ภาวะเศรษฐกิจสหราชอาณาจักร มกราคม 2552

ข่าวเศรษฐกิจ Thursday February 5, 2009 14:04 —กระทรวงการคลัง

ภาพรวมเศรษษฐกิจ ( มกราคม 2552 )

เศรษฐกิจอังกฤษเข้าสู่ภาวะถดถอยหลังง GDP ไตรมาสที่ 4 ขยายตัวติดลบเป็นไตรมาสที่สองติดต่อกันอีกร้อยละ 1.5 โดย GDP ปี 2008 โตเพียงร้อยละ 0.7

ประมาณการเบื้องต้น (Preliminnary estimatte) ของผลผลิตมวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของประจำไตรมาสที่ 4 ของปี 2008 พบว่าเศรษฐกิจขยายตัวติดลบร้อยละ 1.5 จากไตรมาสก่อนหน้า (ไตรมาสก่อนหน้าขยายตัวติดลบร้อยละ 0.6) และขยายตัวติดลบอัตราร้อยละ 1.8 เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีที่แล้ว (เทียบกับที่ขยายตัวร้อยละ 00.3 ในไตรมาสที่แล้ว) ส่งผลให้ในทางเทคนิคแล้วเศรษฐกิจเข้าสู่ภาวะถดถอย (recession) เมื่อ GDP ขยายตัวติดลบติดต่อกัน 2 ไตรมาส ซึ่งการที่เศรษฐกิจในไตรมาสนี้หดตัวติดลบจากไตรมาสที่แล้วเกิดจากการหดตัวของทุกภาคเศรษฐกิจ ยกเว้นภาคการเกษตรที่แทบไม่ขยายตัวเลย

  • ภาคบริการขยายตัวติดลบถึงงร้อยละ 1.0 จจากไตรมาสก่อนหน้า (ติดดลบร้อยละ 00.7 เมื่อเทียบกับไตรมาสสเดียวกันของงปีที่แล้ว) โดดยภาคที่มีอัตราการหดตัวมากที่สุดมาจจากธุรกิจหมวดการค้าส่ง โรงแรม และภัตตาคาร ที่หดตัววลงถึงร้อยละ 2.4 รองลงมาได้แก่ธุรกิจบริการในภาคการคมนนาคมขนส่ง สื่อสาร และการเก็บรักษาสินค้าที่หดตัวลงร้อยละ 22.0 (ส่วนใหญญ่เป็นผลจากการหดตัวของการขนส่งทางบกและธุรกิจที่สนับสนุนการขนส่ง) หมวดบริการธุรกิจและการเงินที่หดตัวลงร้อยละ 0.5 รวมทั้งบริการของภาครัฐและบริการอื่นก็หดตัวลงร้อยลละ 0.5 เช่นกัน (ภาคบริการมีสัดสส่วนต่อ GDP ร้อยละ 75)
  • ภาคอุตสาหกรรมมและการผลิตหดตัวร้อยลละ 3.9 จากไตรมาสก่อนหน้า (แต่หดตัวถึงร้อยละ 6.7 เมื่อเทียบบกับไตรมาสเดียวกันของปีที่แล้ว) (ภาคอุตสาหกรรรมและการผลิตมีสัดส่วนตต่อ GDP ร้อยละ 18)
  • ภาคการก่อสร้างในไตรมาสน้นี้หดตัวร้อยละ 1.1 (หดตัววลงร้อยละ 0..8 เมื่อเทียบกกับไตรมาสสเดียวกันของงปีที่แล้ว) (ภาคการก่อสร้างมีสัดส่วนตต่อ GDP ประมาณร้อยละ 6)
  • ภาคการเกษตรในไตรมาสนี้ขยายตัวเพียงร้อยละ 0.1 จากไตรมาสที่แล้ว (แต่ขยายตัวร้อยละ 0.4 เมื่อเทียบกับไตรมมาสเดียวกันของปีที่แล้ว) (ภาคการเกษตรมีสัดส่วนต่อ GDP ประมาณร้อยละ 1)

การที่เศรษฐกิจของอังกฤษหดตตัวลงค่อนข้างเร็วในช่วง 22 ไตรมาสสุดท้ายของปีส่งผลให้อัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจในปี 2008 อยู่ที่ระดับเพียงร้อยละ 0.7 เมื่อเปรียบเทียบกับปีที่แล้วที่เศรษฐกิจเติบโตไได้ดีถึงร้อยละ 3.0 ซึ่งเป็นผลมาจากการหดตัวของภาคอุตสาหกกรรมที่ขยายตัวติดลบร้อยละ 2.5 ขณะที่ภาคการก่อสร้างและภาคบริการและการเงินแม้จะยังคงมีการขยายตัวแต่ก็ชะลอตัวลงจากปีที่แล้วค่อนข้างมากโดยมีการขยายตัววร้อยละ 1.5 และ 1.4 ตามลำดับ ซึ่งอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่ร้อยละ 0.7 ต่ำกว่าที่รัฐบาลได้เคยทบทวนประมาณการไว้เมื่อคราวแถลงนโยบาย Pre-buudget Reportt 2008 เมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา ที่เชื่อว่าเศรษฐกิจของปี 2008 จะขยายตัวเพียงร้อยละ 0.75 จากที่เคยประมาณการไว้เดิมเมื่อตอนต้นปีว่าจะขยายตัวระหว่างร้อยละ 22.75 - 3.25 สสำหรับในปี 2009 กระทรวงการคลังประมาณการเศรษฐกิจว่าเศรษฐกิจจะหดตัวติดลบระหว่างร้อยละ 0.75 ถึงร้อยละ 1.25 ขณะที่กองทุนนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ได้ปรับประมาณการล่าสุดว่าจะติดลบถึงร้อยละ 22.8 จากเดิมที่ประมาณการว่าจะติดลบเพียงร้อยละ 1.3

ดัชนีชี้วัดการผลิตภาคอุตสาหกรรมเดือนพฤศจิกายนหดตัวลงอีกร้อยละ 2.7

ดัชนีชี้วัดการผผลิตภาคอุตสสาหกรรม (Industrial Production Index: IPI) ในเดือนพฤศศจิกายนยังปรับตัวลดลงออีก 2.2 จุดจากเดือนก่อนหน้ามาอยู่ที่ระดับ 94.2 จุด และหากพิจารณาจากค่าเฉลี่ยของดัชนีช่วง 3 แดือน (กันยายน-พฤศจิกายน) พบว่าลดลงจากค่าเฉลี่ยของช่วง 3 เดือนก่อนหน้า (มิถุนายน-สิงหาคม) ถึงร้อยละ 2.7 เทียบกับที่ลดลงร้อยละ 1.3 ในช่วง 3 เดือนก่อนหน้า บ่งชี้ว่าผลผผลิตภาคอุตสาหกรรมหดตัวลงเร็วขขึ้นและสะท้อนถึงความเป็นไปได้ที่ GDP ในไตรมาสที่ 4 ของปีที่แล้วน่าจะหดตัวลงแรงเช่นกัน และนับเป็นเดือนที่ 11 ติดต่อกันแล้วที่ดัชนีปรับตัวลดลง โดยดัชนีการผลิตภาคอุตสาหกรรมในสาขาสินค้าอุตสาหกรรม (Manufacturing)) ซึ่งมีน้ำหนักกร้อยละ 79 ลดลงแรงถึงร้อยละ 3.3 จากช่วง 3 เดือนก่อนหน้า ดัชนีผลผลิตด้านพลังงงานไฟฟ้า น้ำ และ ก๊าซ ซึ่งมีน้ำหหนัก ร้อยละ 9 ลดลงถึงร้อยละ 1.1 ขณะที่ดัชนีผลผลิตภาคเหมืองแร่ ทรัพยากร ธรรมชาติ และน้ำมัน ซึ่งมีน้ำหนักร้อยละ 12 กลับมีการขยายตัวในเดือนนี้ร้อยละ 1.2 เทียบกับที่หดตัวร้อยละ 0.6 ในเดือนก่อนหน้า

ทั้งนี้ หากพิจารณาดัชนีการผลิตตามระดับขั้นของผลผลิตพบว่าค่าเฉลี่ย 3 เดือนของดัชนีผลผลิตสินค้าขั้นกลางและพลังงาน (Intermediate goods and energy) ซึ่งมีน้ำหนักร้อยละ 48 ลดลงจากรอบ 3 เดือนก่อนหน้าร้อยละ 2.9 ดัชนีผลผลลิตสินค้าเพื่อการบริโภคที่ไม่คงทน (Consumer nonn-durable) ซึ่งมีน้ำหนักร้อยละ 27 ลดลงร้อยละ 1.5 และสินค้าทุน (Capital goods) ซึ่งมีน้ำหนักร้อยละ 21 ในเดือนนี้ยังคงลดลงค่อนแรงต่อเนื่องถึงร้อยละ 3.6 จากรอบ 3 เดือนก่อนหน้า และดัชนีสินค้าเพื่อการบริโภคที่คงทน (Consumer durable) ซึ่งมีน้ำหนักร้อยละ 3.6 ลดลงแรงถึงร้อยละ 4.5

อัตราเงินเฟ้อ : CPI เดือนธันวาคมลดลงเป็นเดือนที่สามเหลือร้อยละ 3.1

ดัชนีราคาผู้บรริโภค (CPI) ในเดือนธันวาคมปรับตัวลดลงต่อเนื่องเหลือร้อยละ 3.1 นับแป็นเดือนที่สามที่อัตราเงินนเฟ้อลดลงหลังจากที่ขึ้นไไปทำสถิติสูงสสุดร้อยละ 5.2 เมื่อเดือนกกันยายน โดยสาเหตุหลักที่ทำให้อัตราเงินเฟ้อในเดือนนี้เพิ่มขึ้นจากเดือนเดียวกันของปีที่แล้วมาจากหมวดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และยาสูบที่เร่งตัวขึ้นในเดือนนี้ร้อยละ 4.4 จากร้อยละ 4.0 ในเดือนที่แล้ว ขณะที่หมวดอื่นๆ แม้จะเพิ่มขึ้นแต่ก็เพิ่มในอัตราที่ชะลอตัวลง เช่น หมวดขนส่งคมนาคมที่เพิ่มขึ้นในอัตราที่ชะลอตัวลงมากเหลือแพียงร้อยละ 0.1 เทียบกับร้อยละ 1.3 ในเดือนที่แล้วซึ่งเป็นผลมาจากการลดลงของราคาน้ำมันและผลิตภัณฑ์น้ำมันในเดือนนี้เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีที่แล้วที่ราคาปรับเพิ่มขึ้น หมวดค่าใช้จ่ายประจำในครัวเรือน ค่าแก๊สและไฟฟ้าที่เพิ่มในอัตราที่ชะลอลงเหลือร้อยละ 14.3 เทียบกับร้อยละ 14.8 ในเดือนที่แล้ว หมวดค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการดูแลรักษาและตกแต่งบ้านเพิ่มขึ้นเพียยงร้อยละ 0.8 รวมถถึงหมวดภัตตาคารและโรงแรมที่เพิ่มในอัตราที่ชะลอลงเหลือร้อยละ 3.6 สำหรับหมวดสินค้าที่มีระดับราคาลดลงเมื่อเทียบกกับปีที่แล้วยังคงได้แก่หมวดเครื่องนุ่งห่มและรองเท้าที่มีระดับราคาลดลงถึงร้อยละ 10.3 หมวดสื่อสสารที่ลดลงร้อยละ 3.4 และหมวดสันธนาการและวัฒนธรรมที่ลดลงร้อยละ 1.2 ทั้งนี้ การที่เงินเฟ้อในเดือนธันวาคมชะลอตัวลงส่วนหนึ่งได้รับผลดีจากมาตรการปรับลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มม (VAT) ลงจากร้อยละ 17.5 เหลือร้อยละ 15.0 นับจากเดือนธันวาคม 2008

ทางด้านดัชนี (Retail Price Index: RPI) ในเดือนนี้ลดลงค่อนข้างเร็วต่อเนื่องจากเดือนที่แล้วเหลือเพียงร้อยละ 0.9 จากร้อยละ 3.0 ในเดือนที่แล้ว โดยปัจจัยที่ส่งผลต่อการเพิ่มขึ้นของเงินเฟ้อในเดือนนี้มาจากราคาสินค้าหมวดเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์และยาสูบที่เร่งตัวขึ้นเป็นร้อยละ 4.6 เทียบกับร้อยละ 4.5 ในเดือนที่แล้ว และราคาสินค้าหมวดอาหารและภัตตาคารที่ชะลอตัวลงในดือนนี้เหลือร้อยละ 8.4 เทียบกับร้อยละ 8.8 ในเดือนที่แล้ว ขณะที่ราคาสินค้าหมวดอื่นๆ ที่เหลือมีราคาลดลงจากปีที่แล้วทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นหมวดที่อยู่อาศัยและรายจ่ายในครัวเรือนที่ลงลงจากปีที่แล้วร้อยละ 0.1 เทียบกับที่เพิ่มขึ้นในเดือนที่แล้วร้อยละ 3.4 เนื่องจากการผลของการลดลงของราคาน้ำมันและภาษี VAT ขณะที่หมวดท่องเที่ยวและการหย่อนใจก็มีราคาลดลจากปีที่แล้วเช่นกันร้อยละ 2.0 เทียบกับที่ลดลงร้อยละ 0.6 ในเดือนที่แล้ว

อัตราการว่างงาน : เดือนพฤศจิกายนขยับขึ้นต่อเนื่องเป็นร้อยละ 6.1

ในรอบ 3 เดือนสิ้นสุดเดือนพฤศจิกายน (กันยายน-พฤศจิกายน) ทั้งจำนวนผู้มีงานทำและอัตราการจ้างงานต่างก็ลดลง กล่าวคือ จำนวนผู้มีงานทำ (employment level) มีจำนวน 29.393 ล้านคน ลดลงถึง 26,000 คนจากรอบ 3 เดือนก่อนหน้า (มิถุนายน-สิงหาคม) หรือลดลงร้อยละ 0.1 แต่จำนวนผู้มีงานทำยังคงเพิ่มขึ้นเล็กน้อย 25,000 คน หรือเพิ่มขึ้นเพียงร้อยละ 0.1 จากไตรมาสเดียวกันของปีที่แล้ว ส่งผลให้ในเดือนนี้อัตราการมีงานทำลดลงเหลือร้อยละ 74.2 ของผู้ที่อยู่ในวัยทำงานทั้งหมด (working age employment rate) หรือลดลงจากไตรมาสก่อนหน้า 0.2 จุด

ทางด้านจำนวนผู้ว่างงานและอัตราการว่างงานในรอบสามเดือนจนถึงเดือนพฤศจิกายนต่างก็เพิ่มขึ้น โดยมียอดผู้ว่างงานเฉลี่ย 1.923 ล้านคน เพิ่มขึ้น131,000 คนจากรอบไตรมาสก่อนหน้า หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 7.3 และเพิ่มขึ้น 290,000 คนจากไตรมาสเดียวกันของปีที่แล้ว หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 17.8 ส่งผลให้อัตราการว่างงานเฉลี่ยในรอบไตรมาสนี้เพิ่มขึ้นแตะระดับร้อยละ 6.1 เทียบกับร้อยละ 5.7 ในไตรมาสก่อนหน้า นับเป็นเดือนที่สามติดต่อกันที่จำนวนผู้ว่างงานอยู่เหนือระดับ 1.8 ล้านคน และนับเป็นครั้งแรกที่อัตราการว่างงานกลับขึ้นมาสู่ระดับร้อยละ 6.0 นับจากเดือนมิถุนายน 1999 ทั้งนี้ นักเศรษฐศาสตร์ประมาณว่าจำนวนผู้ว่างงานอาจจะพุ่งสูงสุดถึงระดับ 2.7 ล้านคนในปี 2010

สำหรับดัชนีชี้ววัดรายได้เฉลี่ยของแรงงานนไม่รวมเงินโโบนัส (GB aaverage earnnings indeex: AEI) ในรรอบไตรมาสสิ้นสุดเดือนพฤศจิกายนเพิ่มขึ้นร้อยละ 3.6 จากปีที่แล้ว (ไม่เปลี่ยนแปลงจากไตรมาสก่อนนหน้า) ขณะทที่ดัชนีที่รวมรรายได้จากโบนัสเพิ่มขึ้นร้อยละ 3.1 จากปีที่แล้ว (ลดลงร้อยละ 0.2 จากไตรมาสก่อนหน้า)

ปริมาณเงินและสินเชื่อ : เดือนธันวาคม M4 ยังขยายตัวสูง แต่สินเชื่อชะลอตัว

ปริมาณเงินตามความหมายยกว้าง (M4) ในเดือนธันววาคมเพิ่มขึ้น 33 พันล้านปอนด์ หรืออเพิ่มขึ้นร้อยลละ 16.6 จากเดือนเดียวกันของปีที่แล้วว เพิ่มจากร้ออยละ 16.3 เดดือนก่อนหน้า ขณะที่ปริมมาณสินเชื่ออย่างกว้าง (MM4 lending) ใในเดือนธันวาคมเพิ่มขึ้นเพพียง 6.1 พันนล้านปอนด์ หหรือเพิ่มมขึ้นร้อยละ 12.6 ชะลอลงเล็กน้อยจากเดือนที่แล้วทที่เพิ่มขึ้นร้อยละ 13.5 ซึ่งโโดยรวมแล้วกการขยายตัวของปริมมาณเงินและสสินเชื่อตามความหมายกวว้างยังคงขยายตัวในระดับบสูง

อย่างไรก็ดี หากวิเคราะห์ลงในรายละเอียดของการปปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงินไปสู่ภาคเศรษฐกกิจ (sectoral analysis) พบว่ามีการชะลอตัวลงอย่างเห็นได้ชัด โดยสินเชื่อที่ให้แก่ภาคคธุรกิจ (M4 lending to private non-financial corporations) มียอดคงค้าง 494,483 ล้านปอนด์ ขยายตัวจากเดือนธันวาคมขอองปีที่แล้วเพียงร้อยละ 3.6 เทียบกับเดือนที่แล้วที่ขยายตัวร้อยละ 5.0 ขณะที่สินเชื่อที่ให้แก่ภาคครัวเรือน (M4 lending to household sector) มียอดคงค้าง 952,226 ล้านปอนด์ คิดเป็นอัตราการขยายตัวติดลบถึงร้อยละ 3.7 จากปีที่แล้ว เมื่อเทียบกับเดือนก่อนที่ติดลบเพียงร้อยละ 0.4

อัตราดอกเบี้ยและอัตราแลกเปลี่ยน

อัตราดอกเบี้ย : Bank of England ลดอัตราดอกเบี้ยลงอีกร้อยละ 0.5 เหลือร้อยละ 1.5 ต่ำสุดเป็นปประวัติการณ์ในรอบ 315 ปี

เมื่อวันที่ 8 มกราคม คณะกรรมการนโยยบายการเงิน (MPC) ของงธนาคารกลางอังกฤษ มีมติ 8:1 ให้ลดอัตราดอกเบี้ย Bank rate ลงอีกร้อยละ 0.50 เหลือร้อยละ 1.50 ถือว่าเป็นอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำที่สุดนับตั้งแต่มีการก่อตั้ง Bank of England ในปี 1694 หรือ 315 ปีมาแล้ว โดยหนึ่งในคณะกรรมการเห็นว่าควรจะลดในอัตราร้อยละ 1.0 ซึ่งคณะกรรมการได้ให้เหตุผลของการลดอัตราดอกเบี้ยลงแรงในครั้งนี้วว่าการดำเนินนโยบายการรเงินและการรคลังแบบผ่อนคลายในช่วงที่ผ่านมา รวมถึงการอ่อนค่าของเงินนปอนด์และแนวโน้มอัตราเงินเฟ้อที่ยังชะลอลงถือเป็นเป็นแนวทางช่วยยกระตุ้นกิจกรรมทางเศรษษฐกิจที่กำลังถดถอย แต่โอกาสที่อัตราเงินเฟ้อจะลดดลงจนต่ำกว่าร้อยละ 2 มากเกินไปป (undershoot) ณ ระดับอัตราดอกเบี้ยที่เป็นอยู่ยังมีอยู่สูง คณะกรรมการจึงเห็นควรลดอัตราดอกเบี้ยลงอีกแต่ยังไม่ควรลดลงมากจนเกินไปเนื่องจากต้องรรอพิจารณาผลลลัพธ์ของนโยบายประกออบด้วย เสียงส่วนใหญ่เห็นควรปรับลดลงร้อยละ 0.50 โดยการประชุมครั้งต่อไปจะมีขึ้นในวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2009

ในเดือนธันวาคมอัตราดอกเบี้ยเงินกู้เพื่ออที่อยู่อาศัยชนิดลอยตัว (flexible rate) อยู่ที่ระดับร้อยละ 5.38 ลดลง 94 basis pointss จากเดือนพฤศจิกายนตามการลดลงของ Bank raate ของธนาคารกลางอังกกฤษ ขณะที่ออัตราดอกเบี้ยเงินกู้เพื่อที่อยู่อาศัยชนิดดที่อิงอัตราดอกเบี้ยพื้นฐาน (basse rate trackker mortgage) อยู่ที่ระดับร้อยละ 4.92 ลดลง 86 basis points จากเดือนที่แล้วอย่างไรก็ดี ส่วนต่างระหว่างอัตราดออกเบี้ยเงินกู้เพพื่อที่อยู่อาศัยทั้งปรระเภท flexible rate และ tracker rate กับอัตราดอกเบบี้ยนโยบาย (bank rate) กลับถ่างกว้างขึ้นเป็นร้อยละ 3.24 และ 2.78 ตามลำดับ ซึ่งสะท้อนถึงการที่สถาบันการเงินยังลังเลที่จะส่งผ่านการลดอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางให้กับลูกค้าเงินกู้ทั้งจำนวนเนื่องจากความเสี่ยงจากการปล่อยสินเชื่อยังคงอยู่ในระดับสูง ประกอบกับต้นทุนทางการเงินของธนาคารจะอิงอัตราดอกเบี้ยยเงินกู้ยืมระหว่างธนาคาร (interbank rate) เป็นหลักมากกว่า bank rate

สำหรับโครงสร้างอัตราผลตตอบแทนเฉลี่ย (average yield curve) ประจำเดือนมกราคมพบว่าอัตราผลตอบแทนระยะสั้นอายุต่ำกว่า 1 ปีมีการปรับลดดลงระหว่าง 32-54 basis points ต่อเนื่องจากเดือนนก่อนหน้า ขณะที่อัตราผผลตอบแทนระยะยาวอายุ 5 ปีปรับลดลง 24 basis points ขณะที่อายุ 10 ปีและ 20 ปีปรับเพิ่มขึ้นเล็กน้อยรระหว่าง 5-12 basis points ซึ่งโดยรวมแล้วโครงสร้างของอัตราผลตอบแทนสะท้อนการลดลงของอัตราดอกเบี้ยนโยบายของ Bank of England ที่ในช่วง 4 เดือนที่ผ่านมามีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงถึงร้อยละ 3.50

อัตราแลกเปลี่ยน : เงินปอนด์ยังคงอ่อนค่าลงกับเงินทุกสกุลเป็นเดือนที่ 6

เงินปอนด์เมื่อแทียบกับเงินดดอลลาร์ สรอ. ในเดือนนี้แม้จะเคลื่อนไหวค่อนข้างผันผวนแต่เงินปอนด์ก็ยังคงมีทิศทางที่อ่อนค่าลงตต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 6 ติดต่อกัน โดยในช่วงสัปดาห์แรกเงินปอนด์มีทิศทางทที่แข็งค่าขึ้นกับเงินทุกสกุลเมื่อ Bank of England ปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงร้อยละ 0.5 ต่ำกว่าที่ตลาดคาดการณ์ขณะเดียวกัน แรงกดดันเกี่ยวกับลดอัตราดอกเบี้ยกลับไปอยู่ที่ ECB หลังจากที่ดัชนีชี้วัดเศรษฐกิจบ่งชี้ว่าเศรษฐกิจของพื้นที่ยูโรอาจเสี่ยงต่อการเกิดภาวะเงินฝีด (defflation) ได้ไม่ว่าจะเป็นอัตราเงินเฟ้อประจำเดือนธันวาคมของพื้นที่ยูโรที่ลดลงอย่างรวดเร็วเหลือเพียงร้อยละ 1.6 ซึ่งเป็นระดับับต่ำสุดนับจากเดือนพฤศจิกายน 1999 รวมทั้งอัตราการว่างงานของเยอรมันก็ปรับเพิ่มขึ้นเป็นครั้งงแรกในรอบเกือบ 3 ปี โดยเงินปอนด์มีระดับปิดสูงสุดของเดือนที่ระดับ 1.5231 $/ปอนด์ อย่างไรก็ดี เงินปอนด์เริ่มอ่อนค่าลงหลังจากนั้นเนื่อองจากนักลงทุนเริ่มขายเงินปอนด์เพื่อทำกำไรหลังจากเมื่อสถาบันวิจัยเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติปประมาณการว่า GDP ประจำไตรมาสที่ 4 จะติดลบถึงร้อยละ 1.5 และในช่วงกลางเดือนเงินกลับอ่อนค่าลงอีกครั้งหลังจากรัฐบาลประกาศมาตรการฟื้นฟูภาคการเงินรอบที่ 2 โดยจะดำเนินการค้ำประกันนการขาดทุนในทรัพย์สินของสถาบันการเงิน (asset protection scheme) รวมถึงการแปลงหุ้นบุริมสิทธิ์ที่ถืออยู่ในธนาคาร RBS เป็นหุ้นสามัญ เป็นต้น ทำให้ตลาดมองว่าปัญหาในระบบการเงินและภาวะเศรษฐกิจของอังกฤษอาจจะแย่กว่าที่เป็นนอยู่ รวมถึงกกังวลถึงผลกระทบจะมีต่อฐานะทางการคลังจากการออกมาตรการดังกล่าว จึงมีการเทขายหุ้นสถาบันการเงิน ขณะเดียวกันก็มีการขายเงินปอนด์ออกส่งผลให้เงินปอนด์อ่อนค่าลงค่อนข้างมากโดยลงไปทำสถิติต่ำสุดในรอบ 23 ปีที่ระดับ 1.35 $/ปอนด์ อย่างไรก็ดี ในช่วงสัปดาห์สุดท้ายของเดือนเงินปอนด์เริ่มกกระเตื้องกลับขึ้นมาอยู่เหนือระดับ 1.40 $/ปอนด์ ได้อีกครั้งหลังจากที่ธนาคาร Barclays ประกาศว่าผลประกอบการจะดีกว่าที่ตลาดคาดไว้ ขณะเดียวกันการที่นาย George Soros ออกมาเปิดเผยว่าเขาหยุดเก็งกำไรเงินปอนด์ไปแล้วหลังจากที่เงินปอนด์อ่อนค่าลงไปแตะระดับ 1.40 $/ปอนด์ ก็ส่งผลดีต่อค่าเงินปอนด์ให้กระเตื้องขึ้น โดยเงินปอนด์ปิดตลาดวันสุดท้ายของเดือนที่ระดับ 1.4417 $/ปอนด์ ทำให้ค่าเฉลี่ยของเงินปอนด์ในเดือนนี้อ่อนค่าลงจากเดือนที่แล้วอีกร้อยละ 2.7 และอ่อนค่าลงอยู่ร้อยละ 26.6 ในรอบ 12 เดือนที่ผ่านมา

เงินปอนด์เมื่อแทียบกับยูโรในเดือนนี้อ่อนค่าลงเล็กน้อยเป็นเดือนที่ 3 หลังจากที่อ่อนค่าลงแรงถึงร้อยละ 8.3 ในเดือนที่แล้วโดยเงินปอนด์มีระดับปิดตลาดวันแรกที่ระดับ 1.0407 ยูโร/ปอนด์จากนั้นก็แข็งค่าขึ้นตลอดช่วงสัปดาห์แรกต่อต้นสัปดาหห์ที่สองจนขึ้นมามีระดับปิดสูงสุดของเดือนที่ระดับ 1.1274 ยูโร/ปอนด์ หลังจากที่แคยอ่อนค่าสุดดเป็นประวัติกการณ์ที่ระดับบ 1.02 ยูโร/ปอนด์ เมื่อปลายเดืออนที่แล้วแม้อังกฤษจะมีการปรรับลดอัตราดอกเบี้ยลงแต่ตลาดเริ่มกลับไปให้ความสำคัญกับการลดอัตราดอกเบี้ยของ ECB แทนหลังจากที่ตัวเลขเศรษฐกิจของพื้นที่ยูโรเริ่ม ส่งสัญญาณของภาวะเศรษฐกิจถดดถอย อย่างไรก็ดี ปอนด์ไม่สามารถรักษาระดับเหนือ 1.10 ยูโร/ปอนด์ ได้นานโดยในช่วงกลางเดือนเงินปอนนด์อ่อนค่าลงมา เคลื่อนไหวในระดับ 1.06 ยูโร/ปอนด์ เมื่อเงินปอนด์ไดด้รับผลกกระทบจากการลดลงของราคาหุ้นภาคการเงินหลังจากที่รัฐบาลประกาศมาตตรการฟื้นฟูภาคการเงินรอบที่ 2 แต่ในช่วงท้ายของเดือนเงินปอนด์เริ่มมกระเตื้องขึ้นอีกครั้งจากการดีดกลับของราคาหุ้นภาคการเงินโดยเงินปอนด์สามารถกลับมายืนเหนือระดับ 1.10 ยูโร/ปอนด์ ได้อีกครั้งและปิดตลาดวันสุดท้ายของเดือนที่ระดับ 1.1250ยูโร/ปอนด์ ส่งผลให้ค่าเฉลี่ยของเงินปอนด์ในเดือนนี้ออ่อนค่าลงร้อยละ 1.1 และอ่อนค่าลงร้ออยละ 18.4 ในรอบ 12 เดือนที่ผ่านมา

เมื่อเทียบกับเงินบาทแล้ว เงินปอนด์ในแดือนนี้ยังคงออ่อนค่ากับเงินบาทต่อเนื่องเป็นเดือนที่หกติดต่อกัน โดยเงินปอนด์มีระดับปิดตลาดวันแรกของเดือนที่ระดับ 50.4235 Baht/ปอนด์ และกระเตื้องขึ้นเล็กน้อยในสัปดาห์แรกโดยมีระดับปิดสูงสุดของเดือนที่ระดับ 53.08 Baht/ปอนด์ แต่หหลังจากนั้นเงินปอนด์ก็เรริ่มทยอยอ่อนนค่าลงโดยลำดับจนลงมามมีระดับปิดต่ำสสุดของเดือนทที่ระดับ 47.715 Baht/ปอนด์ เมื่อวันที่ 23 มกรราคม ก่อนที่จะกระเตื้องขขึ้นในช่วงท้ายยของเดือนแลละสามารถกลลับมาปิดเหนนือระดับ 50 Baht/ปอนด์ ได้อีกครั้งโดยปิดตลาดวันสุดท้ายของเดือนที่ระดับ 50.4235 Baht/ปอนด์ ซึ่งเป็นระดับใกล้เคียงกับระดับปิดของเดือนที่แล้ว โดยค่าเฉลี่ยของเงินปอนด์ในเดือนนี้อ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับเงินบาทอีกร้อยละ 3.1 แต่เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีที่แล้วเงินปอนด์อ่อนค่าอยู่ร้อยลละ 15.9

ดุลงบประมาณ: เดือนธันวาคมรัฐบาลขาดดุล 14.9 พันล้านปอนด์เพิ่มขึ้นเท่าตัว

ณ สิ้นเดือนธันวาคมซึ่งเป็นเดือนที่เก้าของปีงบประมาณปัจจุบัน (2008/09) รัฐบาลมีดุลงบรายจ่ายประจำ (currennt budget) ขาดดุลจำนวน 11.4 พันล้านปอนด์ (เทียบกับที่ขาดดุลเพียง 4.0 พันล้านปอนด์ในเดือนธันวาคมของปีที่แล้ว) และเมื่อรวมกับในเดือนนี้รัฐบาลมียอดลงทุนสุทธิจำนวน 3.5 พันล้านปอนด์ จึงงทำให้ฐานะดุลงบประมาณโดยรรวมในเดือนนนี้มียอดขาดดดุลสุทธิเป็นจำนวนทั้งสิ้น 14.9 พันล้านปอนด์ (เทียบกับที่ขาดดุล 7.4 พันล้านปอนด์เมื่อปีที่แล้ว) โดยในส่วนของรัฐบาลกลาง (central government account) สามารถจัดเก็บรายได้ในเดือนนี้จำนวน 37.5 พันล้านปอนด์ (ลดลงร้อยละ 5.5 จากปีที่แล้ว) ขณะที่งบรายจ่ายประจำและงบลงทุนของรัฐบาลกลางมียอดรรวม 49.4 พันล้านปอนด์ (เพิ่มขึ้นร้อยละ 5.4 จากปีที่แล้ว) ทำให้รัฐบาลกลางมีฐานะขาดดุลงบประมาณเป็นจำนวน 11.9 พันล้านปอนด์ (เทียบกับปีที่แล้วที่มีฐานะขาดดุลเพียง 7.2 พันล้านปอนด์)

ทั้งนี้ ในช่วง 9 เดือนแรกของปีงบประมาณ รัฐบาลมมียอดขาดดุลงงบประมาณสะสมเป็นจำนวน 71.9 พันล้านปอนด์ เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีที่แล้วถึงร้อยละ 85.4 หรือคิดเป็นการขาดดุลร้อยลละ 79.3 ของประมาณการขาดดุลทั้งสิ้นในปีงบประมาณปัจจุบันที่คาดดว่าจะมีจำนวนทั้งสิ้น 77.6 พันล้านปอนด์ หรือเท่ากับร้อยละ 5.3 ของ GDP

Debt/GDP : เดือนธันวาคมพุ่งสู่ระดับร้อยละ 47.5

ณ สิ้นเดือนธันนวาคม ยอดคงค้างหนี้สาธารณะอยู่ที่ระดับ 697.5 พันล้านปอนด์ หรือเท่ากับร้อยละ 47.5 ของ GDP (เทียบกับร้อยละ 44.2 ในเดือนที่แล้ว) เนื่องจากในเดือนี้รัฐบาลจัดเก็บรายได้ลดลงถึงงร้อยละ 5.5 ขขณะที่รายจ่ายกลับเพิ่มขึ้นร้ออยละ 5.4 จึงทำให้มีการขาดดุลงบประมาณสูงถึง 11.9 พันล้านปอนด์ในเดือนนี้ และส่งผลต่อยอดหนี้สาธารณะปรับตัวสูงขึ้นดังกล่าว ซึ่งอัตราส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP ขณะนี้อยู่ในระดับที่สูงกว่าประมาณการที่กระทรวงการคลังแถลงไว้ใน Pre-Buddget Report 2008 ที่คาดว่า ณ สิ้นปีงบบประมาณ 2008/09 ว่าจะอยู่ที่ระดับ 602 พันล้านปอนด์หรือเท่ากับร้อยละ 41.2 ของ GDP

ดุลบัญชีเดินสะพัดและดุลการชำระเงิน

ดุลการค้าและบริการ: พฤศจิกายนอังกฤษขาดดุล 4.5 พันล้านปอนด์

เดือนพฤศจิกายน อังกฤษมียอดส่งออกกสินค้าและบริการรวม 33.3 พันล้านปอนด์ (เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วร้อยละ 2.3) แต่มีการนำเข้ารวม 37.8 พันล้านปอนด์ (เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วร้อยละ 3.3) ส่งผลให้มียอดขาดดุลการค้าและ บริการรวม 4.5 พันล้านปอนด์ (ขาดดุลเพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วร้อยละ 11.4) แยกเป็น การขาดดุลการค้าจำนวน 8.3 พันล้านปอนด์ แต่มีการเกินดุลบบริการจำนวน 3.8 พันล้านปอนด์ สำหรับฐานะดุลการค้าและบริการสะสมในช่วง 11 เดือนแรกของปีพบว่า อังกฤษมียอดขาดดุลการค้าและบริการวม 43.6 พันล้านปอนด์ (ขาดดุลเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีที่แล้วร้อยละ 2.7) แยกเป็นการขาดดุลการค้า 86.2 พันล้านปอนด์ (ขาดดุลเพิ่มขึ้นร้อยละ 6.1) แต่เกินดุลบริการ 42.6 พันล้านปอนด์ (เกินดุลเพิ่มขึ้นร้อยละ 9.9)

ทั้งนี้ ในเดือนนี้นีอังกฤษมียอดขาดดุลการค้าสินค้ากับประเทศในกลุ่ม EU (27 ประเทศ) จำนวน 3.0 พันล้านปอนด์ ขาดดุลลดลงร้อยละ 16.0 จากเดือนเดียวกันของปีที่แล้ว ขณะที่มีการขาดดุลกับประเทศนอกกลุ่ม EU จำนวน 5.3 พันล้านปอนด์ ขาดดุลเพิ่มขึ้นร้อยละ 20.4 จากเดือนเดียวกันของปีที่แล้วว

สำหรับการค้ากกับประเทศไททยในเดือนพพฤศจิกายน ออังกฤษส่งออกสินค้าไปประเทศไทยจำนวน 56 ล้านปอนด์ แต่มีการนำเข้าจำนวน 221 ล้านปอนด์ ทำให้ขาดดุลการค้ากับปประเทศไทยจำนวน 165 ล้านปอนด์ ขาดดุลเพิ่มขึ้นจากเดือนเดียวกันของปีที่แล้วถึงร้อยละ 43.5 ทำให้ในช่วง 11 เดือนนแรกของปีอังกฤษมียอดขาดดุลการค้าสะสมกับประเทศไทยรวม 1,503 ล้านปอนด์ เพิ่มขึ้นร้อยละ 19.0 จากช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว หรือเฉลี่ยแล้วอังกฤษขาดดุลการค้ากับประเทศไทยเดือนละ 136.6 ล้านปอนด์

ประเด็นข่าวสำคัญ ๆ ในรอบเดือนที่ผ่านมา
  • ผลสำรวจราคาที่อยู่อาศัยของ Halifax ประจำเดือนธันวาคมพบว่าราคาเฉลี่ยของที่อยู่อาศัยทั่วประเทศลดลงจากเดือนก่อนร้อยละ 2.2 และลดลงร้อยละ 16.2 เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีที่แล้ว นับเป็นเดือนที่ 9 ติดต่อกันที่ราคาที่อยู่อาศัยลดลง และในเดือนนี้ถือเป็นเดือนที่มีอัตราการลดลงที่สูงที่สุดและส่งผลค่าเฉลี่ยของราคาที่อยู่อาศัยกลับไปสู่ระดับเดียวกับเมื่อเดือนสิงหาคม 2004 โดยความต้องการซื้อที่อยู่อาศัยชะลอลงเนื่องจากปัญหาทางด้านรายได้ของภาคครัวเรือนที่ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว ขณะเดียวกัน สถาบันการเงินก็มีความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย (2 มกราคม 2009)
  • นาย Alistair Darling รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเตรียมใช้เวทีการประชุมกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วและกำลังพัฒนา 20 ประเทศ (G20) ที่จะมีขึ้นในเดือนเมษายนที่กรุงลอนดอน ในฐานะที่อังกฤษเป็นประธานการประชุมเพื่อผลักดันให้ประเทศต่างๆ ร่วมมือกันในระดับนานาชาติดำเนินมาตรการเพื่อเอื้อต่อการให้สถาบันการเงินกลับมาปล่อยสินเชี่อเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจอีกครั้ง รวมถึงการผลักดันให้มีระบบกำกับดูแลระหว่างประเทศสำหรับสถาบันการเงินขนาดใหญ่ (6 มกราคม 2009)
  • Bank of England ประกาศลดอัตราดอกเบี้ยลงอีกร้อยละ 0.5 เหลือร้อยละ 1.50 ซึ่งถือเป็นอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำที่สุดในรอบกว่า 315 ปีนับจาก Bank of England ถือกำเนิดในปี 1694 เนื่องจากผลสำรวจบ่งชี้ว่ากิจกรรมทางเศรษฐกิจในไตรมาสที่ 4 ของปี 2008 หดตัวลงต่อเนื่องและจะยังคงหดตัวแรงในไตรมาสแรกของปี 2009 ทั้งการบริโภคและการลงทุน โดยเฉพาะสถาบันการเงินชะลอการปล่อยสินเชื่อในทั้งภาคธุรกิจและสินเชื่อภาคครัวเรือน โดยธนาคารกลางเห็นว่ามีความจำเป็นต้องดำเนินมาตรการเพิ่มการไหลเวียนของสินเชื่อไปสู่ภาคธุรกิจที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน ขณะที่แรงกดดันจากเงินเฟ้อคาดว่าจะลดลงต่อเนื่องและมีความเป็นไปได้ที่เงินเฟ้ออาจจะลดลงมากเกินไปจนต่ำกว่าอัตราเป้าหมายร้อยละ 2.0 ทั้งนี้ ก่อนหน้านี้นาย Mervyn King ผู้ว่าการธนาคารกลางเคยให้ความเห็นว่าอัตราเงินเฟ้อของอังกฤษอาจลดลงต่ำกว่าร้อยละ 1.0 ในปี 2009 (8 มกราคม 2009)
  • นายกรัฐมนตรี Gordon Brown ประกาศมาตรการช่วยเหลือผู้ที่ว่างงานเกินกว่า 6 เดือนวงเงิน 500 ล้านปอนด์ โดยจะจ่ายเงินอุดหนุนให้กับนายจ้างที่รับผู้ว่างงานเกินกว่า 6 เดือนเข้าทำงานและให้การฝึกอบรมจำนวน 2,500 ปอนด์ต่อหนึ่งคนงาน หรือที่เรียกว่า "Employers' Golden Hellos" รวมถึงมาตรการฝึกทักษะและจัดหางานอื่น ๆ (12 มกราคม 2009)
  • Office for National Statistics ประกาศประมาณการเบื้องต้นของอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (GDP growth) ประจำไตรมาส 4 ของปี 2008 ว่าเศรษฐกิจขยายตัวติดลบร้อยละ 1.5 จากไตรมาสก่อนหน้า และติดลบร้อยละ 1.8 เมื่อเทียบกับไตรมาส 4 ของปีที่แล้ว ส่งผลให้ในเบื้องต้นเศรษฐกิจในปี 2008 ขยายตัวเพียงร้อยละ 0.7 เมื่อเทียบกับที่ขยายตัวแข็งแกร่งถึงร้อยละ 3.0 ในปีที่แล้ว (23 มกราคม 2009)
  • รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังมีหนังสือมอบหมายให้ Bank of England ดำเนินการตามมาตรการรับซื้อสินทรัพย์คุณภาพสูงจากเอกชน (Asset Purchase Facility) ตามกรอบที่กระทรวงการคลังกำหนดโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มปริมาณสินเชื่อแก่ภาคธุรกิจ (corporate credit) โดยมาตรการนี้อยู่ภายใต้แผนฟื้นฟูภาคการเงินรอบที่ 2 ที่รัฐบาลแถลงต่อสภาเมื่อวันที่ 19 มกราคม 2009 (29 มกราคม 2009)

ที่มา : Macroeconomic Analysis Group : Fiscal Policy Office

Tel 02-273-9020 Ext 3665 : www.fpo.go.th


เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อตกลงการใช้บริการ รับทราบ