ลองนึกภาพคนอายุ 22 ตื่นนอนตอนเช้า หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเลื่อนฟีดเฟซบุ๊ก (Facebook) ระหว่างนั้นก็เจอโพสต์สรุปข่าวการเมือง ต่อด้วยโพสต์รีวิวคาเฟ่ แล้วก็โพสต์อธิบายเรื่องหุ้นจากเพจที่ตามอยู่ พอออกจากบ้านก็เปิดยูทูบ (YouTube) ฟังพอดแคสต์ระหว่างอยู่บนรถไฟฟ้า ทั้งวันแทบไม่ได้เข้าเว็บข่าวสักครั้งเลยด้วยซ้ำ แต่กลับรู้สึกว่าตนเองอัปเดตข่าวสารมาตลอด
นี่คือภาพการเสพข่าวของคนรุ่นใหม่ในวันนี้ ซึ่งรายงานล่าสุดของสถาบันรอยเตอร์ (Reuters Institute) สำรวจกลุ่มตัวอย่างกว่า 97,000 คน จาก 48 ประเทศใน 6 ทวีป (รวมไทย 2,003 คน) ยืนยันว่าสิ่งนี้เกิดขึ้นจริง และกำลังเปลี่ยนเกมของวงการสื่อ
โซเชียลกลายเป็น "หน้าหนึ่ง" ของคนรุ่นใหม่
ถ้าย้อนกลับไป 10 ปีก่อน ถามคนหนุ่มสาวสมัยนั้นว่าเห็นข่าวจากไหน คำตอบส่วนใหญ่คือเว็บไซต์ข่าวหรือแอปของสำนักข่าว แต่ปี 2568 ภาพนี้พลิกหมด เพราะ 39% ของคนอายุ 18-24 บอกว่าโซเชียลมีเดียคือแหล่งข่าวหลัก เพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัวจาก 21% เมื่อปี 2558 ขณะที่เว็บข่าวและแอปร่วงจาก 36% เหลือ 24% เท่านั้น
สิ่งที่น่าสนใจคือ ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงวิธีการเข้าถึงข่าว คนรุ่นใหม่ไม่ได้ "ตั้งใจ" ไปหาข่าวอีกต่อไป แต่ "บังเอิญ" เจอข่าวระหว่างที่ทำอย่างอื่น ข่าวจึงต้องวิ่งไปหาคน ไม่ใช่คนวิ่งมาหาข่าวเหมือนแต่ก่อน
ดูข่าวน้อยลง แต่เลือกแพลตฟอร์มได้หลากหลายขึ้น
อีกเรื่องที่หลายคนคงเดาได้คือ คนรุ่นใหม่ดูข่าวน้อยลงในแต่ละวัน เหลือแค่ 64% เทียบกับคนวัย 55+ ที่ยังเสพข่าวทุกวันถึง 87% และช่องว่างนี้ยิ่งห่างขึ้นทุกปี
แล้วคนรุ่นใหม่เสพข่าวจากไหน คำตอบคือทุกแพลตฟอร์มที่เป็น "ภาพและเสียง" โดยอินสตาแกรม (Instagram) ขึ้นเป็นที่หนึ่งด้วยสัดส่วน 30% (จาก 4% เมื่อสิบปีก่อน) ตามด้วยยูทูบ 23% และติ๊กต๊อก (TikTok) 22% ที่น่าตกใจคือเฟซบุ๊ก ซึ่งเคยเป็นเจ้าตลาดมากถึง 47% เมื่อปี 2557 แต่ในปี 2568 เหลือแค่ 16% เท่านั้น แทบจะตกขบวนคนรุ่นใหม่ไปเลยก็ว่าได้
ไทย สนามวิดีโอคอนเทนต์ตัวจริง
รายงานดังกล่าวชี้ชัดว่า ตลาดเอเชีย ลาตินอเมริกา และแอฟริกา ใช้วิดีโอเสพข่าวมากกว่ายุโรปแบบทิ้งห่าง โดยเฉพาะประเทศไทย ตัวเลขของคนอายุ 18-24 ที่ใช้แต่ละแพลตฟอร์มเสพข่าวคือ
- ติ๊กต๊อก สูงถึง 60%
- ยูทูบ 43%
- อินสตาแกรม 34%
เมื่อเทียบกับเดนมาร์กที่ใช้ติ๊กต๊อกแค่ 27% หรือเยอรมนีที่ใช้อินสตาแกรมดูข่าวแค่ 29% จะเห็นว่า ตลาดในไทยคือสนามของแบรนด์ที่อยากทำคอนเทนต์วิดีโอสั้น โดยเฉพาะถ้าจับกลุ่มคนรุ่นใหม่
ครีเอเตอร์ชนะสื่อกระแสหลักบนโซเชียล
หนึ่งในข้อค้นพบที่น่าจับตาของรายงานนี้คือ บนแพลตฟอร์มโซเชียลและวิดีโอ คนอายุ 18-24 ให้ความสนใจครีเอเตอร์และบุคคลที่มีชื่อเสียงถึง 51% ในขณะที่สนใจสื่อกระแสหลักหรือนักข่าวอาชีพแค่ 39%
ไทยก็อยู่ในกลุ่มประเทศที่ครีเอเตอร์มีอิทธิพลด้านข่าวค่อนข้างมาก ใกล้เคียงกับอินโดนีเซีย อินเดีย และแอฟริกาใต้
รายงานนี้ยังจัดกลุ่มครีเอเตอร์ข่าวออกเป็น 4 ประเภทใหญ่ ๆ โดยประเภทแรกคือคอมเมนเตเตอร์ที่มีจุดยืนชัดเจน ประเภทที่สองคือนักข่าวอิสระสายสืบสวนที่ลงลึกเรื่องต่าง ๆ ประเภทที่สามคือนักอธิบายที่ย่อยข่าวยาก ๆ ให้เข้าใจง่าย และประเภทสุดท้ายคือผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางที่สร้างธุรกิจของตัวเองจากความรู้เฉพาะด้าน
นัยของเรื่องนี้สำหรับแบรนด์ก็คือ การจับมือกับครีเอเตอร์ไม่ใช่ทางเลือกอีกต่อไป แต่เป็นทางหลักในการเข้าถึงคนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะในไทยที่ความเชื่อในเสียงของครีเอเตอร์ค่อนข้างสูง
อ่านยังนำ แต่ดูและฟังมาแรง
แม้คนรุ่นใหม่จะติดวิดีโอ แต่หากถามว่าชอบเสพข่าวออนไลน์แบบไหน 42% ของคนวัย 18-24 ก็ยังตอบว่า "อ่าน" เป็นอันดับหนึ่ง ตามมาด้วย "ดู" 32% และ "ฟัง" 16%
สัดส่วนของการ "ดู" และ "ฟัง" ในกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่สูงกว่าคนวัยอื่นชัดเจน แปลว่าคอนเทนต์ของแบรนด์และสื่อยุคนี้ต้องคิดแบบ Multi-format ตั้งแต่แรก ข่าวเรื่องเดียวอาจต้องถูกเล่าทั้งในรูปแบบบทความ คลิปสั้น คลิปยาว และพอดแคสต์ เพื่อให้ผู้ฟังเลือกเสพได้ตามจังหวะชีวิต
ความสนใจในข่าวลดฮวบ แต่ "ข่าวสนุก" กลับโตสวนทาง
อีกตัวเลขที่น่าตกใจคือ ความสนใจในข่าวระดับ "มากหรือมากที่สุด" ของคนวัย 18-24 ร่วงจาก 60% ในปี 2556 เหลือแค่ 35% ในปี 2568 นี่คือสัญญาณว่าวงการสื่อกำลังสูญเสียผู้รับข่าวรุ่นใหม่ไปเรื่อย ๆ
อย่างไรก็ดี ในความเปลี่ยนแปลงนี้ มีจุดที่น่าสังเกตคือ คนรุ่นใหม่สนใจการเมืองและธุรกิจน้อยลงก็จริง แต่สนใจ "ข่าวสนุก" ข่าวเสียดสี ข่าวที่ทำให้หัวเราะ ในสัดส่วนที่ใกล้เคียงกับข่าวจริงจังเลยทีเดียว โดย 23% สนใจข่าวสนุก ซึ่งเป็นสัดส่วนที่เท่ากับผู้ที่สนใจข่าวสิ่งแวดล้อม, ข่าวการศึกษา และข่าวเกี่ยวกับสุขภาพกาย-ใจ
หัวข้อข่าวที่คนรุ่นใหม่สนใจมากที่สุดเรียงตามลำดับคือ ข่าวท้องถิ่นในเมืองของตัวเอง (27%), ข่าวต่างประเทศ (25%), อาชญากรรมและความปลอดภัย (24%) ส่วนข่าวการเมืองตกไปอยู่อันดับเกือบสุดท้ายที่ 22% เท่านั้น
AI Chatbot ช่องทางใหม่ที่โตเร็ว
ปัจจัยหนึ่งที่เข้ามาเปลี่ยนเกมสื่อในช่วง 2-3 ปีนี้คือ เอไอ (AI) อย่างแชตจีพีที (ChatGPT) ที่กลายเป็นช่องทางใหม่ของการเสพข่าว รายงานระบุว่า 15% ของคนวัย 18-24 ปี ใช้แชตบอตเอไอในการรับข่าว และ 3% ถึงขั้นบอกว่าเป็น "แหล่งข่าวหลัก" ของตัวเอง ตัวเลขนี้สูงกว่าทุกช่วงอายุชัดเจน
วิธีที่คนรุ่นใหม่ใช้เอไอกับข่าวก็น่าสนใจ เพราะคนรุ่นใหม่สูงถึง 48% ใช้เอไอเพื่อ "ทำให้ข่าวเข้าใจง่ายขึ้น" และ 46% ใช้เพื่อ "ค้นหาหรือประเมินแหล่งข่าว" ซึ่งเป็นอัตราที่สูงที่สุดในกลุ่มอายุทั้งหมด
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวสะท้อนโอกาสและความท้าทายไปพร้อมกัน เพราะเนื้อหาอาจถูกเอไอ "สรุป" หรือ "ตีความ" ก่อนถึงมือผู้บริโภค การวางกลยุทธ์ SEO แบบเดิมจึงไม่พอแล้ว ต้องคิดเรื่องการทำอย่างไรให้เอไอหยิบเนื้อหาของเราไปอ้างอิงด้วย
ทัศนคติของคนรุ่นใหม่ไม่ได้ต่างจากคนรุ่นอื่นมากนัก
แม้พฤติกรรมการเสพข่าวจะต่างกันลิบ แต่เมื่อถามเรื่อง "ทัศนคติ" ต่อข่าว คนรุ่นใหม่กลับใกล้เคียงกับคนกลุ่มอายุอื่นอย่างน่าประหลาดใจ
ความเชื่อมั่นในข่าวของคนวัย 18-24 อยู่ที่ 37% ส่วนคนวัย 55+ อยู่ที่ 46% ต่างกันไม่ถึง 10% ส่วนเรื่องการ "หลีกเลี่ยงข่าว" คนรุ่นใหม่ 42% บอกว่าบางครั้งหรือบ่อยครั้งจะเลี่ยงการเสพข่าว ซึ่งใกล้เคียงกับคนทุกช่วงอายุ
เหตุผลหลัก ๆ ที่ทำให้คนรุ่นใหม่เลี่ยงข่าวก็คล้าย ๆ กับคนกลุ่มอื่น คือ "ข่าวทำให้หดหู่" แต่คนรุ่นใหม่จะตอบเพิ่มอีกสองข้อคือ "ข่าวไม่เกี่ยวข้องกับตนเอง" และ "ข่าวเข้าใจยาก" ซึ่งสองข้อนี้คือการบ้านที่สื่อและแบรนด์ต้องรีบปรับกลยุทธ์เพื่อให้เข้าถึงคนรุ่นใหม่
*อ้างอิง: รายงาน Reuters Institute Digital News Report หัวข้อ Understanding young news audiences at a time of rapid change สำรวจในเดือนมกราคมถึงต้นเดือนกุมภาพันธ์ 2568 จากกลุ่มตัวอย่าง 97,000 คน ใน 48 ประเทศทั่วโลก รวมไทย 2,003 คน