กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ เปิดวงเสวนา "กุญแจสู่สมดุลใหม่ เมื่อทีวีไทยต้อง 'มีคุณภาพ' และ 'อยู่ได้' อย่างยั่งยืน" ในงานเสวนาวิชาการ Media Alert หัวข้อ "ภาพทีวีไทยในทศวรรษหน้า: การสร้างสรรค์อุตสาหกรรมเนื้อหาและสังคมไทยที่ยั่งยืน" เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2569 โดยเชิญ 4 ผู้เชี่ยวชาญและผู้บริหารสื่อชั้นนำ ได้แก่ คุณระวี ตะวันธรงค์ ผู้ทรงคุณวุฒิจากกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์, รศ.สุรสิทธิ์ วิทยารัฐ ประธานสภาสถาบันนักวิชาการสื่อสารมวลชนแห่งประเทศไทย (ส.ส.ม.ท.), คุณเดียว วรตั้งตระกูล ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ ช่อง One31 และคุณทีปกร วุฒิพิทยามงคล ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการตลาด ไทยรัฐกรุ๊ป มาร่วมกันสะท้อนเสียงของคนทำงานสื่อและนักวิชาการอย่างเข้มข้น เจาะลึกวิกฤต "Slow Collapse" หรือการล่มสลายอย่างช้า ๆ ของอุตสาหกรรมทีวีไทย พร้อมเสนอแนวทางแก้ไขที่เป็นรูปธรรม
* โรดแมปที่ยังมืดมน
คุณเดียว วรตั้งตระกูล จากช่อง One31 เปิดประเด็นว่า อุตสาหกรรมสื่อจำเป็นต้องก้าวข้ามคำว่า "ทีวีดิจิทัล" ที่ผูกติดกับระบบภาคพื้นดินหรือการรับชมผ่านเสาก้างปลาได้แล้ว เพราะในความเป็นจริง ปัจจุบันมีผู้รับชมผ่านระบบนี้ไม่ถึง 30% ทั่วประเทศ สิ่งที่ภาครัฐต้องให้ความสำคัญและนิยามใหม่คือคำว่า "โทรทัศน์แห่งชาติ" (National Television) ซึ่งเป็นระบบการกระจายเสียงและภาพที่เข้าถึงผู้ชมผ่านทุกอุปกรณ์ ไม่ว่าจะเป็นโทรทัศน์ทั่วไป สมาร์ตทีวี มือถือ แท็บเล็ต หรือคอมพิวเตอร์
ขณะเดียวกัน คุณเดียวได้สะท้อนความอึดอัดของฝั่งผู้ประกอบการเกี่ยวกับความล่าช้าในการทำงานของ กสทช. โดยระบุว่า ทางสมาคมทีวีดิจิทัลเพิ่งเข้ายื่นหนังสือเพื่อทวงถามความชัดเจนเกี่ยวกับโรดแมปทีวีดิจิทัลหลังปี 2572 ที่เคยได้รับคำมั่นสัญญาว่าจะแล้วเสร็จภายในสิงหาคม 2568 แต่จนถึงปัจจุบันยังไม่มีความคืบหน้าใด ๆ หากพิจารณาตามเวลาที่เหลืออีกเพียงไม่กี่ปี ภาคธุรกิจไม่สามารถวางแผนกลยุทธ์ 5 ปี หรือเตรียมงบประมาณลงทุนได้เลยหากไร้กติกาที่ชัดเจน
คุณเดียวกล่าวว่า ตอนนี้รายได้โฆษณาลดลงจนน่าใจหาย แม้ละครช่วงเย็นของทางช่อง One31 จะได้เรตติ้งสูงถึง 5 หรือ 6 แต่โฆษณาก็ยังไม่เต็ม ช่องต้องบริหารจัดการตัวเลขกำไรขาดทุนแบบเดือนต่อเดือน พร้อมปรับตัวและประคองตัวให้อยู่รอดเหมือน "ร้านโชห่วย" ที่ต้องหาผลิตภัณฑ์อื่นเข้ามาขายเพื่อพยุงธุรกิจหลัก หากรัฐยังไม่ลดค่าบริการโครงข่าย (MUX) ที่ปัจจุบันจ่ายอยู่เดือนละประมาณ 10 ล้านบาท ให้สอดคล้องกับรายได้ที่แท้จริง สถานการณ์ "Slow Collapse" ก็จะยิ่งรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ
ทั้งนี้ สมาคมทีวีดิจิทัลได้เข้ายื่นหนังสือแก่ กสทช. เพื่อขอความชัดเจนเกี่ยวกับโรดแมปหลังปี 2572 ภายในวันที่ 30 มิถุนายนนี้ เนื่องจากเวลาเตรียมตัวของภาคธุรกิจไม่เหลือแล้ว และหากปล่อยให้อุตสาหกรรมเดิมล่มสลายลงจนกลายเป็นระบบที่ต้องพึ่งพาสตรีมมิ่งต่างชาติเพียงอย่างเดียว ผู้บริโภคระดับฐานรากจะได้รับผลกระทบมากที่สุด
"วันนึงถ้าคุณจะปล่อยให้มันไปอยู่กับ OTT ไปอยู่กับสตรีมมิ่ง อย่าลืมว่าผู้บริโภคต้องเสียค่าเน็ตนะครับ มันไม่ใช่ทีวีที่เป็น public service" คุณเดียวกล่าว* กติกาที่ไม่เท่าเทียม
ประเด็นความเหลื่อมล้ำในการกำกับดูแลเป็นอีกหนึ่งจุดร่วมที่ผู้ประกอบการและนักวิชาการเห็นตรงกัน คุณทีปกร วุฒิพิทยามงคล จากไทยรัฐกรุ๊ป ชี้ให้เห็นว่า ทีวีไทยกำลังลงแข่งในสนามที่มีกติกาไม่เท่าเทียม สื่อโทรทัศน์ในประเทศถูกกำกับดูแลอย่างเข้มงวดภายใต้กฎเกณฑ์ของ กสทช. ในขณะที่แพลตฟอร์มต่างชาติ เช่น Meta หรือ YouTube กลับดำเนินกิจการได้อย่างอิสระ มีคอนเทนต์หรือไลฟ์ที่ไม่เหมาะสมเผยแพร่โดยไม่มีเครื่องมือจากภาครัฐเข้าไปควบคุมดูแลอย่างจริงจัง
"เมื่อเวทีมันไม่เท่ากันซะแล้ว การที่จะบอกว่าเออต้องไปสู้ให้เท่ากับเค้านะ มันก็เหมือนเราติดแฮนดิแคปตั้งแต่แรก" คุณทีปกรกล่าวนอกจากนี้ เม็ดเงินโฆษณาในปัจจุบันยังไหลออกนอกประเทศไปยังแพลตฟอร์มต่างชาติเหล่านี้เกือบทั้งหมด โดยไม่ได้หมุนเวียนกลับมาช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจในประเทศเท่าที่ควร หากหลังปี 2572 กติกาของรัฐยังไม่มีความชัดเจน ทั้งเม็ดเงินโฆษณาและอำนาจการตัดสินใจจะตกอยู่ในมือของกลุ่ม Big Tech ต่างชาติอย่างเบ็ดเสร็จ
ด้าน รศ.สุรสิทธิ์ วิทยารัฐ จาก ส.ส.ม.ท. เสริมว่า นอกเหนือจากโรดแมปปี 2572 แล้ว กสทช. ต้องเร่งคลอดประกาศเกี่ยวกับการกำกับดูแลบริการ OTT (Over-The-Top) ที่ยังคงค้างคาอยู่ เพื่อลดความไม่สมดุลทางกฎหมาย และช่วยเตรียมความพร้อมให้แก่สถาบันการศึกษาในการผลิตบุคลากรคุณภาพเข้ามาสู่อุตสาหกรรมสื่อในอนาคต
* ชี้ทางรอด ด้วย "Commercial Art" ตอบโจทย์คนดู
สำหรับการสร้างสรรค์ผลงานคุณภาพที่สามารถอยู่รอดได้ในเชิงพาณิชย์ คุณเดียว วรตั้งตระกูล เสนอแนวคิดที่ว่า การทำรายการสื่อในยุคปัจจุบันต้องตั้งต้นจากสิ่งที่ผู้ชมอยากดู ไม่ใช่ตั้งต้นจากสิ่งที่ผู้ผลิตอยากให้ดู แล้วจึงใช้กลยุทธ์ Commercial Art ในการผสมผสานคุณค่าทางสังคมเข้าไปอย่างแนบเนียน
ยกตัวอย่างเช่น ละครเรื่อง "สอดสร้อยมาลา" ของช่อง One31 ซึ่งได้รับการสนับสนุนจาก THACCA เพื่อขับเคลื่อน Soft Power ตัวเนื้อหาไม่ได้มุ่งเน้นการนำเสนอศิลปวัฒนธรรมการรำไทยแบบทื่อ ๆ แต่เน้นไปที่ความสัมพันธ์และปมขัดแย้งของตัวละครโดยมีฉากหลังเป็นความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองการปกครองและอาชีพนางรำในวัง ซึ่งช่วยตรึงคนดูให้อยู่กับหน้าจอได้ และสามารถแทรกซึมวัฒนธรรมไทยเข้าไปได้ในเวลาเดียวกัน
อย่างไรก็ดี หากเป็นคอนเทนต์เฉพาะทาง (Niche) หรือรายการน้ำดีที่ไม่มีความเป็นแมส (Mass) เช่น รายการ "เก่งจริงชิงค่าเทอม" ซึ่งเคยได้รับคำชมอย่างล้นหลาม แต่เมื่อถึงจุดหนึ่งที่ขาดการสนับสนุนจากงบประมาณประชาสัมพันธ์ของกลุ่มองค์กร รายการก็ไม่สามารถยืนหยัดอยู่ได้ด้วยเม็ดเงินโฆษณาทั่วไป ดังนั้น แรงสนับสนุนจากกองทุนและภาครัฐจึงเป็นกลไกสำคัญที่จะช่วยให้รายการน้ำดีเหล่านี้คงอยู่ได้
* ปรับ KPI วัดผล สู่ทางรอดช่องทีวี
เพื่อแก้ปัญหาเรื่อง "รายการดีแต่ไม่มีคนดู" คุณระวี ตะวันธรงค์ จากกองทุนพัฒนาสื่อฯ เสนอว่า ระบบการวัดผลคุณภาพของสื่อต้องได้รับการปฏิรูปใหม่ จากเดิมที่พึ่งพาเรตติ้งแบบสุ่มตัวอย่างของ Nielsen มาเป็นการวัดความต่อเนื่องและความผูกพันของผู้ชมจริงผ่านระบบ IP One-by-One บนสมาร์ตทีวีและแพลตฟอร์มออนไลน์ ซึ่งจะวัดได้แม่นยำว่าผู้รับชมใช้เวลากับคอนเทนต์นั้นนานเท่าใด
นอกจากนี้ คุณระวีได้เสนอแนวทางส่วนตัวในการจัดสรรทรัพยากรของรัฐ โดยระบุว่า งบประมาณด้านการประชาสัมพันธ์ของหน่วยงานภาครัฐคิดเป็นสัดส่วนราว 10% ของงบประมาณรวมทั้งประเทศ แต่ข้อกำหนดใน TOR ของรัฐมักระบุว่าจะลงโฆษณาเฉพาะในช่องทีวีที่ติดอันดับเรตติ้ง 1-10 เท่านั้น ส่งผลให้รายการน้ำดีที่อยู่ในช่องอันดับรอง ๆ ไม่ได้รับงบประมาณสนับสนุน หากรัฐยอมปลดล็อกเงื่อนไขเรตติ้งภาพรวมของช่อง แล้วพิจารณาจากความสอดคล้องของตัวรายการเป็นหลัก งบประมาณส่วนนี้จะสามารถช่วยพยุงและเลี้ยงดูช่องทีวีคุณภาพให้อยู่รอดได้อย่างยั่งยืนทันที
"พลิกนิดเดียว... ช่วยเอาเรื่องเรตติ้งทั้งช่องออกได้ไหม เอาเฉพาะรายการที่ตรงวัตถุประสงค์ที่สุด แค่เนี้ย เลี้ยงช่องทีวีทั้งช่องได้แล้ว งบประมาณรัฐ" คุณระวีกล่าวขณะที่ รศ.สุรสิทธิ์ วิทยารัฐ ได้เสนอให้กองทุนพัฒนาสื่อฯ จัดตั้งโมเดล Content Sandbox หรือ Program Sandbox ขึ้นมา เพื่อสนับสนุนเงินทุนแก่สถานีโทรทัศน์โดยตรงตั้งแต่กระบวนการต้นน้ำ กลางน้ำ จนถึงปลายน้ำ แทนที่จะเป็นการกระจายงบประมาณแบบเบี้ยหัวแตกให้แก่สมาคมหรือองค์กรย่อยต่าง ๆ โดยเน้นส่งเสริมคอนเทนต์ที่เผยแพร่ได้ในทุกภูมิทัศน์สื่อ ไม่ใช่เฉพาะบนจอโทรทัศน์เพียงอย่างเดียว
ในช่วงท้าย คุณระวีได้เตือนถึงความท้าทายทางเทคโนโลยีที่ใหญ่กว่าการประมูลทีวีดิจิทัล นั่นคือการเข้ามาของระบบอินเทอร์เน็ตผ่านดาวเทียม เช่น บริษัทของอีลอน มัสก์ ที่กำลังจะเข้าสู่ตลาดหุ้น
"เมื่อไหร่ก็ตามที่อีลอน มัสก์ ยิงดาวเทียมขึ้นไปบนฟ้าแล้วบอกว่าทั้งโลกใช้อินเทอร์เน็ตผ่านดาวเทียมเขาได้... ผู้ประกอบการทั้งประเทศ ทั้งโลก ที่เป็นค่าย Telco เจ๊งนะครับ... no border anymore และสิ่งนี้จะเกิดขึ้นใน 5 ปีแล้วนะ หลังปี 72 ไม่กี่ปีเอง" คุณระวีกล่าวท้ายที่สุด ทุกภาคส่วนในวงเสวนาตระหนักร่วมกันว่า หากไม่มีกติกาและการสนับสนุนที่ชัดเจนจาก กสทช. และรัฐบาล เพื่อสร้างสมดุลใหม่ อุตสาหกรรมทีวีไทยจะเผชิญภาวะ Slow Collapse ที่ส่งผลกระทบต่อภาคธุรกิจและปัญหาคนสื่อตกงาน รวมถึงผลกระทบโดยตรงต่อมาตรฐานความน่าเชื่อถือและการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารขั้นพื้นฐานของประชาชนทั้งประเทศด้วย