รายงานภาวะเศรษฐกิจรายวันประจำวันที่ 11 พฤศจิกายน 2553

ข่าวเศรษฐกิจ Thursday November 11, 2010 12:20 —กระทรวงการคลัง

Macro Morning Focus ประจำวันที่ 11 พฤศจิกายน 2553

Summary:

1. คลังโยกงบไทยเข้มแข็งค้งจ่ายช่วยน้ำท่วม

2. ทิสโก้ฟันธงตลาดหุ้นเอเซีย-จีน พระเอกปี 54

3. บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือของจีนลดอันดับความน่าเชื่อถือตราสารหนี้สหรัฐ

Highlight:
1. คลังโยกงบไทยเข้มแข็งค้างจ่ายช่วยน้ำท่วม
  • กระทรวงการคลังได้เสนอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาอนุมัติ โครงการเพื่อใช้ในการแก้ไขปัญหาความเดือนร้อนของผู้ประสบอุทกภัยและการก่อสร้างซ่อมแซ่มโครงสร้างพื้นฐานในสาขาทรัพยากรน้ำ การเกษตร และสาขาสวัสดิการประชาชน วงเงินรวม2648.92 ล้านบาท เสนอให้คณะรัฐมนตรีเห็นชอบในหลักเกณฑ์การใช้วงเงินเหลือจ่ายภายใต้แผฏิบัติการไทยเข้มแข็ง 2555ในส่วนที่ใช้เงินกู้จากพระราชกำหนดให้อำนจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อฟื้นฟูและเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ พ.ศ.2552 เพื่อใช้ในการสนับสนุนโครงการฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐานในสาขาต่างๆ ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุอุทกภัย
  • สศค.วิเคราะห์ว่า จากสถาณการณ์น้ำท่วมที่เกิดขึ้นได้ส่งผลกระทบต่อประชาชนและสิ่งปลูกสร้างต่างๆ อย่างหลีกเลี่ยงมิได้ ทั้งนี้ แผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง 2555 ที่มีวงเงินลงทุนถึง 1.30 ล้านล้านบาท โดยเน้นการพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานเป็นหลักที่เน้นสาขาขนส่ง พลังงาน และสื่อสารโทรคมนาคม ซึ่งจะส่งผลให้ไทยมีระบบโครงสร้างพื้นฐานที่เอื้อต่อการพัฒนาระบบเศรษฐกิจ โดยมีแบบแผนงานปรับปรุงและพัฒนาบริการสาธารณะขั้นพื้นฐานที่ทันสมัยและจำเป็นต่อการเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน ยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนที่มีวงเงินลงทุนจำนวน 1.14 ล้านล้านบาท ที่จะรวมการลงทุนเพื่อพัฒนาการคมนาคมขนส่งและโลจิสติกส์ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อสนับสนุนการท่องเที่ยว การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานการศึกษา สาธารณะสุข เป็นต้น
2. ทิสโก้ฟันธงตลาดหุ้นเอเซีย-จีน พระเอกปี 54
  • กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ทิสโก้ จำกัด เปิดเผยว่า ทิสโก้มีมุมมองที่เป็นบวกต่อการลงทุนในตลาดหุ้นเอเชียและหุ้นจีนมาโดยตลอด โดยเฉพาะในปีนี้ได้จัดตั้งกองทริกเกอร์ฟันด์ที่ลงทุนในเอเชีย และประเทศจีนถึง 4 กอง มูลค่าหน่วยลงทุนปรับตัวเพิ่มขึ้นมากกว่าร้อยละ 11 โดยเฉลี่ย โดยมองว่าเศรษฐกิจเอเชียน่าจะเติบโตต่อเนื่องในระดับประมาณร้อยละ 8.8 นำโดยจีนซึ่งนักวิเคราะห์ทั่วไปมองว่าปีหน้าจะเติบโตเกือบ ร้อยละ 10 ทำให้การลงทุนในภูมิภาคนี้มีความน่าสนใจเป็นอันดับต้นๆ ส่วนตลาดที่พัฒนาแล้วอย่างสหรัฐอเมริกา ยุโรป และญี่ปุ่นนั้นมองว่าการเติบโตยังช้าอยู่ และยังอยู่ในระดับที่ห่างไกลประเทศในแถบเอเชียพอสมควร
  • สศค. วิเคราะห์ว่านับตั้งแต่ต้นปี 53 ตลาดหลักทรัพย์ของภูมิภาคเอเซียปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง นำโดยตลาดหลักทรัพย์ประเทศไทย (SET) เพิ่มขึ้นร้อยละ 42.6 ตามมาด้วยตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์ (STI) เพิ่มขึ้นร้อยละ 14.4 และตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกง (HSKI) เพิ่มขึ้นร้อยละ 12.9 เทียบกับตลาดหลักทรัพย์สหรัฐที่เพิ่มขึ้นเพียงร้อยละ 8.8 สาเหตุหลักจากเงินทุนเคลื่อนย้ายที่ไหลออกจากสหรัฐฯ เนื่องจากนักลงทุนมีความกังวลต่อค่าเงินดอลล่าร์สหรัฐที่คาดว่าจะอ่อนตัว หลังเศรษฐกิจฟื้นตัวอย่างเปราะบาง ประกอบกับเศรษฐกิจในเอเชียที่มีพื้นฐานแข็งแกร่ง บริษัทจดทะเบียนมีกำไรขยายตัวอย่างต่อเนื่อง จึงดึงดูดเม็ดเงินจากนักลงทุนได้เป็นอย่างดี ทั้งนี้คาดว่าในปี 54 เงินทุนเคลื่อนย้ายจะยังคงไหลเข้าภูมิภาคเอเชียได้อย่างต่อเนื่อง ถึงแม้ว่าปริมาณจะไม่สูงดังเช่นปี 53 ก็ตาม
3. บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือของจีนลดอันดับความน่าเชื่อถือตราสารหนี้สหรัฐ
  • ต้ากง โกลบอล เครดิต เรทติ้ง บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือของจีน ประกาศลดอันดับความน่าเชื่อถือของตราสารหนี้ระยะยาวและระยะสั้น ทั้งสกุลเงินท้องถิ่นและสกุลเงินต่างประเทศของสหรัฐลง 1 ระดับ มาอยู่ที่ระดับ A+ จากเดิมที่ระดับ AA พร้อมกันนี้ยังระบุให้มีแนวโน้มเป็นลบ หลังจากที่ธนาคารกลางของสหรัฐ (เฟด) ประกาศใช้มาตรการผ่อนคลายทางการเงินรอบสอง (QE2)
  • สศค. วิเคราะห์ว่า การที่ธนาคารกลางของสหรัฐ ออกมาตรการอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบธนาคาร (Quantitative Easing: QE2) เป็นจำนวนทั้งสิ้น 600 พันล้านดอลลาร์สหรัฐครั้งที่ 2 (ครั้งแรก จำนวน 1.25 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ) ผ่านการรับซื้อพันธนบัตรรัฐบาลซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในช่วงอายุระหว่าง 2-10 ปี โดยเหตุผลความจำเป็นเพื่อต้องการให้อัตราดอกเบี้ยนโยบายระยะยาวมีการปรับลดลง โดยมีเป้าหมายเพื่อทำให้มีการปล่อยสินเชื่อเพิ่มขึ้น เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจสหรัฐและเพิ่มการจ้างงาน โดยข้อมูลล่าสุด ณ เดือน ต.ค.53 อัตราการว่างงานของสหรัฐฯอยู่ในระดับสูงที่ร้อยละ 9.6 ต่ออัตราการจ้างงานรวม และหากเทียบกับก่อนวิกฤตเดือนก.ย. 53 ที่อยู่ที่ระดับร้อยละ 6.1 ต่อการว่างงานรวม อย่างไรก็ตาม การทำ QE2 อาจทำให้ค่าเงินสหรัฐอ่อนค่าลง และส่งผลกระทบต่อค่าเงินสกุลอื่นๆให้มีความผันผวนมาขึ้น
  • กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ทิสโก้ จำกัด เปิดเผยว่า ทิสโก้มีมุมมองที่เป็นบวกต่อการลงทุนในตลาดหุ้นเอเชียและหุ้นจีนมาโดยตลอด โดยเฉพาะในปีนี้ได้จัดตั้งกองทริกเกอร์ฟันด์ที่ลงทุนในเอเชีย และประเทศจีนถึง 4 กอง มูลค่าหน่วยลงทุนปรับตัวเพิ่มขึ้นมากกว่าร้อยละ 11 โดยเฉลี่ย โดยมองว่าเศรษฐกิจเอเชียน่าจะเติบโตต่อเนื่องในระดับประมาณร้อยละ 8.8 นำโดยจีนซึ่งนักวิเคราะห์ทั่วไปมองว่าปีหน้าจะเติบโตเกือบ ร้อยละ 10 ทำให้การลงทุนในภูมิภาคนี้มีความน่าสนใจเป็นอันดับต้นๆ ส่วนตลาดที่พัฒนาแล้วอย่างสหรัฐอเมริกา ยุโรป และญี่ปุ่นนั้นมองว่าการเติบโตยังช้าอยู่ และยังอยู่ในระดับที่ห่างไกลประเทศในแถบเอเชียพอสมควร
  • สศค. วิเคราะห์ว่านับตั้งแต่ต้นปี 53 ตลาดหลักทรัพย์ของภูมิภาคเอเซียปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง นำโดยตลาดหลักทรัพย์ประเทศไทย (SET) เพิ่มขึ้นร้อยละ 42.6 ตามมาด้วยตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์ (STI) เพิ่มขึ้นร้อยละ 14.4 และตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกง (HSKI) เพิ่มขึ้นร้อยละ 12.9 เทียบกับตลาดหลักทรัพย์สหรัฐที่เพิ่มขึ้นเพียงร้อยละ 8.8 สาเหตุหลักจากเงินทุนเคลื่อนย้ายที่ไหลออกจากสหรัฐฯ เนื่องจากนักลงทุนมีความกังวลต่อค่าเงินดอลล่าร์สหรัฐที่คาดว่าจะอ่อนตัว หลังเศรษฐกิจฟื้นตัวอย่างเปราะบาง ประกอบกับเศรษฐกิจในเอเชียที่มีพื้นฐานแข็งแกร่ง บริษัทจดทะเบียนมีกำไรขยายตัวอย่างต่อเนื่อง จึงดึงดูดเม็ดเงินจากนักลงทุนได้เป็นอย่างดี ทั้งนี้คาดว่าในปี 54 เงินทุนเคลื่อนย้ายจะยังคงไหลเข้าภูมิภาคเอเชียได้อย่างต่อเนื่อง ถึงแม้ว่าปริมาณจะไม่สูงดังเช่นปี 53 ก็ตาม

ที่มา: Macroeconomic Analysis Group:

Fiscal Policy Office Tel 02-273-9020 Ext 3665: www.fpo.go.th


เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อตกลงการใช้บริการ รับทราบ