร์แกน เชส ระบุ
ทั้งนี้ ปธน.ทรัมป์กล่าวก่อนหน้านี้ว่า ธนาคารขนาดใหญ่ที่สุด 2 แห่งของสหรัฐเคยปฏิเสธไม่รับเขาเป็นลูกค้า โดยเขากล่าวอ้างว่าเป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นว่าลูกค้าที่มีแนวคิดอนุรักษนิยมมักถูกปฏิเสธการเปิดบัญชีอย่างไม่เป็นธรรม
ปธน.ทรัมป์กล่าวว่า เจพีมอร์แกน เชส เคยแจ้งว่าเขามีเวลา 20 วันในการย้ายเงินสดจำนวนหลายร้อยล้านดอลลาร์ไปยังธนาคารอื่น จากนั้นเขาได้ติดต่อธนาคาร แบงก์ ออฟ อเมริกา เพื่อฝากเงินมากกว่าพันล้านดอลลาร์ แต่ก็ถูกปฏิเสธ
'ผมก็เลยไปธนาคารอีกแห่ง อีกแห่ง และก็อีกแห่ง สุดท้ายผมก็ต้องไปที่ธนาคารขนาดเล็กหลายแห่ง ฝากที่นี่ 10 ล้านบ้าง ที่นั่น 10 ล้านบ้าง ซึ่งธนาคารเลือกปฏิบัติกับผม ทั้งที่ผมเคยทำดีกับพวกเขามาก' ปธน.ทรัมป์กล่าว
ปธน.ทรัมป์ระบุว่า เขาเชื่อว่าเหตุผลที่ธนาคารขนาดใหญ่ปฏิเสธเขาและผู้สนับสนุนของเขา เป็นเพราะหน่วยงานกำกับดูแลภายใต้รัฐบาลของประธานาธิบดี โจ ไบเดน ได้กดดันให้ธนาคารเหล่านั้นดำเนินการเช่นนั้น