Media Talk: ผลวิจัย "ภาพทีวีไทยในทศวรรษหน้า" จาก มศว เตือนอุตฯ ทีวีฝ่ามรสุม Slow Collapse

ข่าวทั่วไป Tuesday June 2, 2026 11:37 —สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)

Media Talk: ผลวิจัย

กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ จัดงานเสวนาวิชาการ Media Alert หัวข้อ "ภาพทีวีไทยในทศวรรษหน้า: การสร้างสรรค์อุตสาหกรรมเนื้อหาและสังคมไทยที่ยั่งยืน" เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2569 โดยทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) นำโดย ดร.ภัทธิรา ธีรสวัสดิ์ หัวหน้าโครงการวิจัย ได้เปิดเผยบทสรุปจากโครงการวิจัยสำรวจและวิเคราะห์สื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ในนิเวศสื่อไทย ตีแผ่สถานการณ์อุตสาหกรรมโทรทัศน์ไทยที่กำลังเดินหน้าสู่จุดเปลี่ยนผ่านในช่วง 3 ปีสุดท้ายก่อนสิ้นสุดใบอนุญาตประกอบกิจการในปี 2572 พร้อมเตือนว่า มีโอกาสสูงถึง 75% ที่อุตสาหกรรมทีวีไทยจะเข้าสู่สภาวะล่มสลายอย่างช้า ๆ (Slow Collapse) หากปราศจากการปรับตัวเชิงลึกของภาคธุรกิจและนโยบายเชิงรุกที่ชัดเจนจากภาครัฐ

* เผย 4 ฉากทัศน์ทีวีไทยหลังปี 2572

ช่องทีวีไทยกำลังยืนอยู่บนความไม่แน่นอนในขณะที่เดินหน้าเข้าสู่ปี 2572 ซึ่งเป็นปีที่ใบอนุญาตทีวีดิจิทัลจะหมดอายุลง และสัมปทานคลื่นความถี่จะสิ้นสุดลง โดยผลการศึกษาของ มศว ได้ฉายภาพความเป็นไปได้ของอนาคตทีวีไทยออกเป็น 4 ฉากทัศน์ ดังนี้

- ฉากทัศน์ที่ 1: Survival of the Fittest ตลาดคัดสรรผู้รอด

หากสำนักงาน กสทช. ยังคงไม่มีโรดแมปหรือแนวทางสนับสนุนที่ชัดเจน กลไกตลาดเสรีจะกลายเป็นปัจจัยหลักในการคัดเลือกผู้รอดชีวิต คาดการณ์ว่าภายใน 3 ปีแรกหลังปี 2572 จำนวนช่องทีวีดิจิทัลภาคพื้นดินจะหดตัวลงจาก 22 ช่อง เหลือเพียง 6-8 ช่องเท่านั้น ขณะที่สถานีส่วนใหญ่ที่ไม่สามารถแบกรับภาระต้นทุนโครงข่ายภาคพื้นดินจำต้องถอยไปอยู่ระบบดาวเทียมหรือแพลตฟอร์ม OTT ซึ่งมีต้นทุนการดำเนินงานที่ต่ำกว่า

สำหรับกลุ่มผู้ประกอบการที่เหลือรอดในฉากทัศน์นี้ จำเป็นต้องปรับตัวจากผู้แพร่ภาพกระจายเสียงสู่การเป็นผู้บริหารจัดการทรัพย์สินทางปัญญา (IP Content Provider & IP Ecosystem Player) โดยเปลี่ยนนิยามของหน้าจอทีวีภาคพื้นดินให้ทำหน้าที่เป็นเพียง "โชว์รูมจัดแสดง" เพื่อสร้างมูลค่าแบรนด์ให้กับตัวเนื้อหา ดารา และศิลปิน ก่อนจะนำลิขสิทธิ์เหล่านั้นไปขายต่อในแพลตฟอร์มออนไลน์หรือตลาดต่างประเทศเพื่อสร้างรายได้หลัก ควบคู่ไปกับการขับเคลื่อนโมเดลธุรกิจบริหารจัดการศิลปิน (Artist Management) และการใช้ประโยชน์จาก Fan Economy ผ่านกิจกรรมนอกจอเป็นสำคัญ

ในส่วนของสมรภูมิข่าวสาร กลุ่มสถานีข่าวที่รอดชีวิตจะยังคงได้รับความเชื่อมั่นจากกลุ่มผู้ซื้อโฆษณารายใหญ่ โดยเฉพาะแบรนด์ระดับสากล (Global Brands) ที่ยังมีความจำเป็นต้องเลือกซื้อพื้นที่โฆษณาในสื่อทีวีที่มีความปลอดภัยของภาพลักษณ์แบรนด์ (Brand Safety) ขณะเดียวกันกลุ่มผู้ให้บริการเครือข่ายโทรคมนาคมจะขยับบทบาทขึ้นมาเป็นผู้คุมและคัดกรองเนื้อหาอย่างสมบูรณ์ ส่วนภาระหน้าที่ในการผลิตเนื้อหาที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมจะตกอยู่ภายใต้การแบกรับของสื่อสาธารณะอย่าง Thai PBS ในฐานะ Public Value Anchor ภายใต้ข้อจำกัดด้านงบประมาณ

- ฉากทัศน์ที่ 2: Phoenix Rising ฉากทัศน์ที่พึงปรารถนาที่สุด

ฉากทัศน์ที่ทีมนักวิจัย มศว ลงความเห็นว่าเป็น Preferable Scenario นั่นคือ การมุ่งสู่ผลลัพธ์เชิงสังคมและการเติบโตอย่างยั่งยืนของอุตสาหกรรม โดยทีวีดิจิทัลสามารถฟื้นตัวและปฏิรูปโครงสร้างเข้าสู่ระบบนิเวศสื่อใหม่ที่มีคุณค่าสาธารณะเป็นแกนกลาง ขับเคลื่อนด้วยความคิดสร้างสรรค์และการบริหารจัดการทรัพย์สินทางปัญญา ภายใต้โครงสร้างต้นทุนที่สมเหตุสมผลและกฎเกณฑ์ที่เป็นธรรมต่อทุกฝ่าย

ในฉากทัศน์นี้ จำนวนช่องสถานีจะปรับลดลงเหลือประมาณ 8-10 ช่องสถานีในระดับความคมชัดสูง (HD) ทั้งหมด และจะมีการควบรวมโครงข่ายผู้ให้บริการระบบส่งสัญญาณ (MUX) ทั้ง 5 ราย ให้เหลือเพียงโครงข่ายเดียว เพื่อลดค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานลงถึง 30%-40% โดยคลื่นความถี่ที่เหลือจากการควบรวมจะถูกนำไปพัฒนาบริการเสริมที่สร้างประโยชน์แก่สาธารณะ เช่น ระบบส่งข้อความแจ้งเตือนภัยพิบัติสาธารณะ (Cell Broadcast) เพื่อนำรายได้เสริมดังกล่าวกลับมาช่วยสนับสนุนต้นทุนการดำเนินงานของช่องสถานีทีวี

อย่างไรก็ดี อุปสรรคสำคัญที่ทำให้เกิดขึ้นได้ยากที่สุดคือ เจตจำนงทางการเมืองและการกำกับดูแล OTT รวมถึงช่องว่างแห่งความร่วมมือที่เกิดจากความไม่ไว้วางใจกันระหว่างสถานีโทรทัศน์ช่องยักษ์ใหญ่ในการร่วมมือกันสร้างแพลตฟอร์มสตรีมมิ่งระดับชาติ (National Streaming Platform) โดยการจะขับเคลื่อนให้ฉากทัศน์นี้เกิดขึ้นจริงได้ จำเป็นต้องอาศัยการเปลี่ยนแปลงสำคัญ 3 ประการควบคู่กันในช่วงรอยต่อก่อนปี 2572 ได้แก่:

1. กสทช. ต้องเร่งออกโรดแมปและแผนแม่บทที่มีผลบังคับใช้ทางกฎหมายจริงภายในปี 2570 เพื่อกำหนดทิศทางที่ชัดเจนหลังปี 2572 ทั้งในเรื่องจำนวนช่องสถานีที่เหมาะสม ระบบการจัดสรรใบอนุญาตรูปแบบใหม่ และมาตรการกำกับดูแลแพลตฟอร์ม OTT ต่างชาติเพื่อสร้างความเป็นธรรมในการแข่งขัน

2. การปฏิรูปเกณฑ์คัดเลือกสู่ระบบ Beauty Contest โดยเปลี่ยนรูปแบบจากการประมูลใบอนุญาตที่เน้นการแข่งขันด้านราคา (Bidding) ไปสู่การใช้เกณฑ์ประเมินด้านคุณภาพเนื้อหา พันธะสาธารณะ และการออกแบบที่ครอบคลุมเพื่อทุกคน

3. การวางรากฐานด้านกลยุทธ์ทรัพย์สินทางปัญญา โดยผู้ประกอบการหลักอย่างน้อย 3-4 ราย ต้องขับเคลื่อนและลงทุนในกลยุทธ์ IP ได้สำเร็จก่อนหมดอายุใบอนุญาตเดิม เพื่อให้มีฐานสินทรัพย์ที่แข็งแกร่ง

- ฉากทัศน์ที่ 3: Slow Collapse มีโอกาสเกิดมากที่สุดถึง 75%

นี่คือฉากทัศน์ที่น่ากลัวที่สุด เนื่องจากจะเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ หากทุกอย่างยังคงดำเนินไปตามทิศทางปัจจุบันโดยไม่มีการตัดสินใจแก้ไขเชิงโครงสร้างจากภาครัฐและภาคเอกชน ส่งผลให้อุตสาหกรรมก้าวเข้าสู่วงจรวิกฤตรายได้เชิงลบอย่างถาวร เมื่อรายได้ลดลง ผู้ประกอบการจึงจำเป็นต้องลดต้นทุนการผลิต ส่งผลย้อนกลับมาทำให้คุณภาพเนื้อหาต่ำลงจนสูญเสียฐานผู้ชม และเกิดสภาวะ "วังวนคุณภาพต่ำ" (Quality Death Spiral)

จำนวนช่องทีวีจะลดลงเหลือเพียง 10-12 ช่องสถานี ภายใต้บรรยากาศการประคองตัวให้อยู่รอดของกลุ่มช่องขนาดเล็กและขนาดกลางที่จำต้องปรับลดงบประมาณการผลิตลงอย่างต่อเนื่อง เน้นนำเสนอข่าวดราม่าอาชญากรรมที่มุ่งขยี้ประเด็น รายการเรียลลิตี้ราคาถูก และการนำคอนเทนต์เก่ากลับมาฉายซ้ำ

โมเดลธุรกิจของช่องทีวีในฉากทัศน์นี้จะเปลี่ยนทิศทางไปเจาะกลุ่มผู้ชมเฉพาะกลุ่มที่น่ากังวล ได้แก่ กลุ่มผู้สูงอายุที่เข้าไม่ถึงสมาร์ตโฟนหรือแพลตฟอร์ม OTT และกลุ่มประชากรในต่างจังหวัดที่เปิดทีวีค้างไว้เพื่อเป็นเพื่อนแก้เหงา ส่งผลให้เนื้อหาและโฆษณาในผังรายการส่วนใหญ่แปรสภาพไปสู่การขายสินค้าราคาถูก ยาสามัญประจำบ้าน และผลิตภัณฑ์อาหารเสริมอย่างเต็มรูปแบบเพื่อพยุงตัวรอดเชิงพาณิชย์

สภาวะ Slow Collapse จะส่งผลกระทบต่อสังคมไทยอย่างรุนแรงใน 3 มิติหลัก ได้แก่:

1. การสูญเสียพื้นที่ร่วมทางสังคม โดยสังคมไทยจะขาดสื่อกลางในการรับรู้ชุดข้อมูลความจริงเดียวกัน และแตกกระจายออกเป็นกลุ่มย่อยที่เปิดรับข้อมูลเฉพาะกลุ่มผ่านระบบอัลกอริทึมของแพลตฟอร์มออนไลน์

2. การเลือนหายของเนื้อหาสำหรับเด็กและท้องถิ่น โดยรายการเด็กปฐมวัยและรายการคุณค่าทางวัฒนธรรมจะหายไปจากหน้าจอหลักโดยสมบูรณ์ เนื่องจากไม่สามารถดึงดูดเรตติ้งและงบโฆษณาได้

3. ความเปราะบางของระบบสื่อสารในภาวะวิกฤต จากการที่ทุกช่องสถานีปรับลดขนาดห้องข่าวและการไหลออกของบุคลากรทางวารสารศาสตร์ที่มีประสบการณ์สูง ทำให้ความสามารถในการคัดกรอง ตรวจสอบข้อมูล และรายงานข้อเท็จจริงในยามเกิดภัยพิบัติหรือวิกฤตระดับชาติลดต่ำลงอย่างน่ากังวล

- ฉากทัศน์ที่ 4: State-Dependent Limbo เมื่อรัฐก้าวหน้าแต่อุตสาหกรรมติดหล่ม

สภาวะที่หน่วยงานกำกับดูแลอย่างสำนักงาน กสทช. มีมาตรการเชิงรุกในการปฏิรูประบบนิเวศสื่อ เช่น วางโรดแมปชัดเจน ปรับเกณฑ์ Beauty Contest และบังคับใช้นโยบาย Must Carry/Must Find แต่ภาคเอกชนกลับยังคงติดหล่มความไม่พร้อมจากการขาดสภาพคล่องทางการเงินและขาดแคลนบุคลากรที่มีทักษะดิจิทัล ส่งผลให้อุตสาหกรรมทีวีไทยตกอยู่ในภาวะ "ยังอยู่แต่ไม่เติบโต"

ทีมนักวิจัยระบุว่า ภาวะชะงักงันนี้มีต้นทุนที่น่ากังวล 3 ด้านซ่อนอยู่ คือ:

1. บุคลากรสมองไหล เมื่อสภาวะชะงักงันเป็นตัวเร่งให้คนรุ่นใหม่และผู้มีฝีมือตัดสินใจลาออก โดยกลุ่มผู้สื่อข่าวรุ่นใหม่เลือกหันไปผลิตสื่อดิจิทัลด้วยตนเอง โปรดิวเซอร์ย้ายไปผลิตคอนเทนต์บน YouTube และกลุ่ม Developer พากันไปอยู่กับแพลตฟอร์มต่างชาติ บุคลากรที่เหลืออยู่จึงขาดแคลนแรงผลักดันและวิสัยทัศน์ที่จะก้าวไปข้างหน้า

2. การสูญเสียโอกาสเชิงยุทธศาสตร์ในระดับสากล เมื่อช่องว่างด้านการเข้าถึงข้อมูลผู้ชมและมูลค่าแบรนด์ (Brand Equity) ระหว่างอุตสาหกรรมไทยกับตลาดโลกขยายกว้างขึ้นเรื่อย ๆ จนยากที่จะไล่ตามทันในระยะยาว

3. ความเชื่อมั่นและทุนศรัทธาเสื่อมสลาย เมื่อการประนีประนอมเพื่อเอาตัวรอดโดยผลิตเนื้อหาต่ำกว่ามาตรฐาน หรือการเซนเซอร์ตนเองเพื่อความปลอดภัยทางธุรกิจ ค่อย ๆ กัดกร่อนทุนทางศรัทธาและความน่าเชื่อถือของโทรทัศน์ที่สั่งสมมาอย่างยาวนาน

* พฤติกรรมคนดูยุคใหม่ "เปลี่ยนจอ แต่ไม่เปลี่ยนเวลา"

ผศ.ดร.กฤชณัท แสนทวี ผู้วิจัยฝั่งพฤติกรรมผู้รับสาร ได้เปิดเผยข้อมูลเชิงสำรวจและวิเคราะห์เจาะลึกพฤติกรรมผู้รับสารพบว่า ปัจจุบันผู้ชมใช้เวลากับหน้าจอสูงถึงวันละ 4-5 ชั่วโมง โดยช่วงเวลาที่มีการรับชมสูงสุดยังคงกระจุกตัวอยู่ในช่วง "ไพรม์ไทม์" (Prime Time) ระหว่างเวลา 20.00 น. ถึงเที่ยงคืนเช่นเดิม แม้ช่องทางการรับชมหลักจะเปลี่ยนผ่านไปสู่แอปพลิเคชันสตรีมมิ่งและสื่อโซเชียลมีเดียมากขึ้น เปลี่ยนจากยุคเชื่อมโยงครอบครัวผ่านหน้าจอทีวี ไปสู่ยุค "My Time" บนหน้าจอสมาร์ตโฟนส่วนบุคคล

นอกจากนี้ ผลวิจัยยังสะท้อนให้เห็นช่องว่างความคาดหวังที่สวนทางกับพฤติกรรมจริง (Value-Behavior Gap) กล่าวคือ แม้ผู้ชมจะมีความคาดหวังสูงที่สุดว่าทีวีดิจิทัลควรทำหน้าที่นำเสนอรายการที่ส่งเสริมอัตลักษณ์ วัฒนธรรม และท้องถิ่น แต่พฤติกรรมการรับชมจริงกลับเน้นไปที่รายการบันเทิงและละครเป็นหลัก

ผศ.ดร.กฤชณัทเน้นย้ำว่า จุดแข็งสำคัญของทีวีดิจิทัลที่สื่อออนไลน์ทั่วไปยังไม่มีคือ การเป็นแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือ มีกระบวนการคัดกรองข้อมูล และมีความรับผิดชอบเชิงสถาบันต่อสังคม

* ยุคแห่งการ "เล่าข่าว" แต่รายการเด็กหาย และโฆษณาแฝงพุ่ง

ขณะที่ ผศ.ดร.ศศิธร ยุวโกศล ผู้วิจัยฝั่งเนื้อหาและผังรายการ ได้กางผลวิเคราะห์ผังรายการจริงในปัจจุบัน พร้อมชี้ว่า เพื่อประคองความอยู่รอดในเชิงธุรกิจ ผู้ประกอบการทีวีไทยจำต้องลดต้นทุนการผลิตลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ จนนำไปสู่วิกฤตคุณภาพเนื้อหาที่ปรากฏชัดในปัจจุบัน โดยพบบทสรุปที่น่ากังวลดังนี้:

- รายการเด็กและเยาวชนหายไป: รายการสร้างสรรค์สำหรับเด็กและเยาวชนหายไปจากผังรายการเกือบทั้งหมด โดยเฉพาะรายการสำหรับเด็กในวัย 3-5 ปี (ป 3+) ที่ไม่พบเลยในรายการทางทีวีดิจิทัล ขณะที่รายการส่งเสริมวัฒนธรรมและท้องถิ่นมีสัดส่วนเหลือเพียง 1.2% เท่านั้น

- ยุคข่าวครองผัง แต่เปลี่ยนรูปเป็นการเล่าข่าว: แม้รายการข่าวจะครองพื้นที่สูงที่สุดในหลายช่อง แต่กลับพบปรากฏการณ์ที่สัดส่วนของรายการประเภท "เล่าข่าว" พุ่งสูงขึ้นมาเท่ากับข่าวเหตุการณ์ปกติ เพื่อเน้นกระแสดราม่าและดึงเรตติ้งระยะสั้น ขณะที่รายการวิเคราะห์ข่าวเชิงลึกหายไปจากผังเกือบทั้งหมดเช่นกัน

- โฆษณาแฝงและการขายสินค้าแทรกรายการข่าว: ปัญหาการดิ้นรนหารายได้สะท้อนผ่านปรากฏการณ์การแทรก "รายการขายสินค้า" หรือโฆษณาแฝงกลางรายการข่าวหลัก ซึ่งบางสถานีใช้เวลานานเกือบ 5 นาทีในการนำเสนอสินค้าจำพวกยาปลูกผมหรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ปรากฏการณ์เหล่านี้นอกจากจะรบกวนการรับชมแล้ว ยังส่งผลกระทบโดยตรงต่อภาพลักษณ์ความน่าเชื่อถือ และจริยธรรมวิชาชีพของสถาบันสื่อมวลชนในสายตาของสาธารณชน

ทีมนักวิจัย มศว ได้กล่าวโดยสรุปว่า วิกฤตการณ์ทีวีไทยในปัจจุบันเป็นเรื่องของความเปราะบางเชิงโครงสร้างและทางเลือกเชิงธุรกิจที่ถูกบีบให้แคบลงจนกัดกร่อนคุณค่าสาธารณะของตนเองลงไปทีละน้อย ซึ่งหากไร้การแก้ไขเชิงโครงสร้างและนโยบายอุตสาหกรรมที่ชัดเจนก่อนสิ้นสุดใบอนุญาตปี 2572 สังคมไทยอาจต้องสูญเสียพื้นที่ร่วมทางสังคมที่น่าเชื่อถือไปในทศวรรษหน้า


เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อตกลงการใช้บริการ รับทราบ