รายงานภาวะเศรษฐกิจรายสัปดาห์ระหว่างวันที่ 2-6 กุมภาพันธ์ 2552

ข่าวเศรษฐกิจ Tuesday February 10, 2009 12:21 —กระทรวงการคลัง

ภาวะเศรษฐกิจรายสัปดาห์ 2-6 ก.พ.52

Economic Indicators: This Week

รายได้รัฐบาลสุทธิประจำเดือน ม.ค.52 จัดเก็บได้สุทธิ 88.58 พันล้านบาท ต่ำกว่าประมาณการรายได้ 20.45 พันล้านบาทหรือร้อยละ 18.8 และต่ำกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อนร้อยละ -8.6 ส่งผลให้รายได้จัดเก็บสุทธิของรัฐบาลในช่วง 4 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2552 เท่ากับ 363.73 พันล้านบาท ต่ำกว่าเป้าหมาย 70.47 พันล้านบาท ซึ่งการจัดเก็บรายได้ที่ต่ำกว่าเป้าหมายในช่วง 4 เดือนแรกของปีงบประมาณ มีสาเหตุสำคัญจากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวกระทบรายได้ภาษีมูลค่าเพิ่ม (ต่ำกว่าเป้าหมาย 20 พันล้านบาท) และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจกระทบภาษีสรรพสามิตน้ำมัน (ต่ำกว่าเป้าหมาย 19.7 พันล้านบาท)

จำนวนการจ้างงานในเดือนธ.ค. 51 มีทั้งสิ้น 37.98 ล้านคน เพิ่มขึ้นจากเดือนเดียวกันของปีก่อน 5.5 แสนคน หรือขยายตัวร้อยละ 1.5 ต่อปี (เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าพบว่าเพิ่มขึ้น 6.3 แสนคน เร่งขึ้นจากเดือนก่อนหน้าที่ขยายตัวร้อยละ 0.7 ต่อปี) โดยจำนวนผู้มีงานทำในภาคเกษตรกรรมเพิ่มขึ้นประมาณ 4.0 แสนคน ส่วนภาคการผลิตลดลง 3.1 แสนคน ซึ่งเป็นการลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 8 โดยการลดลงใน 3 เดือนหลัง สอดคล้องกับภาวการณ์ส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมในเดือน ต.ค. พ.ย. และ ธ.ค. 51 ที่หดตัวลงร้อยละ -1.9 -21.1 และ -14.3 ต่อปี

ภาษีมูลค่าเพิ่ม ณ ราคาคงที่ เดือน ม.ค. 52 หดตัวที่ร้อยละ -6.4 ต่อปี ต่อเนื่องจากเดือนธ.ค. 51 ที่หดตัวร้อยละ -3.4 ต่อปี โดยมีสาเหตุหลักมาจาก ภาวะเศรษฐกิจในประเทศที่มีแนวโน้มชะลอตัวลงตามภาวะวิกฤตเศรษฐกิจโลก ส่งผลให้ประชาชนมีความระมัดระวังในการจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งสินค้าฟุ่มเฟือยที่นำเข้าจากต่างประเทศ ดังนั้นยอดการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มทั้งที่จัดเก็บภายในประเทศและจัดเก็บจากสินค้านำเข้า จึงน่าจะชะลอลงอย่างชัดเจน

อัตราเงินเฟ้อทั่วไปเดือน ม.ค. 52 หดตัวร้อยละ -0.4 ต่อปี เทียบกับเดือนก่อนหน้าที่ร้อยละ 0.4 ต่อปี นับเป็นการหดตัวครั้งแรกในรอบ9 ปีตั้งแต่ปี 2542 เป็นต้นมา หากพิจารณาเทียบกับเดือนก่อนหน้า ดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไปในเดือนนี้เฉลี่ยแล้วไม่มีการเปลี่ยนแปลง โดยสามารถแยกได้เป็นหมวดหมวดอาหารและเครื่องดื่ม ลดลงร้อยละ -0.3 เนื่องจากผักและผลไม้บางชนิดออกสู่ตลาดมากในช่วงฤดูหนาว นอกจากนี้ ราคาขายปลีกน้ำมันเชื้อเพลิงปรับที่เพิ่มขึ้นร้อยละ 0.1 และมีการปรับเพิ่มค่า Ft ได้ส่งผลให้ค่ากระแสไฟฟ้าสูงขึ้นร้อยละ 4.4 ในขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานเดือน ม.ค. 52 อยู่ที่ร้อยละ 1.6 ต่อปี

ดัชนีราคาวัสดุก่อสร้างเดือน ม.ค. 52 หดตัวร้อยละ -6.5 ต่อปี หดตัวลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2 ติดต่อกัน โดยสาเหตุที่ดัชนีราคาวัสดุก่อสร้างหดตัวลงมาจากการลดลงของดัชนีในหมวดเหล็กและผลิตภัณฑ์จากเหล็กที่หดตัวร้อยละ -23.7 ต่อปี เนื่องจากการลงทุนในภาคอสังหาริมทรัพย์ภายในประเทศชะลอตัวลงจากปัญหาเศรษฐกิจโลก ซึ่งส่งผลกระทบเป็นวงกว้างทำให้ผู้ซื้อบ้าน ผู้ประกอบการค้าอสังหาริมทรัพย์ ผู้รับเหมาก่อสร้าง ผู้ค้าวัสดุก่อสร้าง ชะลอการผลิตและซื้อออกไปก่อน อย่างไรก็ตาม สศค. คาดว่าผลของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลที่เน้นการก่อสร้างสาธารณูปโภคใหม่ เช่น โครงการจัดทำและพัฒนาแหล่งน้ำเพื่อเกษตรกร แหล่งน้ำขนาดเล็ก และโครงการถนนไร้ฝุ่นในหมู่บ้าน ที่ได้รับงบประมาณเพิ่มเติมจากงบประมาณกลางปีจำนวนประมาณกว่า 4,000 ล้านบาท อาจส่งผลความต้องการวัสดุก่อสร้างมีเพิ่มขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้ดัชนีราคาวัสดุก่อสร้างน่าจะปรับตัวเพิ่มขึ้นในระยะต่อไป

Economic Indicators: Next Week

ปริมาณจำหน่ายรถยนต์นั่งเดือน ม.ค. 52 คาดว่าจะหดตัวที่ร้อยละ -14.0 ต่อปี หดตัวลงมากจากเดือน ธ.ค.51 ที่ขยายตัวร้อยละ 98.2 ต่อปี เป็นผลมาจากปัจจัยฐานสูงของช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า ที่รัฐบาลมีนโยบายลดภาษีรถยนต์ E20 ส่งผลให้ผู้บริโภคมีการเร่งการซื้อรถยนต์ ประกอบกับภาวะเศรษฐกิจในประเทศที่มีแนวโน้มชะลอตัวอย่างชัดเจน ทำให้ประชาชนมีความระมัดระวังในการจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น ส่งผลให้การซื้อรถยนต์ ซึ่งเป็นสินค้าคงทนปรับตัวลดลง

ดัชนีผลผลิตสินค้าเกษตรเดือน ม.ค. 52 คาดว่าจะขยายตัวที่ร้อยละ 2.5 ต่อปี จากเดือนก่อนที่หดตัวร้อยละ -0.3 ต่อปี จากการกลับมาขยายตัวของผลผลิตสำคัญ โดยเฉพาะข้าวนาปี เป็นผลจากน้ำท่วมในเดือนพฤศจิกายน ส่งผลให้มีการเก็บเกี่ยวล่าช้า และมันสำปะหลัง เป็นผลมาจากปัจจัยฐานต่ำเมื่อปีที่แล้ว ในขณะที่ ยางพารา และปาล์มน้ำมัน ผลผลิตลดลงตามราคาที่ปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง

Foreign Exchange Review

ค่าเงินสกุลคู่ค้าหลักของไทยเทียบกับดอลลาร์สหรัฐในสัปดาห์ที่ผ่านมาส่วนใหญ่แข็งค่าขึ้นยกเว้นเยน รูเปียห์อินโดนิเซีย และเปโซฟิลิปปินส์ที่อ่อนค่าลงมาก

สาเหตุที่ค่าเงินคู่ค้าหลักของไทยส่วนใหญ่แข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐเนื่องจากตัวเลข GDP ไตรมาส 4 ของสหรัฐดีกว่าที่ตลาดคาดโดยหดตัวเพียงร้อยละ -3.8 ต่อปีเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน (หรือหดตัวร้อยละ -0.2 ต่อปีเมื่อเทียบกับไตรมาส 4 ปี 50) ขณะที่ตลาดคาดว่าจะหดตัวประมาณร้อยละ -5.0 เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน ทำให้นักลงทุนคลายความกังวลและหันไปลงทุนในสินทรัพย์สกุลอื่น ๆ ที่มีความเสี่ยงสูงขึ้น ค่าเงินสกุลอื่น ๆ จึงแข็งค่าขึ้นเล็กน้อยเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ทั้งนี้ ค่าเงินปอนด์สเตอลิงค์แข็งค่าขึ้นค่อนข้างมากเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐเนื่องจากตัวเลขการกู้ยืมภาคอสังหาริมทรัพย์ของอังกฤษปรับตัวดีเกินคาด นักลงทุนจึงหันมาลงทุนในอังกฤษมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม ค่าเงินเยน รูเปียห์อินโดนิเซีย และเปโซฟิลิปปินส์อ่อนค่าลงมากเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐเนื่องจากทั้งสามประเทศมีทิศทางเศรษฐกิจที่ชะลอลงมาก โดยญี่ปุ่นเผชิญกับภาวะวิกฤตภาคธนาคารต่อเนื่องจนทำให้ธนาคารกลาง (BOJ) ต้องประกาศแผนช่วยเหลือภาคธนาคารโดยเข้าซื้อหลักทรัพย์ของบริษัทอื่น ๆ ที่ธนาคารพาณิชย์ถือครองอยู่เพื่อช่วยฟื้นฟูงบการเงินของภาคการเงิน ด้านธนาคารกลางอินโดนิเซีย (BI) ที่ได้ประกาศปรับลดดอกเบี้ยร้อยละ 0.5 เป็นร้อยละ 8.25 นั้น เป็นการปรับลดที่น้อยกว่าตลาดคาดการณ์ ขณะที่เศรษฐกิจอินโดนิเซียมีสัญญาณตกต่ำรุนแรง นักลงทุนจึงคาดว่า BI จะต้องปรับลดดอกเบี้ยต่อเนื่อง ขณะที่เศรษฐกิจฟิลิปปินส์ส่งสัญญาณชะลอตัวลงมากเช่นกัน นักลงทุนจึงถอนการลงทุนจากทั้งสามประเทศ ส่งผลให้เงิน 3 สกุลดังกล่าวอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ

ค่าเงินบาทเทียบกับค่าเงินของคู่ค้าหลักส่วนใหญ่แข็งค่าขึ้นจากสัปดาห์ก่อนยกเว้นยูโร ปอนด์สเตอลิงค์ ดอลลาร์ไต้หวัน และดอลลาร์สิงคโปร์

สาเหตุที่ค่าเงินบาทเมื่อเทียบกับคู่ค้าส่วนใหญ่แข็งค่าขึ้นเล็กน้อยเมื่อเทียบกับสกุลอื่นดอลลาร์สหรัฐเนื่องจากแรงซื้อเงินบาทจากผู้ส่งออกและแรงขายเงินบาทจากผู้นำเข้ามีปริมาณใกล้เคียงกัน จึงทำให้ค่าเงินบาทเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐไม่เปลี่ยนแปลงจากสัปดาห์ก่อนหน้ามากนัก ค่าเงินบาทจึงแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับค่าเงินสกุลอื่น ๆ ที่อ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ อย่างไรก็ตาม การที่ค่าเงินยูโร เยน ดอลลาร์ไต้หวัน และดอลลาร์สิงคโปร์แข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐจากปัจจัยบวกที่ตัวเลข GDP สหรัฐหดตัวน้อยกว่าคาดและนำไปสู่การลงทุนในสินทรัพย์สกุลดังกล่าว ทำให้ค่าเงินสกุลดังกล่าวแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ

ดัชนีค่าเงินบาท (NEER) เมื่อเทียบกับคู่ค้าหลัก 11 สกุลเงิน (ดอลลาร์สหรัฐ ยูโร เยน หยวน ดอลลาร์ฮ่องกง ดอลลาร์ไต้หวัน วอนเกาหลีดอลลาร์สิงคโปร์ รูเปียห์อินโดนีเซีย ริงกิตมาเลเซีย และเปโซฟิลิปปินส์) ณ วันที่ 6 ก.พ. 52 แข็งค่าขึ้นจากค่าเฉลี่ยปี 51 ร้อยละ 1.47 แต่อ่อนค่าลงจากสัปดาห์ที่แล้วที่อยู่ที่ร้อยละ 1.76

เงินบาทแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับเงินวอนเกาหลี (ร้อยละ 20.1) ปอนด์สเตอลิงค์ (ร้อยละ 19.8) รูเปียห์อินโดนิเซีย (ร้อยละ 15.4) ยูโร (ร้อยละ 9.2) ริงกิตมาเลเซีย (ร้อยละ 3.3) ดอลลาร์ไต้หวัน (ร้อยละ 1.8) เปโซฟิลิปปินส์ (ร้อยละ 1.6) ดอลลาร์สิงคโปร์ (ร้อยละ 1.5) แต่อ่อนค่าเมื่อเทียบกับ ดอลลาร์สหรัฐ(ร้อยละ 4.7) ดอลลาร์ฮ่องกง (ร้อยละ 5.1) หยวน (ร้อยละ 6.3) และ เยน (ร้อย ละ 16.3)

Foreign Exchange and Reserves

ในสัปดาห์ก่อน ณ วันที่ 30 ม.ค.52 ทุนสำรองระหว่างประเทศ (Net Reserve) เพิ่มขึ้นสุทธิ 0.76 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ จากสัปดาห์ก่อนหน้ามาอยู่ที่ระดับ 116.10 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยเป็นการเพิ่มขึ้นของ Gross Reserve จำนวน 0.64 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และเป็นการเพิ่มขึ้น Forward Obligation จำนวน 0.12 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยสาเหตุที่ทำให้ทุนสำรองเพิ่มขึ้นส่วนหนึ่งน่าจะมาจากการที่ธนาคารแห่งประเทศไทยเข้าบริหารจัดการค่าเงินบาท ให้เป็นไปในทิศทางเดียวกับภูมิภาค ค่าเงินบาทจึงอ่อนค่าลงเล็กน้อยจากสัปดาห์ก่อนหน้า จาก 34.86 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ เป็น 34.88บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ หรืออ่อนค่าลงร้อยละ 0.06

Major Trading Partners’ Economies: This Week

GDP สหรัฐฯในไตรมาส 4 ปี 51(ตัวเลขเบื้องต้น (หดตัวร้อยละ -3.8 ต่อปี เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน(qoq annualized) หรือร้อยละ -0.2 เมื่อเทียบกับไตรมาส 4 ปี 51 ซึ่งเป็นการหดตัวรายไตรมาสที่รุนแรงที่สุดในรอบ 26 ปี ผลจากการบริโภคภาคเอกชนซึ่งเป็นสัดส่วนใหญ่ถึงร้อยละ 70 ของGDP หดตัวร้อยละ -3.5 ต่อปี (qoq annualized) ทั้งนี้ GDP สหรัฐฯทั้งปี 51ขยายตัวที่ร้อยละ 1.3 ชะลอลงจากร้อยละ 2.1 ในปี 50 อนึ่ง GDP รายไตรมาสที่มีการหดตัวติดกัน 2ไตรมาสเป็นสัญญาณว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯเข้าสู่technical recession แล้ว

ISM Manufacturing Index ของสหรัฐฯเดือนม.ค .52 ลดลงต่อเนื่องต่ำกว่าระดับ 40 เป็นเดือนที่ 4 ติดต่อกัน อยู่ที่ระดับ 35.6 แม้ว่าจะปรับตัวสูงขึ้นเล็กน้อยจากเดือนก่อนหน้าที่ระดับ 32.9 แต่เป็นสัญญาณว่าภาคอุตสาหกรรมของสหรัฐฯยังคงอยู่ในภาวะถดถอย

ดัชนี PMI ของกลุ่มประเทศยูโรโซนเดือน ม.ค. 52 อยูที่ระดับ 34.4เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้าที่ระดับ 33.9 แสดงให้เห็นว่าการหดตัวในภาคอุตสาหกรรมของกลุ่มประเทศยูโรโซนเริ่มมีสัญญาณในทิศทางที่ดีขึ้นเล็กน้อย ถึงแม้ว่าจะยังอยู่ในภาวะเศรษฐกิจถดถอยก็ตาม โดยการผลิตภาคอุตสาหกรรมในฝรั่งเศส อิตาลี และสเปน ส่งสัญญานดีขึ้น ขณะที่การผลิตภาคอุตสาหกรรมในเยอรมนียังคงหดตัวลงอย่างรวดเร็ว

ดัชนีอุตสาหกรรมโดยทางการจีน (NBS PMI) ในเดือนม.ค 52 อยู่ที่ระดับ 45.2 ปรับตัวสูงขึ้นเล็กน้อยจากระดับ 41.2 ในเดือนธ.ค. 51 ในณะที่ดัชนีอุตสาหกรรมที่รวบรวมโดยบริษัท CLSA อยู่ที่ระดับ 42.2 ปรับตัวสูงขึ้นจากเดือนก่อนหน้าที่ระดับ 41.2 อย่างไรก็ตาม ดัชนีที่อยู่ต่ำกว่าระดับ 50 ยังคงสะท้อนให้เห็นถึงการหดตัวของภาคอุตสาหกรรมจีน

ดัชนีอุตสาหกรรมสิงคโปร์ (PMI) ในเดือน ธ.ค.51 อยู่ที่ระดับ 45.0เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากเดือนก่อนหน้าที่ระดับ 44.8 ผลจากการขยายสต๊อกสินค้าสำเร็จรูป อย่างไรก็ดี ค่าดังกล่าวยังคงต่ำกว่า 50 สะท้อนว่าภาคอุตสาหกรรมยังคงหดตัว ทั้งนี้ ภาคการผลิตและการจ้างงานยังคงหดตัว โดยเฉพาะในหมวดอิเล็กทรอนิกส์ (ที่มีสัดส่วนการผลิต 1/3 ของการผลิตทั้งหมด) ที่หดตัวเป็นไตรมาสที่ 3 ติดต่อกัน เนื่องจากประเทศที่เป็นตลาดส่งออกหลักได้แก่ สหรัฐฯ และยุโรป ลดอุปสงค์ต่อสินค้าในหมวดดังกล่าวลง

มูลค่าการส่งออกสินค้าและนำเข้าสินค้าของเกาหลีใต้เดือนม.ค.52 หดตัวมากสุดในประวัติศาสตร์นับตั้งแต่ปี 2500 โดยมูลค่าส่งออกและนำเข้าหดตัวถึงร้อยละ -32.8 และร้อยละ -32.1 ต่อปี ตามลำดับ จากเดือนก่อนหน้าที่หดตัวร้อยละ -17.9 และ -21.6 ต่อปี ตามลำดับ) ตัวเลขปรับปรุง (โดยการส่งออกไปยังจีน สหรัฐฯ และยุโรปในช่วง 20 วันแรกของเดือน หดตัวถึงร้อยละ- 32.2 -21.5 และ -46.9 ต่อปี ตามลำดับ ทั้งนี้ การสง่ ออกที่หดตัวเร่งมากกว่าการนำเข้า ทำให้ดุลการค้าเดือนม.ค.52 ขาดดุลที่ -2.97 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ จากเดือนก่อนหน้าที่เกินดุล 0.54 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

มูลค่าการส่งออกสินค้าของอินโดนีเซียเดือน ธ.ค. 51 หดตัวร้อยละ-20.6 ต่อปี เป็นการหดตัวต่ำสุดในรอบ 6 ปี 11 เดือน โดยหดตัวเร่งขึ้นจากเดือนก่อนหน้าที่ร้อยละ -2.4 ต่อปี ผลจากคำสั่งซื้อที่ลดลงของประเทศคู่ค้าที่เศรษฐกิจอยู่ในภาวะชะลอตัวโดยในแง่มิติคู่ค้าการส่งออกไปยังสหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น และจีน มีการหดตัวร้อยละ -16.6 -52.2 และ-46.9 ต่อปีตามลำดับ ตามเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว ในขณะที่มูลค่าการนำเข้าสินค้าในเดือนธ.ค.51 ขยายตัวร้อยละ 12.6 ต่อปี ชะลอตัวลงจากเดือนก่อนที่ขยายตัวร้อยละ 15.1 ต่อปี ซึ่งเป็นการลดลงของกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคและสินค้าวัตถุดิบ ตามคำสั่งซื้อที่ลดลงตามภาวะเศรษฐกิจภายในประเทศ

มูลค่าการส่งออกและนำเข้าสินค้าของเวียดนามเดือน ม .ค. 52 หดตัวที่ร้อยละ -24.2 และร้อยละ -44.8 ต่อปี ตามลำดับ ซึ่งถือเป็นการหดตัวของการส่งออกเป็นครั้งแรกในรอบ 6 ปี 4 เดือน จากเดือนก่อนหน้าที่ขยายตัวที่ร้อยละ 30.0 และร้อยละ 32.2 ต่อปี ตามลำดับ ผลจากการหดตัวในทุกหมวดสินค้า ยกเว้นสินค้าข้าวที่ยังขยายตัวในระดับสูงที่ร้อยละ 152.8 ต่อปีทำให้ดุลการค้าเวียดนามเดือนม.ค.52 ขาดดุลที่ -300 ล้านดอลลาร์สหรัฐขาดดุลลดลงจากเดือนก่อนหน้าที่ขาดดุล -17.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

ธนาคารกลางประเทศต่างๆประกาศปรับลดอัตราดอกเบี้ย ดังนี้ ธนาคารกลางออสเตรเลียประกาศลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงร้อยละ 1.0 จากร้อยละ4.25 มาอยู่ที่ร้อยละ 3.25 นับเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 45 ปี ในขณะที่ ธนาคารกลางอินโดนีเซีย ประกาศลดอัตราดอกเบี้ยลงร้อยละ 1.0 จากร้อยละ 8.75เหลือร้อยละ 8.25โดยเป็นการลดครั้งที่สามติดด่อกัน และธนาคารกลางอังกฤษลดอัตราดอกเบี้ยลงร้อยละ 0.5 จากร้อยละ 1.5 เหลือร้อยละ 1.0

ที่มา: Macroeconomic Analysis Group: Fiscal Policy Office

Tel 02-273-9020 Ext 3665 : www.fpo.go.th


เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อตกลงการใช้บริการ รับทราบ