In FocusKOSPI ทูเดอะมูน! เกิดอะไรขึ้นกับตลาดหุ้นเกาหลีใต้ ทำไมให้ผลตอบแทนดีสุดในโลกปี 69

ข่าวต่างประเทศ Wednesday May 6, 2026 11:57 —สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)

ถ้าพูดกันตามตรง ตลาดหุ้นที่ร้อนแรงที่สุดในปี 2569 นาทีนี้ตกเป็นของตลาดหุ้นเกาหลีใต้ ที่ทำผลงานแซงหน้าวอลล์สตรีทไปแบบขาดลอย สะท้อนจากดัชนี KOSPI เมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม ที่พุ่งแรงวันเดียว +5.12% ปิดที่ 6,936.99 จุด จ่อทะลุแนวต้านสำคัญ 7,000 จุดไปทุกขณะ ดันผลตอบแทนตั้งแต่ต้นปี (YTD) ทะยานถึง 64.6% ทิ้งห่างดัชนีของตลาดใหญ่อย่าง S&P500 (+5.2%) และ Nikkei 225 (+18.2%) ชนิดไม่เห็นฝุ่น

ความร้อนแรงนี้ทำเอาบลูมเบิร์กถึงกับฟันธงว่า เกาหลีใต้คือ "ผู้ชนะตัวจริง" ประจำปีนี้ หลังมาร์เก็ตแคปรวมของบริษัทจดทะเบียนพุ่งแซงหน้าตลาดหุ้นอังกฤษไปเป็นที่เรียบร้อย และแม้ MSCI จะยังคงสถานะเกาหลีใต้ไว้ในกลุ่มตลาดเกิดใหม่ (Emerging Market) แต่เม็ดเงินจากกองทุนทั่วโลกกลับไหลเข้าลงทุนประหนึ่งว่านี่คือประเทศพัฒนาแล้ว

ทว่าหากย้อนไปเพียง 18 เดือนก่อน ภาพที่เห็นกลับเป็นหนังคนละม้วน โดยในช่วงปลายปี 2567 ดัชนี KOSPI ดิ่งลงไปเทรดกันต่ำกว่า 2,400 จุด ขณะบอบช้ำหนักจากวิกฤตการเมืองหลังอดีตประธานาธิบดียุน ซอกยอล ประกาศกฎอัยการศึกแบบสายฟ้าแลบ ยุคนั้นหุ้นเกาหลีถึง 7 ใน 10 ตัวเทรดกันต่ำกว่าบุ๊กแวลู (P/BV ต่ำกว่า 1) ตอกย้ำปัญหาเรื้อรังอย่าง "Korea Discount" ที่กดมูลค่าหุ้นให้ถูกกว่าความเป็นจริงมานานหลายสิบปี

แต่ตลาดก็ถึงจุดเทิร์นอะราวด์เมื่อ อี แจมยอง ก้าวขึ้นเป็นประธานาธิบดีในเดือนมิถุนายน 2568 รัฐบาลเดินหน้าลุยยกเครื่องกฎหมายและโครงสร้างภาษีชุดใหญ่ ประจวบเหมาะกับการมาถึงของ "ซูเปอร์ไซเคิล" ชิปหน่วยความจำที่รับอานิสงส์เต็ม ๆ จากเม็ดเงินลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ทั่วโลก การผสานกันของนโยบายรัฐและเทรนด์เทคโนโลยีนี้ ได้สร้างปรากฏการณ์ยกระดับมูลค่าหุ้นครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดของเอเชีย นับตั้งแต่ญี่ปุ่นประสบความสำเร็จกับนโยบาย "Value-up" ในปี 2566

*ปฏิวัติบอร์ดบริหาร ทุบหม้อข้าวแชโบล*

สตอรี่การพลิกโฉมตลาดหุ้นเกาหลีใต้มาจากการแก้กฎหมายอย่างจริงจังเพื่อทลายปัญหา "Korea Discount" จุดเปลี่ยนแรกคือการแก้ พ.ร.บ.การพาณิชย์ในช่วงกลางปี 2568 ที่ขยายความรับผิดชอบของบอร์ดบริหารให้ต้องปกป้อง "ผลประโยชน์ของผู้ถือหุ้นทุกคน" ไม่ใช่อ้างแค่ผลประโยชน์ของบริษัทเพื่อเอื้อตระกูลผู้ก่อตั้งอีกต่อไป

แต่ไฮไลต์เด็ดที่สั่นสะเทือนวงการสุด ๆ คือการแก้ไขรอบสามที่เพิ่งผ่านสภาเมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2569 และมีผลบังคับใช้ 6 มีนาคมที่ผ่านมา โดยงัดมาตรการเด็ดขาดสั่งให้บริษัทต้องยกเลิกหุ้นซื้อคืนที่เพิ่งซื้อมาใหม่ทิ้งภายใน 1 ปี และหุ้นซื้อคืนส่วนที่ถือดองไว้เดิมต้องตัดทิ้งภายใน 18 เดือน กฎหมายข้อนี้ถือเป็นการทุบหม้อข้าวตระกูลแชโบล (Chaebol - กลุ่มทุนยักษ์ใหญ่) ที่ชอบใช้ทริคซื้อหุ้นคืนแล้วดองไว้เรื่อย ๆ เพื่อรวบอำนาจบริหาร

จิ๊กซอว์ชิ้นต่อมาที่ดึงดูดคนทั่วไปให้แห่มาลงทุนคือ "การรื้อโครงสร้างภาษี" ตั้งแต่ปี 2569 เป็นต้นไป นักลงทุนที่ได้เงินปันผลจากบริษัทที่เข้าเกณฑ์จ่ายปันผลสูง จะสามารถนำเงินก้อนนี้มาแยกคำนวณภาษีออกจากรายได้ประจำได้เลยด้วยอัตราที่ถูกลงมาก จากเดิมที่รายได้จากเงินลงทุนต้องนำไปรวมกับฐานภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาซึ่งอาจโดนหักสูงสุดถึง 49.5% การลดแลกแจกแถมครั้งนี้จึงพลิกโฉมการวางแผนภาษี และจูงใจให้มนุษย์เงินเดือนเกาหลีใต้หันมาถือหุ้นในกระดาน KOSPI กันขนานใหญ่

นโยบายจัดระเบียบธรรมาภิบาลและเอาใจนักลงทุนทั้งหมดนี้ล้วนปูทางไปสู่เป้าหมายสูงสุด นั่นคือการผลักดันให้ MSCI เลื่อนชั้นเกาหลีใต้ขึ้นเป็นตลาดพัฒนาแล้ว (Developed Market) รัฐบาลจึงงัดมาตรการปูพรมชุดใหญ่ ทั้งการเปิดให้เทรดเงินวอนในประเทศตลอด 24 ชั่วโมงตั้งแต่เดือนกรกฎาคม และรื้อระบบลงทะเบียนนักลงทุนต่างชาติ

ค่าย UBS ประเมินว่า หากเกาหลีใต้ได้เลื่อนชั้นจริง ๆ (คาดว่าน่าจะประกาศในปี 2570 และมีผลบังคับใช้ปี 2571) จะดึงดูดเม็ดเงินจากกองทุนแบบ Passive ให้ไหลเข้าตลาดหุ้นเกาหลีใต้มหาศาลถึง 34 ล้านล้านวอน (ราว 2.4 หมื่นล้านดอลลาร์) ส่วนค่ายโกลด์แมน แซคส์ (Goldman Sachs) ก็มองตัวเลขไว้สูสีกันที่ราว 3 หมื่นล้านดอลลาร์ ที่สำคัญคือ สตอรี่เชิงบวกทั้งหมดนี้ยังแทบไม่ได้สะท้อน (Price in) เข้าไปในราคาหุ้นบนกระดานปัจจุบันเลยแม้แต่น้อย

*ซูเปอร์ไซเคิลชิป AI ตัวดันตลาดหุ้นทูเดอะมูน*

แต่หากมองลึกลงไปเบื้องหลังนโยบาย เครื่องยนต์หลักที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจและตลาดหุ้นตัวจริงก็คือ "ซูเปอร์ไซเคิลของชิปหน่วยความจำ" ที่มาแรงและเร็วในระดับที่วงการนี้ไม่เคยเจอมาก่อน ยอดส่งออกเซมิคอนดักเตอร์กลายเป็นพระเอกที่ดันให้ยอดส่งออกรวมของเกาหลีใต้ในปี 2568 ทะลุ 7 แสนล้านดอลลาร์เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์

แรงส่งนี้สะท้อนผ่านหุ้นบิ๊กแคปอย่าง หุ้นซัมซุง อิเลคโทรนิคส์ (Samsung Electronics) ที่ราคาพุ่งทะลุ 2 เด้งไปแล้วในปี 2568 เพิ่งรายงานกำไรจากการดำเนินงานเบื้องต้นในไตรมาสแรกของปี 2569 ที่ระดับ 57.2 ล้านล้านวอน โตระเบิดถึง 755% เมื่อเทียบรายปี (YoY) ทุบสถิติทำกำไรสูงสุดเป็นประวัติการณ์ (All-Time High) ของบริษัท

ด้าน SK Hynix ซัพพลายเออร์รายใหญ่ผู้ผลิตชิปหน่วยความจำแบนด์วิดท์สูง (HBM) ป้อนให้กับชิปประมวลผล AI ของ Nvidia, AMD และบริษัทกลุ่มคลาวด์ยักษ์ใหญ่ (Hyperscalers) ราคาหุ้นก็กระโดดขึ้นเกือบ 3 เด้งในปี 2568 และบวกต่ออีก 41% (YTD) จนถึงต้นเดือนมีนาคม ก่อนจะพุ่งต่อในเดือนเมษายน โดยเมื่อวันที่ 4 พฤษภาคมที่ผ่านมา มาร์เก็ตแคปของ SK Hynix พุ่งทะลุ 1,000 ล้านล้านวอนเป็นครั้งแรก กลายเป็นหุ้นตัวที่สองของเกาหลีใต้ที่ได้แตะระดับพันล้านล้านวอนต่อจากซัมซุง

เมื่อนำหุ้นบิ๊กแคปสองตัวนี้มารวมกัน จะกินสัดส่วนมาร์เก็ตแคปราว 1 ใน 3 ถึงครึ่งหนึ่งของกระดาน KOSPI โดย Macquarie Research ประเมินว่าหุ้นสองตัวนี้จะเป็นเดอะแบกที่ช่วยดันกำไรของดัชนีทั้งกระดานให้โตได้ถึง 68% ในปี 2569

ที่น่าแปลกคือ ยอดฟันด์โฟลว์ (Fund Flow) ของนักลงทุนต่างชาติตั้งแต่ต้นปียังคงไหลออกและติดลบหนักถึง 25-30 ล้านล้านวอน สวนทางกับดัชนีที่ทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ แปลว่าผู้กำหนดทิศทางราคาของตลาดหุ้นเกาหลีใต้ในปีนี้คือบรรดารายย่อยสายเดย์เทรดในกรุงโซล ไม่ใช่กองทุนบำนาญระดับโลกหรือเฮดจ์ฟันด์จากนิวยอร์ก

สรุปคือ ตลาดหุ้นเกาหลีใต้มีส่วนผสมที่ลงตัวอย่างหาตัวจับยาก นั่นคือ Valuation ที่ยังถูก (PE ต่ำ), กำไรที่อยู่ในช่วงขาขึ้นอย่างแข็งแกร่ง, การปฏิรูปโครงสร้างบริษัท และการเกาะกระแส AI เทรนด์การลงทุนระดับโลกที่ทรงพลังที่สุดในยุคนี้ โดยโกลด์แมน แซคส์ เปรียบเปรยในบทวิเคราะห์เดือนมกราคม 2569 ว่า นี่คือภาพจำลองของการแห่เล่นหุ้นญี่ปุ่นเมื่อปี 2563 ของนักลงทุนยุคนี้ แต่เวอร์ชันเกาหลีใต้มีการปรับเพิ่มเป้ากำไรที่รุนแรงกว่า และมีรัฐบาลที่เอาจริงเอาจังทางการเมืองมากกว่า

*สายหมีบอก "ฟองสบู่" สายกระทิงชู "รัฐบาลเอาจริง"*

อย่างไรก็ดี ฝั่งที่มองโลกแง่ร้ายก็ไม่ได้คิดระแวงไปเอง และเริ่มส่งเสียงเตือนดังขึ้นเรื่อย ๆ บทวิเคราะห์ของ Bank of America Global Research เมื่อเดือนมีนาคม 2569 ชี้ว่า พฤติกรรมราคาของดัชนี KOSPI คือ "ตัวอย่างการเกิดฟองสบู่ตามตำรา" โดยระบุว่าความผันผวนในตลาดตอนนี้ถอดแบบมาจากวิกฤตต้มยำกุ้งปี 2540 ฟองสบู่ดอทคอมปี 2542 และวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ปี 2551 พร้อมย้ำว่าแรงเก็งกำไรจากนักลงทุนรายย่อยนี่เองที่ปั้นให้เกิด "บรรยากาศฟองสบู่แบบคลาสสิก" ขึ้นมา

ความเสี่ยงเชิงโครงสร้างก็ยังคงเป็นระเบิดเวลา ปัจจุบันสัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ GDP ของเกาหลีใต้ปาเข้าไป 91.7% สูงเป็นอันดับสองจาก 38 ประเทศเศรษฐกิจหลักที่สถาบันการเงินระหว่างประเทศ (IIF) ติดตามอยู่ โดยเป็นรองแค่แคนาดา (100.6%) และสูงกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลกที่ 60.3% อยู่มาก

วิกฤตประชากรยิ่งหนักหนาสาหัส ข้อมูลจากสำนักงานสถิติเกาหลีชี้ว่า อัตราเจริญพันธุ์รวมในปี 2567 ร่วงลงมาเหลือแค่ 0.75 ต่ำที่สุดในโลก และเป็นประเทศเดียวในกลุ่ม OECD ที่ตัวเลขนี้หลุดระดับ 1.0 ขณะเดียวกัน เอกสารยุทธศาสตร์ปี 2569 ของกระทรวงการคลังเกาหลีใต้เองก็ออกโรงเตือนว่า หากไม่เร่งปฏิรูปประสิทธิภาพการผลิตขนานใหญ่ อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจอาจร่วงแตะระดับ 1% ในช่วงทศวรรษที่ 2030 และอาจซึมลงเกือบถึงศูนย์ในช่วงทศวรรษที่ 2040

ความเสี่ยงจากการกระจุกตัวก็ถือว่าน่าหวาดเสียว เพราะแรงบวกเกือบครึ่งหนึ่งของดัชนี KOSPI ในปี 2568 มาจากหุ้นตัวแบกเพียงสองตัว (Samsung กับ SK Hynix) ดังนั้น หากบรรดาบิ๊กเทคเบรกงบลงทุนด้าน AI หรือคู่แข่งชิปจากจีนเกิดพัฒนาก้าวหน้าขึ้นมาติด ๆ หรือแม้แต่การที่สินค้าส่งออกเกาหลีโดนกำแพงภาษีเล่นงาน ปัจจัยเหล่านี้ก็พร้อมจะทุบดัชนีให้ร่วงแรงและเร็วได้ทุกเมื่อ

แล้วผู้จัดการกองทุนหรือนักลงทุนสถาบันควรมองสตอรี่นี้อย่างไร คำตอบคือ ภายในเวลาแค่ 18 เดือน เกาหลีใต้สามารถทำสิ่งที่ญี่ปุ่นต้องใช้เวลาอยู่เป็นสิบปี นั่นคือการจับคู่นโยบายจัดระเบียบธรรมาภิบาลบริษัทจากภาครัฐ เข้ากับจังหวะที่กำไรหุ้นส่งออกกำลังโตระเบิดพอดีเป๊ะ ทำให้การปฏิรูปครั้งนี้ช่วยดันตัวคูณมูลค่า (ดันค่า P/E หรือ P/BV ให้สูงขึ้น) ของตลาดให้พุ่งขึ้นได้จริง

ฝั่งสายหมีประเมินว่า ตลาดหุ้นเกาหลีตอนนี้กลายเป็นแหล่งเก็งกำไรธีม AI ที่กระจุกตัวหนักสุดรองจาก Nvidia เท่านั้น แถมพฤติกรรมราคาที่มีแต่กลุ่มเดย์เทรดปั่นกันเองแบบนี้ก็ไม่มีความเสถียรเอาเสียเลย และท้ายที่สุด กลุ่มแชโบลก็คงหาช่องทางแบบศรีธนญชัยเพื่อหลบเลี่ยงกฎหมายคุ้มครองผู้ถือหุ้นฉบับใหม่นี้ในทางปฏิบัติอยู่ดี

ในทางกลับกัน ฝั่งสายกระทิงแย้งว่า นี่เป็นครั้งแรกที่ประธานาธิบดีเกาหลีใต้กล้าเอาอนาคตทางการเมืองมาเดิมพันกับตลาดหุ้น แถมยังมีเสียงข้างมากในสภาหนุนหลัง มีภาคธุรกิจที่ยอมถอยเพราะโดนบีบด้วยแรงกดดันเรื่องภาษีมรดก และยังมีกระแสหนุนจากวัฏจักรชิปขาขึ้นที่พร้อมจะดันกำไรบริษัทจดทะเบียนต่อไปได้อีกตั้งสองปี

โมเมนต์ที่สะท้อนภาพความดุดันของตลาดกระทิงรอบนี้ได้ชัดเจนที่สุดคือเหตุการณ์ช่วงเดือนกุมภาพันธ์ เมื่อปธน.อี อดีตเดย์เทรดเดอร์พอร์ตแตกจากเมืองซองนัม ได้เปิดทำเนียบรัฐบาล (บลูเฮาส์) จัดงานฉลองที่ KOSPI พุ่งทะลุ 5,000 จุดเป็นครั้งแรก โดยเชิญทั้งสส.พรรคประชาธิปไตยแห่งเกาหลี (DP) และหัวหน้าศูนย์วิจัยจากโบรกเกอร์ทั้งในและต่างประเทศรวม 16 แห่งมาร่วมงาน

ในงานนั้น ปธน.อีพูดจาตรงไปตรงมาแบบที่ไม่ค่อยได้เห็นจากผู้นำเกาหลีใต้ โดยสารภาพว่าก่อนหน้านี้ช่วงเดือนมิถุนายน 2568 (ก่อนเลือกตั้ง) เขาควักกระเป๋าตัวเองซื้อ ETF หุ้นเกาหลีไป 40 ล้านวอน และตั้งใจจะถัวเฉลี่ย (DCA) เพิ่มอีกเดือนละ 1 ล้านวอนต่อเนื่องไปอีก 5 ปี

"พอผมได้เข้ามากุมบังเหียนรัฐบาลและดูแลนโยบายเศรษฐกิจจริง ๆ ผมยิ่งอินกว่าเดิมเลยว่า การจัดระเบียบตลาดทุนและตลาดหุ้นให้กลับมาเป็นปกติ มันสำคัญขนาดไหน" ปธน.อีกล่าว

ท้ายที่สุดแล้ว ดัชนี KOSPI จะไปถึงฝั่งฝันที่ 8,000 จุดในปีนี้ได้หรือไม่ ก็กลายเป็นแค่เรื่องรองไปแล้ว เพราะคำถามที่น่าสนใจกว่า และเป็นสิ่งที่นักลงทุนทั่วโลกควรจดจ้องก็คือ ฟันเฟืองนโยบายรัฐที่ผลักดันให้ตลาดหุ้นเกาหลีใต้ทำผลงานร้อนแรงที่สุดในโลกประจำปี 2569 นี้ จะสามารถพาเกาหลีใต้ยืนระยะ สร้างผลตอบแทนทบต้นต่อไปแบบยาว ๆ แม้ว่าวัฏจักร AI จะจบลงไปแล้ว ได้หรือไม่ต่างหาก


เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อตกลงการใช้บริการ รับทราบ