ภาวะเศรษฐกิจสหราชอาณาจักร ตุลาคม 2551

ข่าวเศรษฐกิจ Tuesday November 18, 2008 14:25 —กระทรวงการคลัง

ภาพรวมเศรษฐกิจ ( ตุลาคม 2551 )

GDP ไตรมาสที่ 3 ขยายตัวติดลบร้อยละ 0.5 เป็นครั้งแรกนับจากปี 1992

ประมาณการเบื้องตต้น (Preliminary estimate) ของผลผลิตมวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของประจำไตรมาสที่ 3 ของปี 2008 พบว่าเศรษฐกิจขยายตัวติดลบร้อยละ 0.5 จากไตรมาสก่อนหน้า (ไตรมาสก่อนหน้าขยายตัวร้อยละ 0.0) แต่เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีที่แล้ว GDP ยังคงขยายตัวในอัตราร้อยละ 0.3 (เทียบกับที่ขยายตัวร้อยละ 1.4 ในไตรมาสที่แล้ว) ถือเป็นครั้งแรกนับจากไตรมาสที่ 3 ของปี 1992 ที่ GDP มีการขยายตัวติดลบจากไตรมาสก่อนหน้า ซึ่งการที่เศรษฐกิจในไตรมาสนี้หดตัวลงจากไตรมาสที่แล้วมาจากการชะลอตัวในเกือบทุกภาคเศรษฐกิจไม่ว่าจะเป็นภาคการผลิต ภาคการก่อสร้าง และโดยเฉพาะภาคบริการที่มีสัดส่วนต่อ GDP สูงที่สุดก็หดตัวลงแรง ขณะที่ภาคการเกษตรดีขึ้นเล็กน้อย

  • ภาคบริการขยายตัวติดลบร้อยละ 0.4 จากไตรมาสก่อนหน้า (แต่ขยายตัวร้อยละ 0.7 เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีที่แล้ว) โดยภาคที่มีอัตราการหดตัวมากที่สุดมาจากธุรกิจบริการในภาคค้าส่ง โรงแรม และภัตตาคาร ที่หดตัวลงถึงร้อยละ 1.7 รองลงมาได้แก่ธุรกิจบริการในภาคการคมนาคมขนส่ง สื่อสาร และการเก็บรักษาสินค้าที่หดตัวลงร้อยละ 0.6 (ส่วนใหญ่เป็นผลจากการหดตัวของการค้ายานยนต์และการค้าส่ง) และธุรกิจบริการในภาคบริการธุรกิจและการเงินที่หดตัวลงร้อยละ 0.4 (นับแป็นครั้งแรกทที่มีการหดตัวลงเนื่องจากธุรกิจบริการอื่น ๆ เป็นหลัก ขณะที่ธุรกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับสถาบันการเงินยังคงมีการขยายตัวอยู่) ขณะที่บริการของภาครัฐและบริการอื่นยังคงเป็นภาคบริการภาคเดียวที่มีการขยายตัวโดยขยายตัวร้อยละ 0.4 (ส่วนใหญ่มาจากกิจกรรมบริการด้านการศึกษา สาธารณะสุข และสันทนากการ) (ภาคบริการมีสัดส่วนต่อ GDP ร้อยละ 75)
  • ภาคอุตสาหกรรมและการผลิตหดตัวร้อยละ 1.0 จากไตรมาสก่อนหน้า (แต่หดตัวร้อยละ 1.9 เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีที่แล้ว) (ภาคอุตสาหกรรมและการผลิตมีสัดส่วนต่อ GDP ร้อยละ 18)
  • ภาคการก่อสร้างในไตรมาสนี้หดตัวร้อยละ 0.8 (แต่ขยายตัวร้อยละ 0.7 เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีที่แล้ว) (ภาคการก่อสร้างมีสัดส่วนต่อ GDP ประมาณร้อยละ 6)
  • ภาคการเกษตรในไตรมาสนี้ขยายตัวร้อยละ 0.5 จากไตรมาสที่แล้ว (แต่ขยายตัวร้อยละ 2.6 เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีที่แล้ว) (ภาคการเกษตรมีสัดส่วนต่อ GDP ประมาณร้อยละ 1)

อนึ่ง ในคราวแถลงงบประมาณต่อรัฐสภาเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา กระทรวงการคลังเคยประมาณการว่าเศรษฐกิจในปี 2008 จะขยายตัวระหว่างร้อยละ 2.75 - 3.25 อย่างไรก็ดี คาดว่าในการแถลงงบประมาณงวดครึ่งปีต่อรัฐสภาที่จะมีขึ้นในเดือนพฤศจิกายนนี้ กระทรวงการคลังน่าปรับลดประมาณการเหลือเพียงร้ออยละ 1.0 - 1.5 เท่านั้น ทั้งนี้ ก่อนหน้านี้สำนักวิจัยด้านเศรษฐกิจต่างก็ออกมาปรับลดประมาณการเติบโตทางเศรษฐกิจของอังกฤษลงเป็นระยะ ๆ เนื่องจากเศรษฐกิจกำลังได้รับผลกระทบจากวิกฤตการเงิน

ดัชนีชี้วัดการผลิตภาคอุตสาหกรรมเดือนสิงหาคมยังหดตัวลงอีก 0.5 จุด

ดัชนีชี้วัดการผลิตภาคอุตสาหกรรม (Industrial Production Index: IPI) ในเดือนสิงหาคมยังปรับตัวลดลงอีก 0.5 จุดจากเดือนที่แล้วมาอยู่ที่ระดับ 98.8 และหากพิจารณาจากค่าเฉลี่ยของดัชนีช่วง 3 เดือน (มิถุนายน-สิงหาคม) พบบว่าลดลงจากกค่าเฉลี่ยของช่วง 3 เดือนก่อนหน้า (มีนาคม-พฤษภาคม) ถึงร้อยละ 1.1 เท่ากับเดือนที่แล้ว โดยดัชนีการผลิตภาคอุตสาหกรรมยังคงลดลงในทุกสาขาการผลลิต ไม่ว่าจะเป็นการผลิตสินค้าอุตสาหกรรม (Manufacturing) ซึ่งมีน้ำหนักร้อยละ 79 ลดลงร้อยละ 1.1 จากช่วง 3 เดือนก่อนหน้า ขณะที่ดัชนีผลผลิตภาคเหมืองแร่ ทรัพยากร ธรรมชาติ และน้ำมัน ซึ่งมีน้ำหนักร้อยละ 12 ลดลงแรงในเดือนนี้ถึงร้อยละ 2.1 ขณะที่ดัชนีผลผลิตด้านพลังงานไฟฟ้า น้ำ และ ก๊าซ ซึ่งมีน้ำหนักร้อยละ 9 ลดลงเพียงร้อยละ 0.2

ทั้งนี้ หากพิจารณาดัชนีการผลิตตามระดับขั้นของผลผลิตพบว่าค่าเฉลี่ย 3 เดือนของดัชนีผลผลิตสินค้าขั้นกลางและพลังงาน (Intermediate goods and energy) ซึ่งมีน้ำหนักร้อยละ 48 ลดลงจากรอบ 3 เดือนก่อนหน้าร้อยละ 0.9 ดัชนีผลผลิตสินค้าเพื่อการบริโภคที่ไม่คงทน (Consumer nonn-durable) ซึ่งมีน้ำหนักร้อยละ 27 ลดลงร้อยละ 0.8 สินค้าเพื่อการบริโภคที่คงทน (Consumer duraable) ซึ่งมีน้ำหนักร้อยละ 3.6 ลดลงร้อยละ 2.8 ขณะที่สินค้าทุน (Capital goods) ซึ่งมีน้ำหนักร้อยละ 21 ในเดือนนี้ลดลงค่อนข้างมากถึงร้อยละ 1.4 จากรอบ 3 เดือนก่อนหน้า ทั้งนี้การชะลอตัวลงของดัชนีผลผลลิตภาคอุตสาหกรรมต่อเนื่องจากเดือนที่แล้วสอดคล้องกับการคาดการว่าการขยายตัวของเศรษฐกิจในไตรมาสที่ 3 น่าจะติดลบเมื่อเทียบกับไตรมาสที่ 2

อัตราเงินเฟ้อ : CPI เดือนกันยายนพุ่งทะลุระดับร้อยละ 5.2

ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ในเดือนกันยายนยิ่งเร่งตัวขึ้นแรงต่อเนื่องจากช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา โดยหลังจากขึ้นไปทำสถิติสูงสุดที่ร้อยละ 4.7 เมื่อเดือนที่แล้ว ในเดือนนี้เงินเฟ้อกลับสร้างสถิตติสูงสุดใหม่อีกครั้งที่ระดับร้อยละ 5.2 โดยสาเหตุหลักที่ทำให้อัตราเงินเฟ้อในเดือนนี้เพิ่มขึ้นจากเดือนเดียวกันของปีที่แล้วยังคงมาจากการเพิ่มขึ้นของหมวดค่าใช้จ่ายประจำในครัวเรือน โดยเฉพาะค่าแก๊สและไฟฟ้าที่มีการปรับราคาเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 15.0 เทียบกับร้อยละ 10.1 ในเดือนที่แล้ว หมวดอาหารและเครื่องดื่มที่ไม่ใช่แอลกอฮอล์ที่เพิ่มขึ้นร้อยละ 11.3 แม้จะชะลอลงจากเดือนที่แล้วแต่ก็ยังเพิ่มในระดับสูง และหมวดขนส่งคมนาคมที่กลับเร่งตัวขึ้นอีกครั้งเป็นร้อยละ 7.6 เทียบกับร้อยละ 7.3 ในเดือนที่ สำหรับหมวดสินค้าที่มีระดับราคาลดลงเมื่อเทียบกับปีที่แล้วยังคงได้แก่หมวดเครื่องนุ่งห่มและรองเท้าที่มีระดับราคาลดลงร้อยละ 6.2 หมวดสื่อสารที่ลดลงร้อยละ 2.7 สำหรับหมวดสันธนาการและวัฒนธรรมในเดือนนี้เริ่มปรับเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.2 หลังจากที่ลดลงมาตลอดในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา

ทางด้านดัชนี (Retail Price Index: RPI) ในเดือนนี้ขึ้นมาอยู่ที่ร้อยละ 5.0 หลังจากที่ชะลอลงเหลือร้อยละ 4.8 ในเดือนที่แล้ว โดยปัจจัยที่ส่งผลต่อการเร่งตัวขึ้นของเงินเฟ้อในเดือนนี้มาจากราคาสินค้าหมวดที่อยู่อาศัยและรายจ่ายในครัวเรือนที่เร่งตัวขึ้นค่อนข้างมากโดยเพิ่มขึ้นร้อยละ 5.2 เทียบกับเดือนที่แล้วที่เพิ่มขึ้นเพียงร้อยละ 4.3 เนื่องจากค่าใช้จ่ายในครัวเรือนหมวดไฟฟฟ้า น้ำมันและก๊าสที่เร่งตัวขึ้นแรงต่อเนื่องจากร้อยละ 24.6 ในเดือนก่อนมาเป็นร้อยละ 39.6 ในเดือนนี้โดยเฉพาะราคาก๊าสที่มีการปรับราคาขึ้น แม้รายจ่ายในส่วนที่เกี่ยวกับค่าเช่าและค่าผ่อนชำระสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยจะชะลอตัวลงก็ตาม สำหรับบราคาสินค้าหมวดอาหารและภัตตาคารที่แม้จะชะลอลงเล็กน้อยแต่ก็ถือว่ายังอยู่ในระดับสูงร้อยละ 9.2 เทียบกับร้อยละ 10.3 ในเดือนที่แล้ว ขณะที่ราคาสินค้าในหมวดอื่น ๆ จะใกล้เคียงหรือต่ำกว่าเดือนที่แล้วเล็กน้อย เช่น หมวดการเดินทางและพักผ่อนที่คงที่ที่ระดับร้อยละ 4.0 เท่ากับเดือนที่แล้ว

อัตราการว่างงาน : เดือนสิงหาคมยังพุ่งต่อเนื่องอีก 0.5 จุดสู่ระดับร้อยละ 5.7

ในรอบ 3 เดือนสิ้นสุดเดือนสิงหาคม (มิถุนายน-สิงหาคม) จำนวนผู้มีงานทำ (employment level) มีจำนวน 29.419 ล้านคน ลดลงถึง 122,000 คนจากรอบไตรมาสก่อนหน้า(มีนาคม-พฤษภาคม) หรือเท่ากับลดลงร้อยละ 0.4 แต่ยังคงเพิ่มขึ้น 199,000 คนจากรอบไตรมาสเดียวกันของปีที่แล้ว หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.7 โดยในเดือนนี้อัตราการจ้างงานลดลงเหลือร้อยละ 74.4 ของผู้ที่อยู่ในวัยทำงานทั้งหมด (working age employment rate) ลดลงจากไตรมาสก่อนหน้าถึง 0.4 จุด

ทางด้านจำนวนผู้ว่างงานและอัตราการว่างงานในรอบสามเดือนจนถึงเดือนสิงหาคมต่างก็เพิ่มขึ้น โดยมียอดผู้ว่างงานเฉลี่ย 1.792 ล้านคน เพิ่มขึ้น 164,000 คนจากรอบไตรมาสก่อนหน้า หรือเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 10.1 และเพิ่มขึ้น 146,000 คนจากไตรมาสเดียวกันของปีที่แล้ว หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 8.9 ส่งผลให้อัตราการว่างงานเฉลี่ยในรอบไตรมาสนี้เพิ่มขึ้นสู่ระดับ ร้อยละ 5.7 เทียบกับร้อยละ 5.2 ในไตรมาสก่อนหน้า

สำหรับดัชนีชี้วัดรายได้เฉลี่ยของแรงงานไม่รวมเงินโบนัส (GB average earnings index: AEI) ในรอบไตรมาสสิ้นสุดเดือนสิงหาคมเพิ่มขึ้นร้อยละ 3.6 จากปีที่แล้ว (ลดลงจากรอบไตรมาสก่อนหน้าร้อยละ 0.1) ขณะที่ดัชนีที่รวมรายได้จากโบนัสเพิ่มขึ้นร้อยละ 3.4 จากปีที่แล้ว (ลดลงจากรอบไตรมาสก่อนหน้าร้อยละ 0.1)

อัตราดอกเบี้ยและอัตราแลกเปลี่ยน

อัตราดดอกเบี้ย : Bank of England คงอัตราดอกเบี้ยที่ร้อยละ 5.0 เป็นเดือนที่ 6

เมื่อวันที่ 8 ตุลลาคม คณะกรรมการนโยบายการเงิน (MPC) ของธนาคารกลางอังกฤษ มีมติเอกฉันท์ 9:0 ให้ลดอัตราดอกเบี้ย Base rate ลงร้อยละ 0.50 เหลือร้อยละ 4.50 นับเป็นครั้งแรกในรอบ 6 เดือนที่ MPC มีมติให้ลดอัตราดอกเบี้ยลงโดยครั้งสุดท้ายที่ MPC ประกาศลดอัตราดอกเบี้ยลงร้อยละ 0.25 คือเมื่อวันที่ 10 เมษายน 2008 โดยคณะกรรมการได้ให้เหตุผลของการลดอัตราดอกเบี้ยในครั้งนี้ขณะนี้ความเสี่ยงที่อัตราเงินเฟ้อในระยะปานกลางจะปรับลดลงมีมากกว่าโอกาสที่จะปรับเพิ่มขึ้นเนื่องจากราคาน้ำมันและสินค้าโภคภัณฑ์ได้ปรับตัวลงต่อเนื่อง ขณะที่ความต้องการมีการชะลอตัวลงมากตามภาวะเศรษฐกิจโดยเฉพาะการใช้จ่ายภาคครัวเรือนที่ชะลอตัวลงเนื่องจากรายได้ที่แท้จริงลดลง การลงทุนของภาคธุรกิจและที่อยู่อาศัยก็ชะลอตัวลง ประกอบกับการเข้มงวดสินเชื่อของสถาบันการเงินก็มีส่วนต่อการชะลอลงของความต้องการภายในประเทศ ดังนั้นแม้ว่าอัตราเงินเฟ้อจะปรับเพิ่มขึ้นเกินร้อยละ 5.0 ในอีก 1-2 เดือนนี้ รวมถึงการที่อัตราเงินเฟ้อในปีหน้าจะยังคงอยู่ในระดับสูงกว่าอัตราเป้าหมายที่ร้อยละ 2.0 ก็ตามแต่ในระยะปานกลางแล้วอัตราเงินเฟ้อจะปรับลดลงเข้าสู่เป้าหมายแม้จะมีการลดอัตราดอกเบี้ยในครั้งนี้ก็ตาม จึงตัดสินใจลดอัตราดอกเบบี้ยลงดังกล่าวว โดยการประชุมครั้งต่อไปที่จะมีขึ้นวันที่ 6 พฤศศจิกายน 2008 นอกจากนี้ ภายหลังการประชุมก็ได้มีการเปิดเผยแถลงการณ์ (statement) ร่วมกันระหว่างธนาคารกลางของประเทศสหรัฐฯ ECB แคนนาดา สวิตเซอร์แลนนด์ และญี่ปุ่น ว่าธนาคารกลางประเทศต่าง ๆ ได้ร่วมปรึกษาหารือและดำเนินมาตรการร่วมกันอย่างต่อเนื่อง เช่น การเพิ่มสภาพคล่องเพื่อแก้ปัญหาการตึงตัวของตลาดการเงิน นอกจากนี้ แรงกดดันจากอัตราเงินเฟ้อในหลายประเทศได้ลดลงแล้ว และวิกฤตการเงินโลกก็ส่งผลต่อโอกาสที่อัตราเงินเฟ้อจะเร่งตัวขึ้นมีน้อยลง และจำเป็นที่ธนาคารกลางในหลายประเทศต้องดำเนินนโยบายการเงินแบบผ่อนคลาย

ในเดือนกันยายนอัตราดอกเบี้ยเงินกู้เพื่อที่อยู่อาศัยชนิดลอยตัว (flexible rate) อยู่ที่ระดับร้อยละ 6.95 ปรับขึ้นเพียงเล็กน้อย 2 basis points จากเดือนสิงหาคม ขณะที่อัตราดอกเบี้ยเงินกู้เพื่อที่อยู่อาศัยชนิดที่อิงอัตราดอกเบี้ยพื้นฐาน (base rate tracker mortgage) ในเดือนกันยายนอยู่ที่ระดับร้อยละ 6.12 ลดลงจากเดือนที่แล้ว 8 basis points ส่งผลให้ส่วนต่างระหว่าง tracker mortgage rate กับ base rate หดแคบลงเหลือเพียง 112 basis points แต่ก็ยังสูงกว่าเดือนเดียวกันของปีที่แล้วที่มีส่วนต่างเพียง 58 basis points สาเหตุยังคงมาจากความเสี่ยงของสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยที่ยังคงมีสูงเมื่อเทียบกับปีที่แล้ว ประกอบกับต้นทุนทางการเงินของสถาบันการเงินก็สูงขึ้นด้วยตามความเสี่ยงในตลาดการเงิน

สำหรับโครงสร้างอัตราผลตอบแทนเฉลี่ย (average yield curve) ประจำเดือนตุลาคมพบว่าอัตราผลตอบแทนระยะสั้นอายุต่ำกว่า 1 ปี ปรับลดลงจากเดือนที่แล้วค่อนข้างมากในทุกอายุต่อเนื่องจากเดือนที่แล้ว ขณะที่อัตราผลตอบแทนระยะยาวปรับตัวขึ้นเล็กน้อย สะท้อนภาวะในตลาดเงินแริ่มเข้าสู่ภาวะปกติโดยลำดับ ประกอบบกับการที่ธนนาคารกลางอังกฤษได้ปรับบลดอัตราดอกเบี้ยลงถึง 50 basis poiints ในช่วงต้นเดือน โดยอัตราผลตอบแทนระยะสั้นต่ำกว่า 1 ปีปรับตัวลดลงระหว่าง 33-98 basis points ส่วนอัตราผลตอบแทนระยะยาว 5 ปีปรับลดลง 28 basis points ขณะที่พันธบัตรอายุ 10 และ 20 ปีปรับเพิ่มขึ้น 2 และ 11 basis points ตามลำดับ

อัตราแลกเปลี่ยน : ปอนด์ยังคงอ่อนค่าลงกับบเงินทุกสกุลลต่อเนื่องจากเดือนที่แล้ว

เงินปอนด์เมื่อแทียบกับเงินดอลลาร์ สรอ.ในเดือนนี้อ่อนค่าลงแรงอีกครั้งต่อเนื่องจากเดือนที่แล้ว โดยที่เงินดอลลาร์ สรอ. ยังคงได้รับผลดีจากการเป็นแหล่งหลบภัยของนักลงทุนน (safe haven) โดยเฉพาะพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ หลังจากที่แนวโน้มภาวะเศรษฐกิจทั้งในยุโรปและเอเชียค่อนนข้างชัดเจนถถึงการชะลอตตัวโดยเฉพาะในยุโรปที่กำลังเริ่มเข้าสู่ภภาวะเศรษฐกกิจถดถอยจากผลของวิกฤฤตการเงินโลกก ประกอบกับแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยของยุโรปโดยเฉพาะอังกฤษที่ยังสามารถปรับลดลงได้อีก โดยเงินปอนด์มีอัตราปิดตลาดดวันแรกของเดือนที่ระดับบ 1.7704 ดอลลาร์สหรัฐ /ปอนด์ จากนั้นก็อ่ออนตัวลง ต่อเนื่องแม้จะมีกการปรับสูงขึ้นนบ้างในช่วงสสั้น ๆ แต่เมื่อตัวเลขเศรษฐกิจด้านลบทยอยออกมาไม่ว่าจะเป็นอัตราการว่างงานที่ปรับเพิ่มสูงขึ้น หรือการลดลงของราคาอสังหาริมทรัพย์ รวมทั้งการชะลอตัวลงของยอดค้าปลีก ยิ่งเป็นแรงกดดันให้เงินปอนด์อ่อนค่าลงโดยลงไปมีระดับปิดต่ำสุดของเดือนที่ระดับ 1.5468 ดอลลาร์สหรัฐ /ปอนด์ในช่วงสัปดาห์สุดท้าย ก่อนที่จะกระเตื้องขึ้นปิดตลาดวันสุดท้ายของเดือนที่ระดับ 1.6158 ดอลลาร์สหรัฐ /ปอนด์ หลังธนาคารกลางสหรัฐฯ ประกาศลดอัตราดอกเบี้ยลงร้อยละ 0.5 เหลือเพียงร้อยละ 1.0 เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2008 โดยค่าเฉลี่ยของเงินปอนด์ในเดือนนี้อ่อนค่าลงจากเดือนที่แล้วถึงร้อยละ 6.0 และทำให้เงินปอนด์อ่อนค่าลงถึงร้อยละ 16.3 ในรอบ 12 เดือนที่ผ่านมา

เงินปอนด์เมื่อเทียบกับยูโรในเดือนนี้แม้จะเคลื่อนไหวค่อนข้างผันผวนแต่ก็มีทิศทางที่แข็งค่าขึ้นโดยเงินปอนด์ปิดตลาดวันแรกที่ระดับ 1.2684 ยูโร/ปอนด์ จากนั้นก็แข็งค่าขึ้นโดยมีระดับปิดสูงสุดของเดือนที่ระดับ 1.2905 ยูโร/ปอนด์ ในสัปดาห์แรก หลังจากนั้นค่าเงินปอนด์ก็เริ่มเคลื่อนไหวสลับขึ้นลงตลอดช่วงที่เหลือของเดือนโดยลงมาทำระดับปิดต่ำสุดของเดือนที่ระดับ 1.2428 ยูโร/ปอนด์ ก่อนที่จะกลับขึ้นมาปิดที่ระดับ 1.2745 ยูโร/ปอนด์ ซึ่งเป็นระดับใกล้เคียงกับตอนต้นเดือน ซึ่งแม้จะเคลื่อนไหวผันผวนแต่ค่าเฉลี่ยของเงินปอนด์ในเดือนนี้ก็ปรับแข็งค่าขึ้นเล็กน้อยร้อยละ 1.5 อย่างไรก็ดี เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว เงินปอนด์ยังอ่อนค่าเมื่อเทียบกับเงินยูโรร้อยละ 8.3

เมื่อเทียบกับเงินบาทแล้ว เงินปอนด์ในเดือนนี้ยังคงอ่อนค่ากับเงินบาทต่อเนื่องเป็นเดือนที่สาม โดยเงินปอนด์มีระดับปิดตลาดวันแรกของเดือนที่ระดับ 60.1847 Baht/ปอนด์ จากนั้นเงินปอนด์ก็อ่อนค่าลงโดยตลอดจนถึงช่วงท้ายของเดือนโดยลงมาปิดต่ำสุดของเดือนที่ระดับ 53.8054 Baht/ปอนด์ ก่อนที่เงินปอนด์จะฟื้นตัวในช่วงสิ้นเดือนโดยขึ้นมาปิดที่ระดับ 56.6742 Baht/ปอนด์ ทั้งนี้ ทิศทางการอ่อนค่าลงของเงินปอนด์เป็นไปในลักษณะเดียวกับการอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์ สรอ. เนื่องจากในรอบเดือนนี้เงินบาทค่อนข้างมีเสถียรภาพเมื่อเทียบกับดอลลาร์ สรอ. โดยค่าเฉลี่ยของเงินปอนด์ในเดือนนี้อ่อนค่าลงเป็นเดือนที่ 3 อีกร้อยละ 5.6 แต่เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีที่แล้วเงินปอนด์อ่อนค่าร้อยละ 4.9

ดุลงบประมาณ: เดือนกันยายยน รัฐบาลขาดดุลถึง 8.1 พันล้านปอนด์

ณ สิ้นเดือนกันยายนซึ่งเป็นเดือนที่หกของปีงบประมาณปัจจุบัน (2008/09) รัฐบาลขาดดุลงบรายจ่ายประจำจำนวน 5.9 พันล้านปอนด์ (เทียบกับที่ขาดดุลเพียง 3.3 พันล้านปอนด์ในเดือนกันยายนของปีที่แล้ว) และเมื่อรวมกับในเดือนนี้รัฐบาลมีการลงทุนสุทธิจำนวน 2.2 พันล้านปอนด์ จึงทำให้ฐานะดุลงบประมาณโดยรวมในเดือนนี้มียอดขาดดุลสุทธิเป็นจำนวนทั้งสิ้น 8.09 พันล้านปอนด์ (ขาดดุลเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 69.5 จากปีที่แล้ว) โดยในส่วนของรัฐบาลกลาง (central government account) สามารถจัดเก็บรายได้ในเดือนนี้จำนวน 39.2 พันล้านปอนด์ ขณะที่งบรายจ่ายประจำและงบลงทุนของรัฐบาลกลางมียอดดรวม 46.7 พันล้านปอนดด์ ทำให้รัฐบาลกลางมีฐานะขาดดุลงบบประมาณเป็นจำนวนถึง 7.5 พันล้านปอนด์ (เทียบกับปีที่แล้วที่ขาดดุลเพียง 5.9 พันล้านปอนด์)

ทั้งนี้ ในช่วง 6 เดือนแรกของปีงบประมาณ รัฐบาลมียอดขาดดุลงบประมาณสะสมเป็นนจำนวน 37.6 พันล้านปอนด์ เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีที่แล้วถึงร้อยละ 75.2 หรือคิดเป็นการขาดดุลร้อยละ 87.4 ของประมาณการขาดดุลทั้งสิ้นในปีงบประมาณปัจจุบันที่คาดดว่าจะมีจำนวน 43 พันล้านปอนด์

Debt/GDP : เดือนกันยายนอยู่ที่ร้อยละ 43.4 หลังรวมหนี้ Northern Rock

ณ สิ้นเดือนกันยายน ยอดคงค้างหนี้สาธารณะอยู่ที่ระดับ 645.3 พันล้านปอนนด์ หรือเท่ากกับร้อยละ 43.4 ของ GDP (เทียบกับร้อยละ 42.7 ในเดือนที่แล้ว) เนื่องจากในเดือนนี้รัฐบาลยังคงมีการขาดดุลงบประมาณสูงถึง 8.09 พันล้านปอนด์ อย่างไรก็ดีหากไม่นำหนี้สินของธนาคาร Northern Rock เข้ามารวม ยอดคงค้างหนี้สาธารณะจะอยู่ที่ระดับ 563.4 พันล้านปอนด์หรือเท่ากับร้อยละ 37.9 ของ GDP (เทียบกับร้อยละ 36.2 ในเดือนกันยายนของปีที่แล้ว) อนึ่งรัฐบาลยึดถือกรอบความยั่งยืนทางการคลังภายใต้ sustainable investment rule ที่กำหนดให้สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP ไม่เกินร้อยละ 40 ทั้งนี้ในงบปประมาณปี 2008/09 กระทรวงการคลังประมาณการว่ายอดหนี้สาธารณะจะอยู่ที่ระดับ 581 พันล้านปอนด์ หรือเท่ากับร้อยละ 38.5 ของ GDP เมื่อสิ้นปีงบประมาณในเดือนมีนาคม 2009

ดุลบัญชีเดินสะพัดและดุลการชำระเงิน

ดุลการค้าและบริการ: เดือนสิงหาคมอังกฤษขาดดุล 4.7 พันล้านปอนด์

เดือนสิงหาคม อังกฤษมียอดส่งออกสินค้าและบริการรวม 34.3 พันล้านปอนด์ แต่มีการนำเข้ารวม 39.0 พันล้านปอนด์ ส่งผลให้มียอดขาดดุลการค้าและบริการรวม 4.7 พันล้านปอนด์ (ขาดดุลเพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วร้อยละ 15.8) แยกเป็นการขาดดุลการค้าสินค้าจำนวน 8.2 พันล้านปอนด์ แต่มีการเกินดุลการค้าบริการจำนวน 3.5 พันล้านปอนด์ สำหรับฐานะดุลการค้าและบริการสะสมในช่วง 8 เดือนแรกของปีพบว่า อังกฤษมียอดขาดดุลการค้าและบริการรวม 33.6 พันล้านปอนด์ (ขาดดุลแพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีที่แล้วร้อยละ 10.4) แยกเป็นนการขาดดดุลการค้า 62.8 พันล้านปปอนด์ แต่เกินนดุลบริกการ 29.1 พันนล้านปอนด์

ทั้งนี้ ในเดือนนี้นีอังกฤษมียอดขาดดุลการค้าสินค้ากับประเทศในกลุ่ม EU (27 ประเทศ) จำนวนน 3.0 พันล้านปอนด์ ขาดดุลลดลงจากเดือนเดียวกันของปีที่แล้วร้อยละ 13.1 แต่ขาดดุลกับประเทศนอกกลุ่ม EU จำนวน 5.2 พันล้านปอนด์ เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 29.5 จากเดือนเดียวกันของปีที่แล้ว ส่วนหนึ่งน่าจะเป็นผลกระทบจากการที่ค่าเงินยูโรในช่วงดังกล่าวแข็งค่าเมื่อเทียบกับเงินปอนด์ถึงร้อยละ 14.5

สำหรับการค้ากับประเทศไทยในเดือนสิงหาคม อังกฤษมียอดส่งออกสินค้าไปยังประเทศไทยจำนวน 50 ล้านปอนด์ แต่มีการนำเข้าจำนวน 190 ล้านปอนด์ ทำให้ขาดดุลการค้ากับประเทศไทยจำนวน 140 ล้านปอนด์ ขาดดุลเพิ่มมขึ้นจากเดือนเดียวกันของปีที่แล้วถึงร้อยละ 44.3 ทำให้ในช่วง 8 เดือนแรกของปีอังกฤฤษมียอดขาดดุลการค้าสะสมกับประเทศไทยรวม 1,051 ล้านนปอนด์ เพิ่มขึ้นร้อยละ 16.6 หรือเฉลี่ยแล้วอังกฤษขาดดุลการค้ากับประเทศไทยเดือนละ 131 ล้านปอนด์

ประเด็นข่าวสำคัญ ๆ ในรอบเดือนที่ผ่านมา
  • Gordon Brown กดดันรัฐบาลไอร์แลนด์หาทางป้องกันมิให้สถาบันการเงินที่ไอร์แลนด์เพิ่งประกาศให้การค้ำประกันเงินฝากทั้งจำนวที่นพยายามดึงเงินฝากออกจากสถาบันการเงินของอังกฤษที่ขณะนี้มีเพดานคุ้มครองเงินฝากสูงสุดเพียง 35,000 ปอนด์ เนื่องจากมีข่าวว่าขณะนี้ธนาคารพาณิชย์ของไอร์แลนด์บางแห่งกำลังดึงลูกค้าชาวอังกฤษให้นำเงินไปฝากด้วยเนื่องจากมีความปลอดภัยสูงและให้ผลตอบแทนสูงกว่าด้วย อย่างไรก็ดี ในวันเดียวกัน FSA ได้ประกาศปรับเพดานคุ้มครองเงินฝากเพิ่มจาก 35,000 ปอนด์เป็น 50,000 ปอนด์ โดยให้มีผลวันที่ 7 ตุลาคม เป็นต้นไป (3 ตุลาคม 2008)
  • ผลสำรวจราคาที่อยู่อาศัยของ Halifax ประจำเดือนกันยายนพบว่าราคาที่อยู่อาศัยทั่วประเทศลดลงจากเดือนก่อนร้อยละ 1.3 และลดลงร้อยละ 12.4 เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีที่แล้วนับเป็นเดือนที่ 6 ติดต่อกันที่ราคาที่อยู่อาศัยลดลง และในเดือนนี้ถือเป็นเดือนที่มีอัตราการลดลงที่สูงที่สุด (9 ตุลาคม 2008)
  • นายกรัฐมนตรี Gordon Brown เรียกร้องให้นานาประเทศให้การสนับสนุนแก่กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เพิ่มขึ้นเพื่อให้สามารถหยุดการขยายวงของวิกฤตการเงินที่จะกระทบกับประเทศยากจนรวมถึงยุโรปตะวันออก โดยเขามองว่า IMF ต้องการการสนับสนุนเป็นจำนวนหลายแสนล้านปอนด์ ซึ่งประเทศที่เขาเห็นว่ามีศักยภาพคือประเทศที่มีการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดเป็นจำนวนมหาศาล เช่น จีนและประเทศผู้ส่งออกน้ำมันในตะวันออกกลาง (28 ตุลาคม 2008)
  • นาย Alistair Darling รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังส่งสัญญาณเป็นนัยให้ธนาคารกลางอังกฤษลดอัตราดอกเบี้ยลงโดยกล่าวว่ารัฐบาลยังคงเคารพในอิสระของธนาคารกลางในการดำเนินนโยบายการเงินและพันธกิจในการควบคุมเงินเฟ้อในระยะปานกลาง แต่เห็นว่าธนาคารกลางก็มีสิทธิที่จะกำหนดระยะเวลาเพื่อให้อัตราเงินเฟ้อเป็นไปตามเป้าหมายได้เอง นอกจากนี้กฎหมายยังเปิดช่องให้สามารถดำเนินนโยบายการเงินในอันที่จะสนับสนุนเป้าหมายทางเศรษฐกิจของรัฐบาลได้ด้วย (29 ตุลาคม 2008)

ที่มา : Macroeconomic Analysis Group : Fiscal Policy Office

Tel 02-273-9020 Ext 3665 : www.fpo.go.th


เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อตกลงการใช้บริการ รับทราบ