ภาพรวมเศรษฐกิจ ( มกราคม 2552 )
ดัชนีชี้วัดผลผลิตภาคอุตสาหกรรม (Industrial Production Index: IPI) ที่ปรับตามฤดูกาลแล้วประจำเดือนพฤศจิกายนของกลุ่ม EU15 ทรุดตัวลงต่อเนื่องจากเดือนก่อนหน้าโดยลงมาอยู่ที่ระดับ 105.9 หรือลดลงร้อยละ 1.6 จากเดือนที่แล้ว และลดลงถึงร้อยละ 7.7 จากเดือนเดียวกันของปีที่แล้ว ถือเป็นดัชนีที่ต่ำที่สุดนับจากเดือนเมษายน 2006 โดยในเดือนนี้ดัชนีการผลิตสินค้าลดลงจากเดือนก่อนหน้าเกือบทุกประเภทโดย สินค้าขั้นกลางหดตัวลงถึงร้อยละ 2.8 สินค้าพลังงงานหดตัวร้อยละ 1.5 สินค้าทุนหดตัวลงร้อยละ 1.8 และสินค้าบริโภคชนิดคงทนหดตัวร้อยละ 2.4 ขณะที่สินค้าบริโภคชนิดไม่คงทนเพิ่มขึ้นเล็กน้อยเพียงร้อยละ 0.1
ขณะที่ดัชนีชี้วัดทางด้านอุปสงค์ของกลุ่ม EU15 ประจำเดือนธันวาคมยังคงทรุดตัวลงต่อเนื่องโดยลดลงเป็นเดือนที่ 18 ติดต่อกัน โดยดัชนีผลสำรวจความเชื่อมั่นทางธุรกิจ (Economic Sentiment Index: ESI) ประจำเดือนธันวาคมลดลงเหลือเพียง 67.1 จุด ลดร้อยละ 10.4 จากเดือนพฤศจิกายน และลดลงถึงร้อยละ 36.3 จากปีที่แล้ว ทั้งนี้ ดัชนี ESI เคยขึ้นไปสูงสุดที่ระดับ 111.6 จุดเมื่อเดือนพฤษภาคม 2007 ซึ่งการที่ดัชนีลดลงอย่างรวดเร็วสะท้อนถึงความเชื่อมั่นต่อนาคตของเศรษฐกิจในพื้นที่ยูโรที่ยังคงค่อนข้างย่ำแย่ต่อไป
ดัชนีราคาผู้บริโภค (Harmonised Index of Consumer Prices: HICP) ของพื้นที่ยุโรป (Eurro Area: 15 ประเทศ) ประจำเดือนธันวาคมยังคงชะลอตัวลงแรงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ห้าเหลือร้อยละ 1.6 จากร้อยละ 2.1 ในเดือนที่แล้ว ก่อนหน้านี้อัตราเงินนเฟ้อขึ้นไปททำสถิติสูงสุดรร้อยละ 4.0 เมื่อเดือนมิถุนายนและกรกฎาคม โดยอัตราเงินเฟ้อในเดือนนี้ลดดลงต่ำกว่าอัตตราเงินเฟ้อเป้าหมายร้อยละ 2.0 เป็นครั้งแรกนับจากเดือนตุลาคม 2006 และเป็นระดับต่ำสุดนับจากปลายปี 1999 เป็นต้นมา โดยหมวดราคาสินค้าที่ส่งผลต่อการเพิ่มของเงินเฟ้อในเดือนนี้เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีที่แล้วมาจากหมวดที่อยู่อาศัย (3.6%) หมวดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และยาสูบ (3.5%) หมวดโรงแรมและภัตตาคาร (3.3%) และหมวดอาหาร (3.2%) ขณะที่หมวดที่มีระดับราคาเพิ่มขึ้นต่ำเมื่อเทียบกับปีที่แล้ว ได้แก่ หมวดคมนาคมขนส่ง (-2.5%) หมวดสื่อสารโทรคมนาคม (-1.8%) และหมวดสันธนาการและวัฒนธรรม (0.3%) โดยประเททศที่มีอัตราเงงินเฟ้อเพิ่มขึ้นสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ Malta Slovakia Finland Belgium และ Italy ทที่มีอัตราเงินเฟ้อร้อยละ 5.0, 3.5, 3.4, 2.7 และ 2.4 ตามลำดับ ขณะที่ประเทศที่มีอัตราเงินเฟ้อต่ำสุด ได้แก่ Luxemburg Portugal German และ France ที่มีเงินเฟ้อร้อยละ 0.7, 0.8, 1.1 แลละ 1.2 ตามลำดับ สำหรับดัชนีราคาผู้บริโภคขของประเทศยยูโร 27 ประเททศ (EU 27) ก็ชะลอตัวลงงเหลือร้อยละ 2.2 จากร้อยละ 2.8 เมื่อเดือนนที่แล้ว โดยประเทศที่มีอัตราเงินเฟ้อสูงสุดในกลุ่มยูโร ได้แก่ Latvia Lithuania และ Estonia ที่มีอัตราเงินเฟ้อสูงถึงร้อยละ 10.4 8.5 แลละ 7.5 ตามลำดับ
ในเดือนธันวาคม Euro area 15 ประเทศมียอดผู้ว่างงานที่ปรับตามฤดูกาลแล้วรวมกันทั้งสิ้น 12.472 ล้านคน (เพิ่มขึ้น 230,000 คนจากเดือนที่แล้ว) และเมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีที่แล้วจำนวนผู้ว่างงานเพิ่มขึ้นถึง 1.40 ล้านคน ส่งผลให้อัตราการวว่างงานในเดดือนนี้เพิ่มขึ้นแตะระดับร้อยละ 8.0 เป็นครั้งแรกนับจากเดือนตุลาคม 2006 เป็นต้นมา โดยที่อัตราการว่างงงานของ Euro area เพิ่มขึ้นต่อเนื่องนนับจากที่ลงไปปอยู่ในระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ที่ระดับร้อยละ 7.2 ในเดือนธันววาคม 2007 การที่ทั้งจำนวนผู้ว่างงานและอัตราการรผู้ว่างงานปรับสูงขึ้นต่อเนื่องเป็นผลมาจากภาวะเศรษฐกิจถดถอยที่กำลังครอบคลุมเศรษฐกิจของยุโรป
ขณะที่ยอดผู้ว่างงานของ EU 27 ประเททศ ณ สิ้นเดืออนธันวาคม ก็เพิ่มขึ้นเป็นน 17.911 ล้านคน หรือคิดเป็นอัตราการว่างงานร้อยละ 7.4 เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 7.3 เมื่อเดือนทที่แล้ว และร้อยละ 6.8 เมื่อเดือนธันวาคมของปีที่แล้ว
อัตราดอกเบี้ย : ECB ลดอัตราดอกเบี้ยลงอีกร้อยละ 0.50 เหลือร้อยละ 2.0
เมื่อวันที่ 15 มกราคม คณะกรรมการธนนาคารกลางสหภาพยุโรป มีมติลดอัตราดอกเบี้ย Refinancing Operations (MRO) ซึ่งเป็นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของ ECB ลงอีกร้อยละ 0.50 เหลือร้อยละ 2.0 นับเป็นเดดือนที่ 4 ติดต่อกันที่ ECB ทยอยลดอัตราดอกเบี้ยลงรวมแล้วมมีการลดอัตราดอกเบี้ยลงนับจจากวันที่ 8 ตุลาคม เป็นต้นมา เป็นจำนวนร้อยละ 2.25 โดย ECB ได้ให้เหตุผลประกอบกการตัดสสินใจลดอัตราดอกเบี้ยในคครั้งนี้ว่าเนื่องงจากแรงกดดดันจากอัตราแงินเฟ้อลดลงงมากอันเป็นผลมาจากแนวโน้มการชะลลอตัวของเศรรษฐกิจ โดยจากการประเมินข้อมูลล่าสุดยืนยันว่าเศรษฐกิจชะลลอตัวลงอย่างมากอันเป็นนผลมาจากวิกกฤตความปั่นนป่วนในตลาดการเงิน ขณะที่อุปสงค์ขของเศรษฐกิจจโลกและในพื้นที่ยูโรเองมีความเป็นไปได้มากว่าจะหดตัวลงยาวนานกว่าที่คาดไว้ ดังนั้น เพื่อเป็นการรรักษาเสถียรภาพของระดดับราคาในระยะปานกลาง ขณะเดียวกันก็รักษาเสถียรภาพของการขยายตัวของเศรษฐกิจและการจ้างงาน รวมถึงเสถียรภาพของระบบการเงิน ECB จึงตัดสินใจลดอัตราดอกเบี้ยลงดังกล่าว โดยการประชุมครั้งต่อไปจะมีขึ้นในวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2552
ทั้งนี้ ณ สิ้นเดือนธันวาคม สภาพคล่องในระบบเศรษฐกิจของ Euro Area ยังคงมีอัตราเพิ่มมที่ชะลอลงต่อเนื่อง โดยยอดคงค้างของปริมาณเงินตามความหมายกว้าง หรือ M3 อยู่ที่ระดับบ 9.362 ล้านล้านยูโร ลดลง 2 พันล้านยูโรรจากเดือนที่แล้ว แต่คิดเป็นนอัตราการเพิ่มมร้อยละ 7.3 จากปีที่แล้ว (เดือน พฤศศจิกายนเพิ่มขึ้นร้อยละ 7.7) ขณะที่ยออดคงค้างสินเชชื่อที่สถาบันกการเงิน (MFI) ให้กู้กับภาคเอกชน (loan to private sector) มียอดคงค้าง ณ สิ้นเดือนธันวาคมที่ระดับ 10.783 ล้านล้านยูโร ลดลงจากเดือนก่อนนหน้าเพียง 0.104 ล้านล้านยูโร โดยคิดดเป็นอัตราการเพิ่มจากปีที่แล้วร้อยละ 5.8 (เดือนพฤศจิกายนขยายตัวร้อยละ 7.1) ถือเป็นนเดือนแรกที่ยยอดคงค้างการใให้กู้ยืมกับภาคเอกชนลดลงจากเดือนก่อนหน้าซึ่งสสะท้อนถึงการชะลอการปปล่อยสินเชื่อขของสถาบันการเงินที่ชัดเจนขขึ้น
สำหรับค่าเฉลี่ยของอัตราดอกเบี้ยในตลาดเงิน (Money market interest rates) ในเดือนมกราคมยังคงลดลงต่อเนื่องจจากเดือนก่อนหน้าในทุก อายุสอดคล้องตามการลดอัตรราดอกเบี้ยนโยบายของECB โดยอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นอายุไม่เกิน 1 ปี ลดลงระหว่าง 67 - 85 basis points สอดดคล้องกับ ทิศทางการปรับลดอัตราดอกเบี้ยของ ECB ที่มีการประกาศลดอัตราดอกเบี้ยลงรร้อยละ 2.25 ในช่วง 4 เดือนที่ผ่านมา ขณะที่อัตราผผลตอบแทนรระยะยาวอายยุ 5 ในเดือนนี้ลดลงง 13 basis points ยกเว้นนอัตราผลตออบแทนอายุ 10 ปีที่ปรับเพพิ่มในเดือนนี้ 22 basis points และเมื่อเปรียบเทียบกับโครงสร้างอัตราผลตอบแทนของเดือนเดียวกันปีที่แล้วพบว่าอัตราผลตอบแทนในเดือนนี้อยู่ในระดับต่ำกว่าปีที่แล้วระหว่าง 189-221 basis points
ค่าเงินยูโรเมื่อแทียบกับเงินดอลลาร์ สรอ. ในเดือนแรกของปี 2009 อ่อนค่าลงหลังจากที่เพิ่งแข็งค่าขึ้นเป็นครั้งแรกในรอบ 5 เดือนเมื่อเดือนที่แล้ว โดยเงินยูโรปิดตลาดววันแรกของปีที่ระดับ 1.3866 $/ยูโร จากนั้นก็อ่อนค่าลลงโดยลำดับตลอดช่วง 3 สัปดาห์แรกของเดือนเพรราะเงินยูโรไดด้รับแรงกดดันจากความววิตกเกี่ยวกับบภาวะเศรษฐกิจถดถอยจนอาจนำไปสู่ภาวะเงินฝึด (deflation) ได้เมื่ออตัวเลขอัตราเงินแฟ้อของ Euro area ประจำเดือนธันวาคมชะลอลงอย่างรวดเร็วเหลือเพียงร้อยละ 1.6 ซึ่งเป็นนอัตราเงินเฟ้อที่ต่ำที่สุดนับจากเดือนพฤศจิกายนปี 1999 ประกอบกับอัตราการว่างงานที่สูงขึ้นเป็นนร้อยละ 7.4 และตัวเลขผู้ว่างงงานของเยอรรมันที่พุ่งทะลุ 3 ล้านคนเป็ป็นครั้งแรกในรอบบเกือบ 3 ปี แม้ว่าธนาคารรกลางยุโรป (ECB) จะประกาศลดอัตรราดอกเบี้ยลงงอีกร้อยละ 0.50 เหลือร้อยละ 2.0 ในช่วงกลางเดือนก็ตามแต่ตลาดยังเชื่อว่า ECB คงต้องลดออัตราดอกเบี้ยยลงอีกในทำนองเดียวกับที่ธนาคารกลางปประเทศอื่นดำเนินการเพื่ออหลีกเลี่ยงคววามเสี่ยงจากการเกิดภาวะเงินฝืด ปัจจัยดังกล่าวกดดันเงินยูโรจนลงมาปิดตลาดต่ำสุดของเดือนที่ระดับบ 1.2795 $/ยูโร ซึ่งเป็นระดับใกล้เคียงกับเดือนพฤศจิกายน แม้ในช่วงต้นสัปดาห์สุดท้ายเงินยูโรจะฟื้นนขึ้นบ้างแต่ในนช่วงปลายสสัปดาห์ก็กลับบอ่อนค่าลงอีกเมื่อนนาย Jean-Claude Trichet ผู้ว่าการ ECB ให้สัมภภาษณ์ว่า ECB อาจจะไม่ลดอัตราดอกเบี้ยลงอีกเมื่ออัตราดอกเบี้ยต่ำถึงระดับหนึ่งงเพื่อให้เหลืออเครื่องมือไว้ใใช้ในยามที่เศรษฐกิจอ่อนนตัวลงไปอีกกก็ยิ่งกดดันค่าเงงินยูโรเนื่องจากตลาดเชื่ออว่าภายใต้สถานการณ์ที่เศรษฐกิจถดถถอยรุนแรงเช่นนี้อย่างไรเสีย ECB ก็คงต้องลดดอกเบี้ยตต่ำใกล้ระดับใใกล้ร้อยละศูนนย์เช่นเดียวกกับสหรัฐฯ แลละอังกฤษ มิเช่นนั้นก็อาจจะเสี่ยงต่อการที่เศรษฐกิจจะยิ่งถดถอยยาวนานขึ้น โดยเงินยูโรปิปดตลาดวันสุดดท้ายของเดือนที่ระดับ 1.2816 $/ ส่งผลให้โดยรวมแล้วค่าเฉลี่ยของเงินยูโรเมื่อเทียบกับดอลลาร์ สรอ. ในเดือนนี้อ่อนค่าลงจากกค่าเฉลี่ยของเดือนนที่แล้วร้อยลละ 1.6 แต่เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยของเดือนเดียวกันปีที่แล้วเงินยูโรยังอ่อนค่าอยู่ร้อยละ 10.1
เงินยูโรเมื่อเทียยบกับเงินปอนด์ในเดือนยังคงแข็งค่าขึ้นอีกเล็กน้อยต่อเนื่องจากช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา โดยเงินยูโรปิดตลาดวันแรกของงปีที่ระดับ 0.9610 ปอนด์/ยูโร จากนั้นเงินยูโรกก็อ่อนค่าลงตต่อเนื่องจากปลายเดือนที่แล้วหลังจากที่เงินยูโรแข็งค่าขึ้นมากในช่วง 2 เดดือนที่แล้วจนนทำสถิติเกือบเท่ากับเงินปอนด์ (parity) เมื่อนักลงทุนเริ่มขายยูโรเพื่อทำกำไร (profit taking)ประกอบกับแม้ Bank of England จะลดอัตราดอกเบี้ยยลงในชช่วงต้นเดือนกก็ตามแต่ตลาดก็เชื่อว่า ECB จะปรับลดดอกเบี้ยลงเช่นกันในช่วงกลางเดือน โดยแงินยูโรมีระดับปิดตต่ำสุดของเดือนที่ระดับ 0.8893 ปอนด์/ยูโร โดยในช่วงหลังของเดือนค่าเงินยยูโรเริ่มปรับแข็งค่าขึ้นอีกครั้งจนขึ้นไปใกล้เคียงระดับ 0.95 ปอนด์/ยูโร อีกครั้งก่อนทที่จะลดลงในชช่วงปลายเดือนและปิดตลาดวันสุดท้ายของเดือนที่ระดับ 0.89785 ปอนด์/ยูโร โดยค่าเฉลี่ยของเงินยูโรในเดือนนี้แข็งค่าจากเดือนที่แล้วร้อยละ 1.5 และเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยของเดือนเดียวกันเมื่อปีที่แล้วเงินยูโรแข็งค่าอยู่ถึงร้อยละ 22.9
แต่เมื่อเทียบกับเงินเยนแล้ว เงินยูโรในเดือนนี้ยังอ่อนนค่าลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 6 โดยเงินยูโรมีระดับปิดวันแรกของเดือนที่ระดับ 126.64 เยน/ยูโร จากนั้นก็อ่อนค่าลงตลอดช่วง 3 สัปดาห์แรกโดยมีระดับปิดตตลาดต่ำสุดของเดือนที่ระดับ 113.65 เยน/ยูโร ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับจากเดือนมีนาคม 2002 เป็นต้นมา หลังจากนั้นเงินยูโรเริ่มฟื้นตัวขึ้นเล็กน้อยก่อนที่จะอ่อนตัวลงอีกครั้งและปิดตลาดวันสุดท้ายของเดดือนที่ระดับ 114.98 เยน/ยูโร โดยค่าเฉลี่ยของเงินยูโรในเดือนนี้อ่อนค่าลงจากเดือนที่แล้วอีกร้อยละ 2.3 แต่หากเปรรียบเทียบกับปีที่แล้วเงินยูโรอ่อนนค่าลงถึงร้อยละ 24.5
เดือนนี้เงินยูโรอ่อนค่าลงอีกครั้งเมื่อเทียบกับเงินบาทหลังจากที่แข็งค่าขึ้นเมื่อเดือนที่แล้ว โดยเงินยูโรมีระดดับปิดตลาดวันแรกของเดือนที่ระดับ 48.212 ฿/ยูโร จจากนั้นเงินยูโรมีทิศทางอ่ออนค่าลงต่อเนนื่องตลอดจนนมีระดับปิดต่ต่ำสุดของเดือนที่ระดับ 44.674 ฿/ยูโร ในช่วงปลายสัปดาห์ที่สาม จากนั้นก็มีการเคลื่อนไหวขึ้นลงและปิดตลาดวันสุดท้ายของเดือนที่ระดับ 44.811 ฿/ยูโร ส่งผลให้ค่าเฉลี่ยของเงินยูโรในเดือนนี้อ่อนค่าลงร้อยละ 1.9 แต่ยูโรยังคคงแข็งค่าร้อยละ 3.3 ในรรอบ 12 เดือนนที่ผ่านมา
เดือนพฤศจิกายน: Euro Area ขาดดุลบบัญชีเดินสะพัด 6.4 พันล้านยูโร
ณ สิ้นเดือนพฤศจิกายน Euro area มีฐานะดุลบัญชีเดินสะพัดที่ปรับตามฤดูกาลแล้ว (seasonally adjusted curent account balance) ขาดดุลจำนวน 16.0 พันล้านยูโร (หรือเท่ากับขาดดุล 13.9 พันล้านยูโรร กรณีเป็นข้อมูลที่ยังไม่ได้ปรับตามฤดูกาล) โดย Euro area ขาดดุลการค้า (goods trade) ดุลรายได้ (income) และดุลเงินโอน (current transfer) จำนวน 6.0 4.0 แลละ 9.5 พันล้านยูโรตามลำดับ แต่มีการเกินดุลบริการ services) จำนวน 3.4 พันลล้านยูโร นับเป็นเดือนที่เจ็ดติดต่อกันที่ Euro area มีฐานะดุลบัญชีเดินสะพัดขาดดุล
หากพิจารณาฐานะดุลบัญชีเดินสะพัดสะสมในรอบ 12 เดือนสิ้นสุดเดือนพฤศจิกายน พบวว่า Euro area มีฐานะขาดดุลบัญชีเดินนสะพัดสะสมเป็นจำนวนถึง 65.3 พันล้านยูโร ต่างจากเดือนพฤศจิกายนของปีที่แล้วที่เกินนดุลบัญชีเดินนสะพัดสะสมจำนวน 45.9 พันล้านยูโร การที่ฐานะดุลบัญชีเดินสะพัดสะสมกลับมาขาดดุลในรอบ 12 เดือนที่ผ่านมา มีสาเหตุหลักมาจากการที่ Euro area กลับมามีฐานนะขาดดุลการค้าสะสม รวมถึงการที่ดุลรายสะสมก็กลับมาขาดทุนด้วยเช่นกัน
ทางด้านดุลบัญญชีเงินทุนเคลลื่อนย้าย (financial account) ที่ยังไม่ปปรับตามฤดูกาล (non-seasonal adjusted) ประจำเดือนพฤศจิกายน พบว่า Euroo area มีฐานะบัญชีเงินทุทุนไหลเข้าสุททธิ 17.2 พันล้านยูโร(ลดลงจากเดือนทที่แล้วที่มีฐานนะเงินทุนไหลเข้าสูงถึง 75.1 พพันล้านยูโร) แยกเป็น 1) เงินลงทุนทางตรง (direct investment) มียอดไหลออกสุทธิ 31.2 พันล้านยูโร 2) เงินลงทุนในหลักทรัพย์ (portfolio investment) มียอดไหลเข้าสุทธิ 47.9 พันล้านยูโร 3) อนุพันธ์ทางการเงิน มีฐานะไหลออกสุทธิ 1.8 พันล้านยูโร และ 4) เงินลงทุนประเภทอื่น (other investment) มีฐานะไหลเข้าสุทธิ 3.3 พันล้านยูโร
ทั้งนี้ ในรอบ 12 เดือนสิ้นสุดเดือนพฤศจิกายน Euro area มีฐานะดุลบัญชีเงินทุนเคลื่อนย้ายสะสม (accumulated financial account) ไหลเข้าสุทธิ 181.6 พันล้านยูโร (เทียบกับระยะเดียวกันของปีที่แล้วที่มีฐานะเงินทุนสะสมไหลเข้าสุทธิเพียง 32.8 พันล้านยูโร) สาเหตุที่ดุลบัญชีเงินทุนเคลื่อนย้ายสะสมมีการเกินดุลเพิ่มขึ้นในปีนี้มาจากการเกินดุลเพิ่มขึ้นของเงินลงทุนในหลักทรัพย์และเงินลงทุนประเภทอื่น (other investment) เป็นหลัก รวมถึงการขาดดุลอนุพันธ์ทางการเงินที่ลดลง แม้ว่าเงินลงทุนทางตรงจะมียอดขาดดุลสะสมเพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัวก็ตาม
- วงเงินกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งที่ 2 ของรัฐบาลเยอรมันอาจสูงถึง 50 พันล้านยูโรสำหรับปี 2009 และ 2010 หลังจากที่ก่อนหน้านี้สภาสูงของเยอรมันเพิ่งผ่านร่างงบประมาณกระตุ้นเศรษฐกิจวงเงิน 32 พันล้านยูโร หรือเท่ากับร้อยละ 1.3 ของ GDP ไปเมื่อต้นเดือนธันวาคมที่ผ่านมา ซึ่งการปรับเพิ่มวงเงินกระตุ้นเศรษฐกิจอีกครั้งเป็นผลจากแรงกดดันของประเทศสมาชิก EU ที่เห็นว่าเยอรมันให้ความสำคัญกับการกระตุ้นเศรษฐกิจน้อยเกินไปเมื่อเปรียบเทียบกับขนาดของเศรษฐกิจและฐานะ
- ยอดผู้ว่างงานของเยอรมันประจำเดือนธันวาคมเพิ่มขึ้น 18,000 คนส่งผลให้อัตราการว่างงานอยู่ที่ร้อยละ 7.6 เทียบกับร้อยละ 7.5 ในเดือนพฤศจิกายน นับเป็นครั้งแรกในรอบ 3 ปีที่จำนวนผู้ว่างงานปรับเพิ่มขึ้น (7 มกราคม 2009)
- รัฐบาลเยอรมันเตรียมเพิ่มทุนอีก 10 พันล้านยูโรให้กับ Commerzbank ซึ่งเป็นธนาคารใหญ่ลำดับที่ 2 ของเยอรมัน หลังจากที่ในเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมาธนาคารเพิ่งได้รับความช่วยเหลือเพิ่มทุนวงเงิน 8.2 พันล้านยูโรจากรัฐบาลภายใต้มาตรการเพื่อฟื้นฟูภาคการเงิน ซึ่งการเพิ่มทุนในครั้งนี้จะทำให้รัฐบาลถือหุ้นใน Commerzbank ร้อยละ 25 ทั้งนี้ สาเหตุที่ทำให้ Commerzbank ต้องขอเงินเพิ่มทุนเพิ่มขึ้นอาจมีสาเหตุมาจากการที่ธนาคารอยู่ระหว่างกระบวนการซื้อกิจการ Dresdner Bank ซึ่งประสบปัญหาการขาดทุนจากการลงทุนในตราสารหนี้ที่มีความสลับซับซ้อน (9 มกราคม 2009)
- กระทรวงการคลังไอร์แลนด์ ประกาศควบคุมกิจการ Anglo Irish Bank เข้าเป็นของรัฐ (nationalised) หลังจากความพยายามในการหาเอกชนเข้ามาช่วยเพิ่มทุนธนาคารใหญ่ลำดับ 3 ของประเทศไม่ประสบความสำเร็จ โดยรัฐบาลจะให้ความคุ้มครองเงินฝากทั้งหมด โดย Anglo Irish Bank มียอดรวมหนี้สินราว 100 พันล้านยูโรแยกเป็นเงินฝากรายย่อย 50 พันล้านยูโรและเงินฝากรายใหญ่ (wholesale deposits) 20 พันล้านยูโร ปัญหาหลักของธนาคารมาจาการที่ราคาอสังริมทรัพย์ของประเทศอยู่ในภาวะตกต่ำทำให้แนวโน้มหนี้เสียและผลประกอบการขาดทุนเพิ่มขึ้น ขณะเดียวกัน ประชาชนเริ่มขาดความมั่นใจและทยอยถอนเงินออกจนฐานะของธนาคารขาดสภาพคล่อง (15 มกราคม 2009)
- รัฐบาลเยอรมันกำลังพิจารณาอนุญาตให้สถาบันการเงินแต่ละแห่งสามารถตั้งบริษัทบริหารสินทรัพย์ขึ้นเอง (individual bad banks) เพื่อดึงหนี้เสียออกจากงบดุลของสถาบันการเงิน แทนที่จะจัดตั้งบรรษัทบริหารสินทรัพย์แห่งชาติ (national bad bank) โดยบริษัทบริหารสินทรัพย์ที่จัดตั้งจะสามารถใช้มาตรฐานการบัญชีของเยอรมันที่ให้บันทึกทรัพย์สินตามมูลค่าตามบัญชี (book value) แทนการบันทึกตามมูลค่าตลาด (mark to market) ซึ่งจะช่วยลดปัญหาของสถาบันการเงินในการที่ต้องรับรู้ผลขาดทุน (write-down) จากการที่ราคาทรัพย์สินอยู่ในช่วงขาลง และทำให้ต้องการเงินกองทุนเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ รัฐบาลอาจจะช่วยรับประกันหากทรัพย์สินที่โอนไปมีผลขาดทุนโดยจะใช้เงินจากวงเงินค้ำประกันการออกตราสารกู้ยืมเงินของสถาบันการเงินจำนวน 400,000 ล้านยูโรที่เคยประกาศไว้เมื่อเดือนตุลาคม 2008 มาดำเนินการ (30 มกราคม 2009)
- Moody's เตือนอาจปรับลดความน่าเชื่อถือ (credit rating) ของประเทศไอร์แลนด์ที่ปัจจุบันอยู่ในระดับ Triple A ลงเป็นมีแนวโน้มลดลง (negative outlook) ซึ่งถ้าถูกปรับลดจริงจะถือเป็นประเทศแรกในกลุ่มประเทศตะวันตกที่ถูกปรับลดความน่าเชื่อถือลง สาเหตุหลักมาจากปัญหาภาวะเศรษฐกิจถดถอยและราคาอสังหาริมทรัพย์ลดลงรุนแรง หนี้สินภาคครัวเรือนที่สูงขึ้น อย่างไรก็ดี ฐานะการคลังแม้จะแย่ลงจากการแทรกแซงเพื่อรักษาเสถียรภาพของระบบการเงินแต่ก็ยังถือว่าอยู่ในสถานะที่ดีเนื่องจากในช่วงที่เศรษฐกิจดีรัฐบาลมีฐานะการคลังเกินดุล ก่อนหน้านี้เมื่อช่วงต้นเดือน Standard & Poor's ได้ลดอันดับความน่าเชื่อถือของสเปน ปอร์ตุเกส อิตาลี และกรีซ ลงเนื่องจากฐานะหนี้ภาครัฐเพิ่มสูงขึ้น รวมทั้งเตือนว่าอาจจะลดความน่าเชื่อถือของไอร์แลนด์ลง (30 มกราคม 2009)
ที่มา : Macroeconomic Analysis Group : Fiscal Policy Office
Tel 02-273-9020 Ext 3665 : www.fpo.go.th