รายงานภาวะเศรษฐกิจรายวันประจำวันที่ 19 พฤศจิกายน 2551

ข่าวเศรษฐกิจ Wednesday November 19, 2008 12:38 —กระทรวงการคลัง

Macro Morning Focus ประจำวันที่ 19 พ.ย. 2551

SUMMARY:
  • ดร.โอฬาร เรียกประชุม 17 ที่ปรึกษาฟื้นเศรษฐกิจ
  • กำไรบริษัทจดทะเบียน 9 เดือนแรกปี 51 เพิ่มขึ้นร้อยละ 26.0
  • ไต้หวันใช้นโยบายแจงเงินให้ประชาชนจับจ่าย คาดกระตุ้นเศรษฐกิจได้ 0.6%
HIGHLIGHT:
1. ดร.โอฬาร เรียกประชุม 17 ที่ปรึกษาฟื้นเศรษฐกิจ
  • ดร.โอฬาร เรียกประชุมคณะที่ปรึกษาผู้ทรงคุณวุฒิ 17 คน โดยคณะที่ปรึกษาฯ เสนอให้เพิ่มเติมการดำเนินการ 6 มาตรการ เช่น มาตรการพัฒนาคนการพัฒนาแหล่งน้ำ และการพัฒนาสนามบินสุวรรณภูมิให้เป็นโลจิสติกส์ฮับ สำหรับประเด็นขาดสภาพคล่องของธุรกิจบางสาขา ในส่วนภาคการเคหะ รัฐบาลได้เข้าไปช่วยเหลือโดยให้สถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐเข้าไปรับความเสี่ยงสินเชื่อบางส่วนร่วมกับ ธ.พาณิชย์เอกชน นอกจากนั้น ธุรกิจที่เกี่ยวกับการท่องเที่ยว ภาครัฐได้เตรียมมาตรการกระตุ้นไว้ เช่น การจัดกิจกรรมให้คนจีนที่อยู่ประเทศต่างๆเที่ยวเมืองไทย ตลอดจนได้หารือถึงการผลักดันให้สนามบินสุวรรณภูมิเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์ในภูมิภาค และในขณะนี้ ธนาคารโลกและเอดีบี ตกลงที่จะสนับสนุนเงินกู้แก่ไทย เป็นเงินรวม 1 พันล้านดอลลาร์ เพื่อใช้ในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านเศรษฐกิจและสังคม
  • สศค. วิเคราะห์ว่า จากปัญหาวิกฤติการเงินโลกคาดว่าจะส่งผลกระทบต่อภาคเศรษฐกิจ ของประเทศไทยในช่วงปี 2552 ดังนั้น รัฐบาลจึงได้มีบทบาทในการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านนโยบายการคลังแบบขาดดุลที่ร้อยละ 2.5 ของ GDP และ วางแผนที่จะใช้งบประมาณเพิ่มเติมอีก 1 แสนล้านบาทในการกระตุ้นเศรษฐกิจ นอกจากนี้ จะเร่งรัดการลงทุน Mega Project มูลค่า 1.6 ล้านบาทในช่วงปี 52-54 ซึ่งน่าจะช่วยให้เศรษฐกิจไทยสามารถเติบโตได้ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 4.0 ต่อปี
2. กำไรบริษัทจดทะเบียน 9 เดือนแรกปี 51 เพิ่มขึ้นร้อยละ 26.0
  • ตลาดหลักทรัพย์ เปิดเผยถึงผลการดำเนินงานของบริษัทจดทะบียน 9 เดือนแรกปี 51 ว่ามีกำไรสุทธิรวม 394,172 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 26.0 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันกับปีก่อน แต่หากพิจารณาผลการดำเนินงานในช่วงไตรมาส 3 ปี 51 มีกำไรสุทธิ 97,851 ล้านบาทหรือลดลงร้อยละ 6.0 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันกับปีก่อน
  • สศค. วิเคราะห์ว่า ผลกำไรของบริษัทที่ขยายตัวระดับสูงสะท้อนถึงภาคธุรกิจไทยที่มีพื้นฐานที่ดีซึ่งจะช่วยให้สามารถรองรับวิกฤติเศรษฐกิจโลกได้ อย่างไรก็ดีผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับภาคธุรกิจไทยในปี 52 คือ (1) เศรษฐกิจโลกชะลอตัวทำให้ภาคธุรกิจที่เน้นการส่งออกอาจมีรายได้ลดลง (2) สภาพคล่องในประเทศที่อาจตึงตัวในกรณีที่มีการระดมทุนในประเทศมากขึ้นจากสภาพคล่องที่ตึงตัวในตลาดการเงินต่างประเทศ ซึ่งภาครัฐจำเป็นต้องดูแลผลกระทบทั้งสองด้านทีมีต่อภาคธุรกิจอย่างใกล้ชิดต่อไป
3. ไต้หวันใช้นโยบายแจงเงินให้ประชาชนจับจ่าย คาดกระตุ้นเศรษฐกิจได้ 0.6%
  • รัฐบาลไต้หวันใช้นโยบายแจกเงินให้ประชาชนใช้จ่ายเป็นคูปองเงินกำนัลให้ประชาชนทุกคน คนละ 3,600 ดอลลาร์ไต้หวัน (ประมาณ 3,700 บาท) เป็นวงเงินทั้งสิ้น 8.2 หมื่นล้านดอลลาร์ไต้หวัน สำหรับใช้จ่ายเริ่มตั้งแต่เดือนมกราคม 2552 เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการบริโภคภาคครัวเรือน ในช่วงที่ภาคการส่งออกได้รับผลกระทบจากวิกฤติการเงินโลก โดยคาดว่าจะกระตุ้นเศรษฐกิจได้ 0.6% ในปี 2552
  • สศค. วิเคราะห์ว่า วิกฤติการเงินในตลาดโลก ส่งผลให้การส่งออกสินค้าของไต้หวันหดตัว -8.3% ในเดือน ต.ค.(เดือน ก.ย. หดตัว -1.6%) ซึ่งเกิดจากตลาดโลกมีความต้องการสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ของไต้หวันลดลง ในขณะที่การนำเข้าสินค้าหดตัว -7.0% สะท้อนอุปสงค์ในประเทศที่เริ่มอ่อนแอ จึงคาดว่าเศรษฐกิจไต้หวันน่าจะชะลอตัวลงมากในไตรมาส 4/2551 อย่างไรก็ตาม การส่งออกของไทยไปไต้หวันมีสัดส่วนเพียง 2.2% ของการส่งออกทั้งหมดในปี 2550 และสัดส่วนนี้ลดลงเหลือเพียง 1.9% ในช่วง 10 เดือนแรกของปี 2551 ดังนั้น หากเศรษฐกิจไต้หวันเข้าสู่ภาวะถดถอยไม่น่าจะกระทบเศรษฐกิจโดยตรงมากนัก

ที่มา: Macroeconomic Analysis Group: Fiscal Policy Office

Tel 02-273-9020 Ext 3665 : www.fpo.go.th


เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อตกลงการใช้บริการ รับทราบ