In Focusเจาะปรากฏการณ์ No Kings ทั่วสหรัฐฯ ที่อาจเป็นจุดเริ่มต้นของแผ่นดินไหวใหญ่ ณ ทำเนียบขาว

ข่าวต่างประเทศ Wednesday April 1, 2026 14:41 —สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)

แม้จะผ่านพ้นไปแล้ว แต่ควันหลงจากม็อบ No Kings ยังคงร้อนแรง ท่ามกลางการจับจ้องของชาวอเมริกัน รวมไปถึงคนทั่วโลกว่า ทำเนียบขาวจะรับมืออย่างไรกับเสียงตะโกน "อเมริกาไม่ต้องการกษัตริย์" จากผู้คนนับล้าน ปรากฏการณ์นี้ไม่ใช่แค่การเดินขบวนประท้วงนโยบายสงครามอิหร่าน แต่คือการสำแดงพลังของมหาชนที่ลุกขึ้นมาปฏิเสธระบอบอำนาจนิยมที่กำลังรุกคืบ ซึ่งนี่อาจเป็นจุดเริ่มต้นของแผ่นดินไหวทางการเมืองครั้งใหญ่ในสหรัฐ

* พลังมหาชนทุบทุกสถิติประวัติศาสตร์

เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (28 มี.ค.) ประชาชนหลายล้านคนทั่วสหรัฐฯ ทั้งในเมืองใหญ่และในชุมชนขนาดเล็ก ได้ออกชุมนุมและเดินขบวนประท้วงภายใต้ชื่อ No Kings เพื่อแสดงความไม่พอใจต่อการดำเนินนโยบายของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และรัฐบาลสหรัฐฯ โดยเฉพาะการทำสงครามที่ยืดเยื้อกับอิหร่าน ซึ่งสร้างความกังวลทั้งทางเศรษฐกิจและประชาธิปไตยของประเทศ

การชุมนุม No Kings ครั้งล่าสุดนี้นับเป็นครั้งที่สามแล้ว โดยผู้จัดการชุมนุมประเมินว่า มีผู้เข้าร่วมอย่างน้อย 8 ล้านคน ซึ่งมากกว่าสองครั้งแรกในปีที่แล้วที่มีผู้เข้าร่วมประมาณ 5 ล้านคนในเดือนมิ.ย. และ 7 ล้านคนในเดือนต.ค.

การประท้วงเมื่อวันอาทิตย์กระจายไปในกว่า 3,300 จุดทั่วสหรัฐฯ ในวันเดียว ซึ่งผู้จัดงานเรียกว่าเป็นวันเคลื่อนไหวอย่างสันติครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์สหรัฐฯ โดยถึงแม้บางพื้นที่ได้เกิดเหตุการณ์ปะทะหรือการจัดการที่รุนแรงไปบ้าง แต่โดยรวมแล้ว การชุมนุม No Kings มีเป้าหมายให้เป็นการแสดงออกอย่างสันติ และเน้นความร่วมมือของประชาชนในการแสดงความเห็นต่างต่อนโยบายของรัฐบาล

ขณะเดียวกัน นอกจากในสหรัฐฯ แล้ว ชาวอเมริกันในต่างประเทศยังได้จัดการประท้วง No Kings ขึ้นในวันเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นที่ฝรั่งเศส โปรตุเกส เยอรมนี อิตาลี และกรีซ

* จุดเริ่มต้นของการประท้วง No Kings

การประท้วงเริ่มขึ้นครั้งแรกในปี 2568 โดยชื่อ No Kings เป็นการสื่อความหมายถึงการปฏิเสธการบริหารประเทศในลักษณะที่รวมศูนย์อำนาจและเสี่ยงต่อการกลายเป็นเผด็จการ ซึ่งผู้จัดงานมองว่า การกระทำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และรัฐบาลของเขาในช่วงที่ผ่านมา มีแนวโน้มละเมิดหลักประชาธิปไตย ไม่ว่าจะเป็นการใช้อำนาจฝ่ายบริหารมากเกินไป การโจมตีสื่อ หรือความพยายามเปลี่ยนแปลงกติกาการเลือกตั้ง

สำหรับกลุ่มผู้จัดงานชุมนุมประท้วง No Kings นั้นประกอบด้วยกลุ่มต่อต้านอำนาจเผด็จการอย่าง กลุ่ม Indivisible และกลุ่ม 50501 ตลอดจนสหภาพแรงงาน และองค์กรภาคประชาชนอื่น ๆ

* สงครามอิหร่านปลุกกระแส No Kings ครั้งล่าสุด

หนึ่งในประเด็นหลักที่ทำให้การประท้วง No Kings ครั้งล่าสุดขยายตัวเป็นวงกว้างคือการทำสงครามกับอิหร่าน โดยผู้สนับสนุนการประท้วงมองว่า สงครามนี้ไม่เป็นประโยชน์ต่อสหรัฐฯ ทั้งทางเศรษฐกิจและความปลอดภัย และอาจนำไปสู่การสูญเสียชีวิตของคนอเมริกันและชาวต่างชาติมากขึ้น

สตรีชาวอเมริกันวัย 45 ปีรายหนึ่งซึ่งเข้าร่วมการประท้วง No Kings ที่กรุงวอชิงตันกล่าวว่า เธอโกรธมากกับปฏิบัติการทางทหารของทรัมป์ต่ออิหร่าน โดยเรียกสงครามครั้งนี้ว่าเป็นสงครามที่โง่เง่า โดยเธอกล่าวว่า ไม่ได้จะมีใครมาโจมตีสหรัฐฯ และสหรัฐฯ ก็ไม่จำเป็นต้องไปทำสงครามกับอิหร่าน

ขณะที่ในหลายพื้นที่ของการเดินขบวนนั้น ผู้ร่วมประท้วงถือป้ายต่อต้านสงครามและเรียกร้องให้รัฐบาลยุติความขัดแย้ง โดยเชื่อว่า การทุ่มงบประมาณไปกับสงครามมีส่วนทำให้เศรษฐกิจภายในประเทศต้องเผชิญปัญหาเพิ่มเติม เช่น ราคาน้ำมันและค่าครองชีพที่พุ่งสูงขึ้น

* ความหลากหลายของผู้เข้าร่วมชุมนุมประท้วง

การชุมนุมประท้วงเกิดขึ้นทั่วสหรัฐฯ ตั้งแต่เมืองใหญ่ เช่น นิวยอร์ก ดัลลัส ฟิลาเดลเฟีย วอชิงตัน ดี.ซี. ลอสแอนเจลิส ไปจนถึงเมืองเล็กและชานเมือง ผู้จัดการชุมนุมยังระบุด้วยว่า เกือบครึ่งหนึ่งของการชุมนุมเกิดขึ้นในพื้นที่ที่เป็นฐานเสียงของพรรครีพับลิกันของโดนัลด์ ทรัมป์ เช่น ในรัฐเท็กซัส ฟลอริดา โอไฮโอ ไอดาโฮ ไวโอมิง มอนแทนา และยูทาห์ เป็นต้น

ขณะเดียวกัน การประท้วง No Kings ยังเป็นการรวมตัวของผู้คนจากหลากหลายกลุ่ม ทั้งคนรุ่นใหม่ คนวัยทำงาน ผู้สูงอายุ และกลุ่มชุมชนต่าง ๆ ที่มีความกังวลร่วมกันเกี่ยวกับอนาคตของประเทศ พวกเขาไม่เพียงคัดค้านสงครามเท่านั้น แต่ยังแสดงความไม่พอใจเรื่องนโยบายตรวจคนเข้าเมือง เศรษฐกิจตกต่ำ ค่าครองชีพสูง และความไม่เป็นธรรมทางสังคม

บรูซ สปริงส์ทีน นักร้องและนักดนตรีชื่อดังชาวอเมริกัน เข้าร่วมชุมนุมประท้วงครั้งนี้ด้วย โดยเขาได้ร้องเพลง "Streets of Minneapolis" ที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับความตายและความเสียหายที่เกิดจากการกระทำของสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากรสหรัฐฯ (ICE)

ด้านเบอร์นี แซนเดอร์ส วุฒิสมาชิกสหรัฐฯ จากเวอร์มอนต์ ผู้วิพากษ์วิจารณ์ทรัมป์และเคยลงสมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในนามพรรคเดโมแครตในปี 2559 และ 2563 กล่าวสุนทรพจน์ในงานที่มินนิโซตาว่า พวกเขาจะไม่ยอมให้ประเทศเข้าสู่ระบอบเผด็จการหรือชนชั้นผู้มีอำนาจ ประชาชนเท่านั้นคือผู้ปกครองประเทศ

การรวมตัวของผู้คนจากภูมิหลังที่แตกต่างกันนี้สะท้อนให้เห็นว่า การประท้วง No Kings ไม่ได้เป็นแค่การต่อต้านโดนัลด์ ทรัมป์เท่านั้น แต่เป็นการแสดงความไม่พอใจที่แผ่กว้างในหลายมิติของสังคมสหรัฐฯ

* ปฏิกิริยาจากรัฐบาลและฝ่ายสนับสนุนทรัมป์

จำนวนผู้เข้าร่วมการประท้วงที่สูงถึงหลายล้านคนสะท้อนถึงความไม่พอใจของประชาชนจำนวนมาก ซึ่งรัฐบาลทรัมป์ไม่สามารถมองข้ามหรือเพิกเฉยได้

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลทรัมป์และผู้สนับสนุนบางส่วนกลับมองว่า การประท้วง No Kings ไม่ได้ใหญ่โตหรือรุนแรงอย่างที่สื่อรายงาน และระบุว่าบางสื่อพยายามบิดเบือนภาพเหตุการณ์ นอกจากนี้ ฝ่ายที่สนับสนุนทรัมป์กล่าวว่า การประท้วงดังกล่าวเป็นเพียงกลุ่มเล็ก ๆ และไม่ได้สะท้อนความเห็นของชาวอเมริกันทั้งหมด

คณะกรรมการสภาคองเกรสพรรครีพับลิกันแห่งชาติ (National Republican Congressional Committee) ได้วิพากษ์วิจารณ์นักการเมืองและผู้สมัครจากพรรคเดโมแครตที่สนับสนุนการชุมนุมประท้วง No Kings โดยไมค์ มารีเนลลา โฆษกคณะกรรมการฯ ระบุในแถลงการณ์ว่า การชุมนุมด้วยความเกลียดชังอเมริกา (Hate America Rallies) เหล่านี้ เป็นเวทีที่แสดงออกถึงจินตนาการที่รุนแรงและผิดเพี้ยนของกลุ่มฝ่ายซ้ายสุดโต่ง และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากพรรคเดโมแครตก็ได้รับคำสั่งให้ร่วมเคลื่อนไหวด้วย

* หรือนี่จะเป็นจุดเปลี่ยนการเมืองสหรัฐฯ

การประท้วง No Kings ครั้งล่าสุดนี้ถือเป็นหนึ่งในการแสดงออกเชิงสาธารณะครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์สหรัฐฯ และเปรียบเสมือนสัญญาณเตือนภัยที่ส่งตรงถึงทำเนียบขาว เมื่อความไม่พอใจไม่ได้จำกัดอยู่แค่กลุ่มขั้วตรงข้าม แต่ได้รุกคืบเข้าสู่ใจกลางฐานเสียงสำคัญของพรรครีพับลิกัน

ยิ่งสหรัฐฯ กำลังเดินหน้าสู่การเลือกตั้งกลางเทอมในเดือนพฤศจิกายนนี้ รวมถึงการเลือกตั้งประธานาธิบดีในปี 2571 แรงกดดันจากคู่แข่งทางการเมืองอย่างพรรคเดโมแครตจะยิ่งทวีคูณ โดยจะใช้จังหวะนี้โจมตีจุดอ่อนด้านนโยบายของทรัมป์อย่างหนัก สอดคล้องกับผลสำรวจล่าสุดที่บ่งชี้ว่าคะแนนนิยมของทรัมป์ดิ่งลงเหลือเพียง 36% ซึ่งถือเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เขากลับเข้าทำงานที่ทำเนียบขาว จึงปฏิเสธไม่ได้ว่า "นโยบายไม้แข็ง" ทั้งในและต่างประเทศ กำลังกลายเป็นดาบสองคมที่ย้อนกลับมาสร้างวิกฤตศรัทธา และอาจเป็นตัวแปรสำคัญที่จะชี้ชะตาอนาคตทางการเมืองของทรัมป์

ท้ายที่สุดแล้ว No Kings คือภาพสะท้อนของสังคมอเมริกันในปี 2569 ที่ประชาชนลุกขึ้นมาทวงคืนอำนาจและนิยามของประชาธิปไตย พร้อมย้ำเตือนว่าอเมริกาไม่ใช่ของใครคนใดคนหนึ่ง หลังจากนี้สิ่งที่น่าจับตาไม่ใช่เพียงแค่ว่าการประท้วงครั้งถัดไปจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ แต่คือการที่รัฐบาลทรัมป์จะเลือกรับฟังเสียงคนนับล้าน หรือจะเลือกเดินหน้าชน ท่ามกลางศรัทธาของมหาชนที่กำลังสั่นคลอนอย่างรุนแรงเช่นนี้


เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อตกลงการใช้บริการ รับทราบ