ในงานเสวนาวิชาการ Media Alert หัวข้อ "ภาพทีวีไทยในทศวรรษหน้า: การสร้างสรรค์อุตสาหกรรมเนื้อหาและสังคมไทยที่ยั่งยืน" เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2569 ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.พิรงรอง รามสูต กรรมการ กสทช. ด้านกิจการโทรทัศน์ ได้กล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ "ทีวีไทยในยุคเปลี่ยนผ่าน: ความหวังของผู้ผลิต สิทธิของผู้บริโภค" เพื่อฉายภาพทิศทางและอนาคตของอุตสาหกรรมโทรทัศน์ไทยที่กำลังเผชิญหน้ากับความเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญทางเทคโนโลยี พร้อมชี้แนะแนวทางแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างเพื่อรักษาพื้นที่ปลอดภัยทางข้อมูลข่าวสารให้แก่ประชาชน
* นิยามใหม่ของทีวีและความสำคัญของ Safety Net
ดร.พิรงรองชี้ให้เห็นว่า นิยามของคำว่า ทีวี ในปัจจุบันได้เปลี่ยนไปตามกลุ่มผู้ใช้งาน สำหรับกลุ่มคนรุ่นใหม่หรือกลุ่มดิจิทัลเนทีฟ หน้าจอโทรทัศน์ในห้องนั่งเล่นเป็นเพียงอุปกรณ์แสดงผล (Display) หรือตัวเชื่อมต่อ (Connector) ไปสู่เนื้อหาออนไลน์ตามที่ต้องการรับชม ขณะที่สำหรับประชาชนในพื้นที่ห่างไกลหรือกลุ่มผู้ด้อยโอกาสที่เข้าไม่ถึงระบบสตรีมมิ่ง ฟรีทีวียังคงทำหน้าที่เป็นเพื่อนและช่องทางหลักในการรับรู้ข่าวสาร
ด้วยเหตุนี้ ฟรีทีวีจึงเปรียบเสมือน "ตาข่ายรองรับทางสังคม" (Safety Net) ที่ช่วยลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารที่มีคุณภาพโดยไม่มีค่าใช้จ่าย หากอุตสาหกรรมฟรีทีวีไทยล่มสลายลง กลุ่มประชาชนระดับฐานรากและคนต่างจังหวัดจะเป็นผู้ได้รับผลกระทบสูงสุด เนื่องจากต้องแบกรับภาระค่าบริการรายเดือน (Subscription) จากแพลตฟอร์มต่างชาติเพื่อเข้าถึงเนื้อหา
* จาก Must Carry สู่ Must Find ในศึกชิง Visibility บนสมาร์ตทีวี
ความท้าทายใหญ่ของผู้ผลิตคอนเทนต์ไทยในปัจจุบันคือการทำให้เนื้อหาเหล่านั้นถูกค้นพบและมองเห็น (Visibility) บนระบบนิเวศสื่อใหม่ เนื่องจากสมาร์ตทีวีในปัจจุบันถูกควบคุมโดยผู้ให้บริการระบบปฏิบัติการยักษ์ใหญ่ระดับโลกอย่าง Google หรือ Android TV ซึ่งทำหน้าที่เป็น "ผู้เฝ้าประตู" (Gatekeeper) ด่านแรกที่กุมอำนาจในการวิเคราะห์ข้อมูลและจัดสรรหน้าจอส่วนติดต่อผู้ใช้ (UI)
จากเดิมที่ภาครัฐเน้นการบังคับใช้กฎ "Must Carry" เพื่อให้ช่องทีวีดิจิทัลเข้าถึงผู้ชมทุกแพลตฟอร์ม ปัจจุบัน กสทช. จึงต้องเร่งผลักดันนโยบายไปสู่ "Must Find" เพื่อสร้างมาตรการทางกฎหมายที่กำหนดให้หน้าจอสมาร์ตทีวีต้องจัดสรรพื้นที่หรือปุ่มแสดงผลให้ช่องโทรทัศน์ของไทยสามารถถูกค้นพบได้ง่าย ไม่ถูกเบียดบังพื้นที่โดยแพลตฟอร์มสตรีมมิ่งต่างชาติที่มีกำลังทุนหนากว่าในการซื้อพื้นที่โฆษณาบนหน้าจอแรก
* ผลกระทบจากทุนต่างชาติ และภาวะ "ขยี้ข่าวเร้าอารมณ์"
การไหลบ่าของทุนแพลตฟอร์มต่างชาติทำให้เกิดการดึงเม็ดเงินโฆษณาออกไปนอกประเทศ ส่งผลกระทบโดยตรงต่อรายได้ของผู้ประกอบการทีวีไทย ดร.พิรงรองแสดงความกังวลว่า ความกดดันด้านรายได้ที่ลดลงบีบบังคับให้สถานีโทรทัศน์บางส่วนหันไปผลิตเนื้อหาในลักษณะ "ขยี้ข่าว" ที่เน้นความเร้าอารมณ์ การนำเสนอความสูญเสีย หรือการละเมิดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ เพื่อดึงดูดเรตติ้งในระยะสั้น ซึ่งสร้างบรรทัดฐานที่ไม่ดีต่อสังคม
ขณะเดียวกัน แม้ประเทศไทยจะมีศักยภาพในการผลิตคอนเทนต์เฉพาะกลุ่ม เช่น ซีรีส์วาย ที่สามารถเติบโตในระดับโลกได้ แต่การสนับสนุนจากภาครัฐและกองทุนต่าง ๆ ยังคงเป็นไปอย่างกระจัดกระจาย ขาดนโยบายอุตสาหกรรม (Industrial Policy) ที่ชัดเจนในการสร้างมูลค่าเพิ่มและปกป้องทรัพย์สินทางปัญญา (IP) ส่งผลให้ผลประโยชน์หลักจากการจ้างงานและการสร้างสรรค์เนื้อหายังคงตกไปอยู่ในมือของแพลตฟอร์มต่างชาติเป็นส่วนใหญ่
* ความล่าช้าของโรดแมปและข้อจำกัดในการกำกับดูแล
ดร.พิรงรองได้สะท้อนข้อจำกัดและปัญหาเชิงโครงสร้างของหน่วยงานกำกับดูแลที่ส่งผลให้อุตสาหกรรมสื่อและโทรคมนาคมไทยขาดทิศทางที่ชัดเจนในหลายมิติ ได้แก่
- ความล่าช้าของแผนแม่บท: แผนแม่บทกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ ฉบับที่ 2 ซึ่งเป็นแนวทางหลักในการกำหนดทิศทางอุตสาหกรรมได้หมดอายุลงตั้งแต่ปีที่ผ่านมา แม้จะมีการยกร่างแผนฉบับใหม่เสร็จสิ้นแล้ว แต่ยังคงติดขัดในขั้นตอนการรอลงมติเห็นชอบจากบอร์ด กสทช. ทำให้ยังคงต้องใช้แผนเดิมปี 2562 ไปพลางก่อน ส่งผลกระทบต่อความชัดเจนในการจัดสรรคลื่นความถี่ (เช่น แผนคลื่น C-Band) และทิศทางหลังสิ้นสุดใบอนุญาตทีวีดิจิทัลในปี 2572
- การกำกับดูแลการแข่งขันและการควบรวมกิจการ: ขาดความต่อเนื่องในการปรับปรุงประกาศรายชื่อผู้มีอำนาจเหนือตลาด (Significant Market Power: SMP) ซึ่งตามเกณฑ์ต้องปรับปรุงทุก 2 ปี แต่รายชื่อล่าสุดยังคงค้างอยู่ที่ปี 2564 ทั้งที่มีการควบรวมกิจการโทรคมนาคมขนาดใหญ่เกิดขึ้นในช่วงปี 25652566
- ช่องว่างในการคุ้มครองผู้บริโภค: ปัญหาการควบรวมบริการ (Bundle Service) ที่ค่ายโทรคมนาคมนำเอาสิทธิ์การชมโทรทัศน์ผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์มารวมกับค่าบริการอินเทอร์เน็ตหรือโทรศัพท์มือถือ ส่งผลให้เกิดข้อจำกัดในการพิจารณาเรื่องร้องเรียนของผู้บริโภคเมื่อเกิดปัญหารับชมไม่ได้ เนื่องจากข้อพิพาทถูกตีความว่าเป็นบริการทางโทรคมนาคม ไม่ใช่กิจการโทรทัศน์ รวมถึงนโยบายการคุ้มครองสิทธิผู้บริโภคอื่น ๆ เช่น ปัญหาการปัดเศษวินาทีในการคิดค่าบริการโทรศัพท์ที่ยังไม่สามารถผลักดันให้เกิดผลสัมฤทธิ์ได้จริง
* ทางรอด "สมดุลใหม่" ด้วย Industrial Policy และระบบไฮบริด
ดร.พิรงรองสรุปว่า การขับเคลื่อนอุตสาหกรรมทีวีไทยต้องอาศัยนโยบายอุตสาหกรรมระดับชาติจากรัฐบาลในการสนับสนุนทุนและสร้างความเท่าเทียมในการแข่งขันกับแพลตฟอร์มต่างชาติ
นอกจากนี้ อุตสาหกรรมต้องเร่งปรับตัวสู่ระบบไฮบริด เช่น เทคโนโลยี HbbTV (Hybrid Broadcast Broadband TV) เพื่อผสานโลกบรอดแคสต์และออนไลน์เข้าด้วยกันอย่างไร้รอยต่อ โดยเป้าหมายสูงสุดของ กสทช. คือการผลักดันระบบนิเวศสื่อ (Media Ecosystem) ที่ปลอดภัย สร้างสรรค์ และเป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้ที่สังคมสามารถมอบความไว้วางใจได้อย่างยั่งยืน