💥*เจาะลึกเบื้องหลัง "แผ่นดินไหวแฝด" เขย่าเวเนซุเอลาหนักสุดรอบ 100 ปี

ข่าวต่างประเทศ Friday June 26, 2026 19:46 —สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)

เวเนซุเอลาเผชิญเหตุแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ถึง 2 ครั้งในเวลาห่างกันไม่ถึง 1 นาทีในวันพุธที่ 24 มิ.ย. ซึ่งสร้างความเสียหายอย่างหนักต่อประเทศ ขณะที่มีการประเมินยอดผู้เสียชีวิตในเบื้องต้นสูงถึง 10,000-100,000 ราย

ทั้งนี้ เมื่อเวลา 18:04 น. ตามเวลาท้องถิ่น พื้นที่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของเวเนซุเอลาเริ่มสั่นสะเทือนจากแผ่นดินไหวขนาด 7.2 แมกนิจูด และเพียง 39 วินาทีต่อมา ก็ได้เกิดแผ่นดินไหวอีกครั้ง ซึ่งมีความรุนแรงมากกว่าเหตุการณ์แรก โดยมีขนาดรุนแรงมากถึง 7.5 แมกนิจูด

ปรากฎการณ์ดังกล่าวถูกเรียกว่า "แผ่นดินไหวแฝด" (Seismic Doublet)

นายทอร์สเทน ดาห์ม หัวหน้าฝ่ายฟิสิกส์แผ่นดินไหวและภูเขาไฟของศูนย์วิจัยธรณีศาสตร์เยอรมนี กล่าวว่า แผ่นดินไหวทั้งสองครั้งนี้จัดเป็นหนึ่งในเหตุการณ์ที่มีความรุนแรงมากที่สุดของภูมิภาคในรอบหนึ่งศตวรรษ

🛑*"แผ่นดินไหวแฝด" คืออะไร และเหตุใดจึงเป็นปรากฏการณ์ที่อันตรายอย่างมาก

ในทางธรณีวิทยา แผ่นดินไหวทุกครั้งจะมีลักษณะที่ไม่เหมือนกัน และลำดับของการเกิดแผ่นดินไหวก็ไม่ได้เป็นไปตามรูปแบบเดียวกันเสมอไป

โดยปกติ หลังจากเกิดแผ่นดินไหวขนาดใหญ่ มักจะเกิดอาฟเตอร์ช็อกตามมา ซึ่งจะค่อย ๆ มีขนาดความรุนแรงลดลง

แต่ยังมีปรากฏการณ์ที่พบได้ยากและน่ากังวลกว่านั้น เรียกว่า แผ่นดินไหวแฝด (Seismic Doublet)

นางลูเซีย โลซาโน นักแผ่นดินไหววิทยาจากเครือข่ายแผ่นดินไหวแห่งชาติสเปน อธิบายว่า แผ่นดินไหวแฝดหมายถึง "แผ่นดินไหวสองครั้งที่มีขนาดใกล้เคียงกันมาก เกิดขึ้นห่างกันเพียงช่วงเวลาสั้น ๆ และมีจุดศูนย์กลางอยู่ใกล้กันมาก"

หัวใจสำคัญของปรากฏการณ์นี้คือ ขนาดของแผ่นดินไหวทั้งสองครั้งแทบไม่แตกต่างกัน

โดยทั่วไป ตามกฎของบาธ (Bath's Law) อาฟเตอร์ช็อกจะมีขนาดเล็กกว่าแผ่นดินไหวหลักประมาณ 1.2 แมกนิจูด

แต่ในกรณีของแผ่นดินไหวแฝด แผ่นดินไหวทั้งสองครั้งมีขนาดใกล้เคียงกันมาก โดยมักต่างกันไม่เกินประมาณ 0.4 หน่วย ตามมาตรา Moment Magnitude Scale: Mw

ด้วยเหตุนี้ นักวิทยาศาสตร์จึงถือว่าแผ่นดินไหวแฝดเป็นแผ่นดินไหวหลักสองครั้งต่อเนื่องกัน ไม่ใช่แผ่นดินไหวหลักหนึ่งครั้งตามด้วยอาฟเตอร์ช็อก

ในทางเทคนิค แผ่นดินไหวทั้งสองครั้งยังมีรูปแบบของคลื่นสั่นสะเทือนแทบเหมือนกัน เพราะเกิดจากบริเวณรอยเลื่อนเดียวกัน และอยู่ภายใต้สนามความเค้นเดียวกัน

🛑*ธรณีวิทยาที่อยู่เบื้องหลังภัยพิบัติ

เวเนซุเอลาไม่ใช่ประเทศที่ปลอดจากแผ่นดินไหว โดยพื้นที่ตอนเหนือของประเทศตั้งอยู่บนแนวรอยต่อของแผ่นเปลือกโลกที่มีความเคลื่อนไหวมากที่สุดแห่งหนึ่งของทวีปอเมริกา นั่นคือแนวรอยต่อระหว่างแผ่นเปลือกโลกแคริบเบียน และแผ่นเปลือกโลกอเมริกาใต้

แม้ว่าคนส่วนใหญ่จะคุ้นเคยกับวงแหวนแห่งไฟแปซิฟิก (Pacific Ring of Fire) ซึ่งเป็นบริเวณที่เกิดแผ่นดินไหวขนาดใหญ่ตามชายฝั่งตะวันตกของทวีปอเมริกาใต้ แต่พื้นที่ตอนเหนือของเวเนซุเอลาก็มีกลไกทางธรณีวิทยาที่รุนแรงไม่แพ้กัน เพียงแต่ไม่ค่อยเป็นที่รู้จัก โดยบริเวณนี้ แผ่นเปลือกโลกแคริบเบียนเคลื่อนตัวไปทางทิศตะวันออกเมื่อเทียบกับแผ่นเปลือกโลกอเมริกาใต้ ด้วยอัตราประมาณ 20 มิลลิเมตรต่อปี

แม้เป็นระยะทางเพียงประมาณ 2 เซนติเมตรต่อปี แต่การเคลื่อนตัวอย่างต่อเนื่องนี้ทำให้เกิดการสะสมของความเค้นมหาศาลตลอดหลายสิบปีหรือหลายศตวรรษ ทำให้แรงเสียดทานดังกล่าวก่อให้เกิดรอยเลื่อนที่มีพลังจำนวนมากทางตอนเหนือของประเทศ

🛑*เหตุใดแผ่นดินไหวแฝดในเวเนซุเอลาจึงสร้างความเสียหายรุนแรง

แผ่นดินไหวแฝดที่เกิดขึ้นในเวเนซุเอลาครั้งนี้มีปัจจัยหลายประการที่เกิดขึ้นพร้อมกัน จนทำให้ความเสียหายรุนแรงกว่าที่มักพบจากแผ่นดินไหวขนาดใหญ่เพียงครั้งเดียว

1. จุดศูนย์กลางแผ่นดินไหวอยู่ในระดับตื้น

แผ่นดินไหวขนาด 7.5 แมกนิจูด มีจุดศูนย์กลางอยู่ลึกเพียง 10 กิโลเมตร ขณะที่แผ่นดินไหวขนาด 7.2 แมกนิจูด มีความลึกไม่ถึง 22 กิโลเมตร

ในทางแผ่นดินไหววิทยา เหตุการณ์ที่มีจุดศูนย์กลางลึกไม่เกิน 70 กิโลเมตร จัดเป็นแผ่นดินไหวตื้น (Shallow Earthquake)

ยิ่งแผ่นดินไหวมีความตื้นมากเท่าใด คลื่นสั่นสะเทือนก็จะเดินทางขึ้นสู่พื้นผิวโลกในระยะทางที่สั้นกว่า ทำให้สูญเสียพลังงานน้อยกว่า และส่งผลให้ประชาชนบนพื้นดินรับรู้แรงสั่นสะเทือนได้รุนแรงยิ่งขึ้น

ผู้เชี่ยวชาญจากมหาวิทยาลัยแอนดีสระบุว่า ความตื้นดังกล่าวเป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญที่ทำให้แรงสั่นสะเทือนครั้งนี้รุนแรงเป็นพิเศษ

2. ผลกระทบสะสมของแผ่นดินไหวแฝด

โดยปกติ แผ่นดินไหวขนาดใหญ่เพียงครั้งเดียวก็สามารถสร้างแรงกดดันมหาศาลต่ออาคารและโครงสร้างพื้นฐานได้อยู่แล้ว แต่ในเหตุการณ์นี้ แผ่นดินไหวขนาดใกล้เคียงกันอีกครั้งได้เกิดขึ้นก่อนที่แรงสั่นสะเทือนจากครั้งแรกจะสิ้นสุดลง จึงเท่ากับว่าอาคารต่าง ๆ ต้องรับแรงสั่นสะเทือนอย่างรุนแรงถึงสองระลอกติดต่อกัน

อาคารหลายแห่งที่แม้ทนต่อแรงสั่นสะเทือนครั้งแรก แต่ก็ไม่สามารถรับแรงสั่นสะเทือนครั้งที่สองได้ จึงพังถล่มลงมา

3. ความเปราะบางของอาคาร

จากการประเมินของสำนักงานสำรวจธรณีวิทยาสหรัฐ (USGS) พบว่า พื้นที่ประสบภัยมีทั้งอาคารสมัยใหม่และบ้านเรือนที่ก่อสร้างด้วยวัสดุที่ไม่สามารถรับแรงสั่นสะเทือนจากแผ่นดินไหว เช่น บ้านก่ออิฐที่ไม่ได้เสริมเหล็ก และอาคารที่สร้างจากอิฐดินดิบ ซึ่งสิ่งปลูกสร้างเหล่านี้มีความเปราะบางต่อแรงสั่นสะเทือนอย่างมาก

นอกจากนี้ อาคารจำนวนมากยังมีข้อบกพร่องเดิมอยู่แล้ว เช่น การเสริมโครงสร้างที่ไม่เพียงพอ, มีเสาขนาดสั้นซึ่งไม่สามารถรับแรงแผ่นดินไหวได้ รวมทั้งการต่อเติมอาคารโดยไม่ได้ออกแบบโครงสร้างอย่างถูกต้อง

4. การขยายแรงสั่นสะเทือนของชั้นดิน

ลักษณะของดินใต้เมืองต่าง ๆ มีบทบาทสำคัญต่อความรุนแรงของแผ่นดินไหว โดยดินอ่อนหรือดินตะกอนสามารถขยายคลื่นสั่นสะเทือนได้มากกว่าพื้นหินแข็ง

พื้นที่ชายฝั่ง เช่น ลา กัวรา ซึ่งมีดินถมและดินตะกอนแม่น้ำจำนวนมาก จึงมีแนวโน้มได้รับแรงสั่นสะเทือนรุนแรงกว่าพื้นที่อื่น และผลกระทบในลักษณะเดียวกันยังเกิดขึ้นในกรุงการากัสด้วย

🛑*อาฟเตอร์ช็อก: ภัยคุกคามที่ยังไม่สิ้นสุด

แผ่นดินไหวแฝดไม่ได้หมายถึงการสิ้นสุดของเหตุการณ์ แต่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของลำดับการเกิดแผ่นดินไหว

สำนักงานสำรวจธรณีวิทยาสหรัฐ (USGS) คาดการณ์ว่า พื้นที่ดังกล่าวจะยังคงเกิดอาฟเตอร์ช็อกขนาด 3-5 แมกนิจูด ต่อเนื่องไปอีกหลายสัปดาห์ โดยภายใน 1 เดือนแรกมีโอกาส 24% ที่จะเกิดแผ่นดินไหวขนาด 6 แมกนิจูด และมีโอกาส 3% ที่จะเกิดแผ่นดินไหวขนาด 7 แมกนิจูดอีกครั้ง

ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า อาฟเตอร์ช็อกจะเกิดขึ้นถี่ที่สุดในช่วงหลังเกิดแผ่นดินไหวหลัก จากนั้นความถี่จะค่อย ๆ ลดลงตลอดช่วงเวลาหลายวัน หลายสัปดาห์ หรือแม้แต่หลายปี

อย่างไรก็ตาม ปัญหาสำคัญคือ อาคารที่ได้รับความเสียหายจากแผ่นดินไหวแฝดจะมีความแข็งแรงลดลงอย่างมาก ดังนั้น แม้อาฟเตอร์ช็อกจะมีขนาดเล็กกว่า แต่ก็อาจทำให้อาคารที่ดูเหมือนยังคงสภาพอยู่พังถล่มลงมาได้ ทำให้อาฟเตอร์ช็อกทุกครั้งยังคงเป็นภัยคุกคามที่แท้จริงต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนในพื้นที่ประสบภัย


เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อตกลงการใช้บริการ รับทราบ