สถานการณ์การผลิตและการตลาดรายสัปดาห์: ข้าว

ข่าวเศรษฐกิจ Tuesday November 12, 2019 15:23 —สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร

สถานการณ์การผลิตและการตลาดรายสัปดาห์ 1-7 พฤศจิกายน 2562

สรุปภาวะการผลิต การตลาด และราคาในประเทศ

1.1 มาตรการสินค้าข้าว

1) แผนการผลิตและการตลาดข้าวครบวงจร ปีการผลิต 2562/63

มติที่ประชุม คณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว (นบข.) ครั้งที่ 1/2562 เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2562 เห็นชอบแผนการผลิตและการตลาดข้าวครบวงจร ปีการผลิต 2562/63 และมติที่ประชุม นบข. ครั้งที่ 2/2562 เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2562 เห็นชอบในหลักการตามแผนการผลิตและการตลาดข้าวครบวงจร ปีการผลิต 2562/63 ตามมติ ที่ประชุมคณะอนุกรรมการกำกับติดตามแผนการผลิตและการตลาดข้าวครบวงจร เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2562

การดำเนินงานประกอบด้วย 5 ช่วง ดังนี้

ช่วงที่ 1 การกำหนดอุปสงค์ อุปทานข้าว ได้กำหนดอุปสงค์ 32.48 ล้านตันข้าวเปลือก อุปทาน 34.16 ล้านตันข้าวเปลือก

ช่วงที่ 2 ช่วงการผลิตข้าว ได้แก่

1.1) การกำหนดพื้นที่เป้าหมายส่งเสริมการปลูกข้าว เป้าหมาย รอบที่ 1 จำนวน 58.99 ล้านไร่

โดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ประกาศพื้นที่เป้าหมายส่งเสริมการปลูกข้าวแล้ว เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2562 และ รอบที่ 2 จำนวน 13.81 ล้านไร่

1.2) การขึ้นทะเบียนเกษตรกรผู้ปลูกข้าว เป้าหมาย รอบที่ 1 จำนวน 4.00 ล้านครัวเรือน และ รอบที่ 2 จำนวน 0.30 ล้านครัวเรือน

1.3) การจัดการปัจจัยการผลิต ได้แก่ โครงการผลิตและกระจายเมล็ดพันธุ์ดี และควบคุมค่าเช่าที่นา

1.4) การปรับปรุงพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ได้แก่ การจัดรูปที่ดินและปรับระดับพื้นที่นา

1.5) การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตข้าว ได้แก่ (1) โครงการระบบส่งเสริมเกษตรแบบแปลงใหญ่(นาแปลงใหญ่) (2) โครงการส่งเสริมการผลิตและการตลาดข้าวพันธุ์ กข43 (3) โครงการส่งเสริมระบบเกษตรแบบแม่นยำสูง (4) โครงการส่งเสริมการผลิตข้าวหอมมะลิคุณภาพชั้นเลิศ (5) โครงการส่งเสริมการผลิตข้าวอินทรีย์ (6) โครงการรักษาระดับปริมาณการผลิตและคุณภาพข้าวหอมมะลิ (7) โครงการปรับเปลี่ยนระบบการผลิตข้าวในพื้นที่ลุ่มต่ำ 13 ทุ่ง(8) โครงการปรับเปลี่ยนพื้นที่ไม่เหมาะสมกับการปลูกข้าวไปเป็นพืชอื่น (Zoning by Agri-Map) (9) โครงการส่งเสริมการปลูกพืชหลากหลาย (10) โครงการปลูกพืชปุ๋ยสด และ (11) โครงการประกันภัยพืชผล

ช่วงที่ 3 ช่วงการเก็บเกี่ยวและหลังเก็บเกี่ยว ได้แก่ (1) โครงการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการรถเกี่ยวนวดข้าว และ (2) โครงการยกระดับมาตรฐานโรงสี กลุ่มเกษตรกร และวิสาหกิจชุมชน เพื่อเพิ่มศักยภาพการเชื่อมโยงตลาดข้าวนาแปลงใหญ่

ช่วงที่ 4 ช่วงการตลาดในประเทศ ได้แก่ (1) โครงการเชื่อมโยงตลาดข้าวอินทรีย์และข้าว GAP ครบวงจร (2) โครงการรณรงค์บริโภคข้าวและผลิตภัณฑ์ข้าวของไทยทั้งตลาดในประเทศ และต่างประเทศ พ.ศ. 2563-2565(3) โครงการประชาสัมพันธ์เพื่อส่งเสริมและสร้างการรับรู้ถึงคุณประโยชน์ของการบริโภคผลผลิตภัณฑ์น้ำนมข้าว(4) โครงการรณรงค์บริโภคข้าวสาร Q และข้าวพันธุ์ กข43 ปีการผลิต 2561/62 (5) โครงการช่วยเหลือค่าเก็บเกี่ยวและปรับปรุงคุณภาพข้าว (6) โครงการสินเชื่อเพื่อรวบรวมข้าวและสร้างมูลค่าเพิ่มโดยสถาบันเกษตรกร (7) โครงการชดเชยดอกเบี้ยให้ผู้ประกอบการในการเก็บสต็อก และ (8) โครงการสินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือก

ช่วงที่ 5 ช่วงการตลาดต่างประเทศ ได้แก่ (1) การจัดหาและเชื่อมโยงตลาดต่างประเทศ (2) การส่งเสริมภาพลักษณ์และประชาสัมพันธ์ข้าว ผลิตภัณฑ์ และนวัตกรรมข้าว (3) การส่งเสริมพัฒนาการค้าสินค้ามาตรฐานและปกป้องคุ้มครองเครื่องหมายการค้า/เครื่องหมายรับรองข้าวหอมมะลิไทย และ (4) การประชาสัมพันธ์การบริโภคข้าวและผลิตภัณฑ์ของไทยทั้งตลาดในประเทศและต่างประเทศ

2) โครงการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าว ปี 2562/63 รอบที่ 1

มติที่ประชุม คณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2562 เห็นชอบในหลักการโครงการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าว ปี 2562/63 รอบที่ 1 ภายในกรอบวงเงินงบประมาณ 21,495.74 ล้านบาท เพื่อป้องกันความเสี่ยงด้านราคาไม่ให้ประสบปัญหาขาดทุน ลดภาระค่าใช้จ่ายของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาราคาข้าว และให้กลไกตลาดทำงานเป็นปกติ โดยดำเนินการในพื้นที่เพาะปลูกข้าวทั่วประเทศ ดังนี้

2.1) ชนิดข้าว ราคา และปริมาณประกันรายได้ (ณ ราคาความชื้นไม่เกิน 15%) โดยชดเชยเป็นจำนวนตันในแต่ละชนิดข้าว ดังนี้

ชนิดข้าว                               ราคาประกันรายได้        ครัวเรือนละไม่เกิน
                                           (บาท/ตัน)                  (ตัน)
ข้าวเปลือกหอมมะลิ                               15,000                    14
ข้าวเปลือกหอมมะลินอกพื้นที่                         14,000                    16
ข้าวเปลือกเจ้า                                  10,000                    30
ข้าวเปลือกหอมปทุมธานี                            11,000                    25
ข้าวเปลือกเหนียว                                12,000                    16

กรณีเกษตรกรเพาะปลูกข้าวมากกว่า 1 ชนิด ได้สิทธิ์ไม่เกินจำนวนขั้นสูงของข้าวแต่ละชนิด เมื่อรวมกันต้องไม่เกินขั้นสูงของชนิดข้าวที่กำหนดไว้สูงสุด และได้สิทธิ์ตามลำดับระยะเวลาที่แจ้งเก็บเกี่ยวข้าวแต่ละชนิด

2.2) เกษตรกรผู้มีสิทธิได้รับการชดเชย เป็นเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนผู้ปลูกข้าวนาปี ปีการผลิต 2562/63 (รอบที่ 1) กับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ปลูกข้าวระหว่างวันที่ 1 เมษายน - 31 ตุลาคม 2562 ยกเว้นภาคใต้ ระหว่างวันที่ 16 มิถุนายน 2562 - 28 กุมภาพันธ์ 2563

2.3) ระยะเวลาที่ใช้สิทธิขอชดเชย เกษตรกรสามารถใช้สิทธิระหว่างวันที่ 15 ตุลาคม 2562 - 28 กุมภาพันธ์ 2563 ยกเว้นภาคใต้ ตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ - 31 พฤษภาคม 2563 โดยสามารถใช้สิทธิได้ตั้งแต่วันที่เก็บเกี่ยวเป็นต้นไป ยกเว้นเกษตรกรที่เก็บเกี่ยวก่อนวันที่กำหนดให้ใช้สิทธิได้ตั้งแต่วันเริ่มโครงการ

2.4) การประกาศราคาเกณฑ์กลางอ้างอิง คณะอนุกรรมการกำกับดูแลและกำหนดเกณฑ์กลางอ้างอิงโครงการฯ จะประกาศราคาเกณฑ์กลางอ้างอิงทุกๆ 15 วัน จนถึงวันสิ้นสุดการใช้สิทธิตามโครงการประกันรายได้ฯ โดยจ่ายเงินครั้งแรก ในวันที่ 15 ตุลาคม 2562 สำหรับเกษตรกรได้รับสิทธิตั้งแต่วันที่เก็บเกี่ยว - 15 ตุลาคม 2562

3) โครงการสนับสนุนต้นทุนการผลิตให้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวนาปี ปีการผลิต 2562/63

มติที่ประชุม คณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2562 เห็นชอบในหลักการโครงการสนับสนุนต้นทุนการผลิตให้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวนาปี ปีการผลิต 2562/63 ภายในกรอบวงเงินงบประมาณ 25,482.06 ล้านบาท เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่เกษตรกร และช่วยลดต้นทุนการผลิต โดยดำเนินการในพื้นที่เพาะปลูกข้าวทั่วประเทศ ดังนี้

3.1) กลุ่มเป้าหมาย เป็นเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนเกษตรกรผู้ปลูกข้าวนาปี ปีการผลิต 2562/63 (รอบที่ 1) ประมาณ 4.31 ล้านครัวเรือน โดยจะได้รับเงินช่วยเหลือไร่ละ 500 บาท ครัวเรือนละไม่เกิน 20 ไร่

3.2) ระยะเวลาจ่ายเงินสนับสนุน ตั้งแต่ 1 สิงหาคม – 31 ธันวาคม 2562 ยกเว้นภาคใต้ ตั้งแต่ 1 สิงหาคม - 30 เมษายน 2563

1.2 ราคา

1) ราคาที่เกษตรกรขายได้ทั้งประเทศ

ข้าวเปลือกเจ้านาปีหอมมะลิ สัปดาห์นี้ เฉลี่ยตันละ 16,182 บาท ราคาลดลงจากตันละ 16,270 บาทในสัปดาห์ก่อนร้อยละ 0.54

ข้าวเปลือกเจ้าความชื้น 15% สัปดาห์นี้ เฉลี่ยตันละ 7,835 บาท ราคาลดลงจากตันละ 7,901 บาทในสัปดาห์ก่อนร้อยละ 0.84

2) ราคาขายส่งในตลาดกรุงเทพฯ

ข้าวหอมมะลิ 100% ชั้น 1 (ใหม่) สัปดาห์นี้ เฉลี่ยตันละ 35,850 บาท ราคาลดลงจากตันละ 36,050 บาทในสัปดาห์ก่อนร้อยละ 0.55

ข้าวขาว 5% (ใหม่) สัปดาห์นี้ เฉลี่ยตันละ 11,350 บาท ราคาทรงตัวเท่ากับสัปดาห์ก่อน

3) ราคาส่งออกเอฟโอบี

ข้าวหอมมะลิไทย 100% (ใหม่) สัปดาห์นี้ เฉลี่ยตันละ 1,215 ดอลลาร์สหรัฐฯ (36,394 บาท/ตัน) ราคาลดลงจากตันละ 1,216 ดอลลาร์สหรัฐฯ (36,418 บาท/ตัน) ในสัปดาห์ก่อนร้อยละ 0.08 และลดลงในรูปเงินบาทตันละ 24 บาท

ข้าวขาว 5% สัปดาห์นี้ เฉลี่ยตันละ 420 ดอลลาร์สหรัฐฯ (12,581 บาท/ตัน) ราคาลดลงจากตันละ 424 ดอลลาร์สหรัฐฯ (12,698 บาท/ตัน) ในสัปดาห์ก่อนร้อยละ 0.94 และลดลงในรูปเงินบาทตันละ 117 บาท

ข้าวขาว 25% สัปดาห์นี้ เฉลี่ยตันละ 414 ดอลลาร์สหรัฐฯ (12,401 บาท/ตัน) ราคาลดลงจากตันละ 418 ดอลลาร์สหรัฐฯ (12,519 บาท/ตัน) ในสัปดาห์ก่อนร้อยละ 0.95 และลดลงในรูปเงินบาทตันละ 118 บาท

ข้าวนึ่ง 5% สัปดาห์นี้ เฉลี่ยตันละ 417 ดอลลาร์สหรัฐฯ (12,491 บาท/ตัน) ราคาลดลงจากตันละ 418 ดอลลาร์สหรัฐฯ (12,519 บาท/ตัน) ในสัปดาห์ก่อนร้อยละ 0.23 และลดลงในรูปเงินบาทตันละ 28 บาท

หมายเหตุ : อัตราแลกเปลี่ยนสัปดาห์นี้ 1 ดอลลาร์สหรัฐฯ เท่ากับ 29.9538

2. สถานการณ์ข้าวของประเทศผู้ผลิตและผู้บริโภคที่สำคัญ

ไทย-ฟิลิปปินส์

นายกีรติ รัชโน ผู้ตรวจราชการกระทรวงพาณิชย์ รักษาราชการแทนอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรฟิลิปปินส์ประกาศยุติเปิดไต่สวนการใช้มาตรการปกป้องจากการนำเข้าสินค้าข้าวไทย (เซฟการ์ด)อย่างเป็นทางการแล้ว หลังจากที่กรมการค้าต่างประเทศได้ส่งหนังสือเพื่อแสดงท่าทีและเหตุผลโต้แย้งของไทยต่อการเปิดไต่สวนดังกล่าวของฟิลิปปินส์ไปตั้งแต่ปลายเดือนกันยายน 2562 เนื่องจากที่ประชุมรัฐมนตรีเศรษฐกิจฟิลิปปินส์ เห็นว่าการแก้ปัญหาราคาข้าวเปลือกตกต่ำโดยการนำมาตรการปกป้องฯ มาใช้ เช่น ขึ้นภาษีนำเข้าข้าวสารจากต่างประเทศ อาจส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อเพิ่มสูงขึ้นจนกระทบต่อผู้บริโภคและประชาชนโดยรวม “เดิมฟิลิปปินส์เข้มงวดในการนำเข้าข้าวเพื่อคุ้มครองเกษตรกร โดยกำหนดให้องค์การอาหารแห่งชาติเป็นผู้ควบคุมการนำเข้า แต่ในปี 2562 ได้เปลี่ยนเป็นการนำเข้าแบบเสรีโดยภาคเอกชน อย่างไรก็ตามเมื่อราคาข้าวในประเทศตกต่ำ ดังนั้น รัฐบาลฟิลิปปินส์ตัดสินใจช่วยเหลือเกษตรกรภายในประเทศที่ได้รับผลกระทบจากกฎหมายการเปิดเสรีข้าวในรูปของการให้เงินช่วยเหลือแทนการนำมาตรการปกป้อง เพราะหากจะขึ้นภาษีนำเข้าข้าวเพิ่มจะทำให้ราคาสินค้าหลายชนิดต้องปรับตัวเช่นกัน”

“การประกาศยุติการไต่สวนฯ และผลการประชุมคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจของฟิลิปปินส์ (Economic Development Cluster) ส่งสัญญาณอย่างชัดเจนว่า รัฐบาลฟิลิปปินส์จะไม่นำมาตรการปกป้องฯ มาใช้กับสินค้าข้าวสารนำเข้า ซึ่งถือเป็นข่าวดีต่อการส่งออกข้าวไทยไปยังตลาดฟิลิปปินส์ หลังจากที่อยู่ในภาวะสับสนมาตั้งแต่ต้นเดือนกันยายน เนื่องจากผู้นำเข้าฟิลิปปินส์กังวลว่าหากรัฐบาลฟิลิปปินส์บังคับใช้มาตรการปกป้องจะทำให้มีภาระอากรปกป้องเติมจากภาษีนำเข้าปกติเมื่อมีการนำเข้าข้าวจากต่างประเทศ ส่งผลให้เกิดการชะลอคำสั่งซื้อเพื่อดูสถานการณ์”

นายกีรติ กล่าวว่า กรมมีแผนที่จะเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ข้าวไทยในตลาดฟิลิปปินส์ให้เป็นที่รู้จักในวงกว้างมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มข้าวพรีเมี่ยม เช่น ข้าวหอมมะลิและข้าวไรซ์เบอรี่ ซึ่งที่ผ่านมาไทยส่งออกข้าวไปฟิลิปปินส์เฉลี่ยปีละ 543,344 ตัน โดยในช่วง 9 เดือนที่ผ่านมาของปี 2562 (ม.ค.-ก.ย.) ปริมาณการส่งออกอยู่ที่ 297,812 ตัน ลดลงร้อยละ 61.65 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งมีปริมาณการส่งออก 776,591 ตัน โดยข้าวที่ส่งออกไปยังตลาดฟิลิปปินส์ส่วนใหญ่เป็นข้าวขาว 5% รองลงมาได้แก่ ข้าวขาว 25% และข้าวขาว 15%

ที่มา : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์, หนังสือพิมพ์มติชน

กัมพูชา

สหพันธ์ข้าวของกัมพูชา (the Cambodia Rice Federation; CRF) ระบุว่ากัมพูชากำลังวางแผนขยายการส่งออกข้าวหอมไปยังตลาดจีนมากขึ้น ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามที่จะบรรลุเป้าหมายการส่งออกข้าว1 ล้านตัน ภายในปี 2565 นอกจากนี้ยังเป็นการชดเชยส่วนแบ่งตลาดข้าวหอมในตลาดสหภาพยุโรปที่ลดลงด้วยซึ่งขณะนี้ความต้องการข้าวหอมในตลาดจีนมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น แต่ปัจจุบันข้าวหอมของกัมพูชามีส่วนแบ่งตลาดในจีนประมาณร้อยละ 5 เท่านั้น โดยกัมพูชามีแผนที่จะเข้าร่วมงานแสดงสินค้าต่างๆ ที่จะจัดขึ้นในจีน รวมทั้งการเข้าพบ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่ออำนวยความสะดวกทางการค้าด้วยทั้งนี้ สหพันธ์ข้าวกัมพูชาเชื่อว่า ข้าวหอมจากกัมพูชาสามารถแข่งขันในตลาดได้ เพราะขณะนี้ราคาข้าวหอมของกัมพูชาอยู่ที่ประมาณตันละ 920 - 930 ดอลลาร์สหรัฐฯ ส่วนราคาข้าวหอมของไทยประมาณตันละ 1,150 - 1,200 ดอลลาร์สหรัฐฯเมื่อสัปดาห์ก่อน สหพันธ์ข้าวของกัมพูชาได้จัดการประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อจัดทำแผนยุทธศาสตร์ ปี 2563-2566 ซึ่งมีผู้เกี่ยวข้องเข้าร่วมหลายภาคส่วน เช่น สมาชิกของสหพันธ์ผู้แทนจากกระทรวงเกษตร หน่วยงานรัฐบาลอื่นๆ รวมทั้งผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในวงการอุตสาหกรรมข้าวเข้าร่วม โดยตั้งเป้าส่งออกข้าว 1 ล้านตัน ภายในปี 2565

ทั้งนี้ สหพันธ์ตั้งเป้าที่จะขยายสัดส่วนการส่งออกข้าวของกัมพูชาไปยังตลาดจีนเป็นร้อยละ 35 ของการส่งออก ข้าวทั้งหมด ตลาดเอเชียร้อยละ 30 และตลาดยุโรปร้อยละ 30 ส่วนอีกร้อยละ 5 จะเป็นตลาดอื่นๆ โดยสัดส่วนข้าวที่ส่งออก ประกอบด้วย ข้าวหอมเกรดพรีเมียมร้อยละ 30 ข้าวหอมเกรดทั่วไปร้อยละ 40 และข้าวขาวอีกร้อยละ 30

สำหรับมาตรการที่จะออกมาเพื่อช่วยขยายการส่งออกให้มากขึ้นนั้น เช่น การจัดหาเงินกู้อัตราดอกเบี้ยพิเศษเพื่อรับซื้อข้าวในช่วงฤดูเก็บเกี่ยวประมาณ 200 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งคาดว่าจะสามารถรับซื้อข้าวเปลือกหอมได้ประมาณ 500,000 ตัน ในช่วงฤดูเก็บเกี่ยว

ที่มา : สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย

มาเลเซีย

กระทรวงเกษตรและอุตสาหกรรมการเกษตรมาเลเซีย (Ministry of Agriculture and Agro-Based Industries : MOA) อยู่ระหว่างการตรวจสอบข้อมูลบริษัทที่ประสงค์จะทำสัญญานำเข้าข้าวในเดือนมกราคม 2564

โดย Datuk Seri Salahuddin Ayub รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรมาเลเซียระบุว่า กระทรวงฯ ได้ออกหนังสือเชิญบริษัทที่ได้รับคัดเลือกในเบื้องต้นเพื่อจัดทำข้อเสนอ (Request for Proposal : RFP) ซึ่งบริษัทที่จะทำสัญญาต้องมีคุณสมบัติเป็นไปตามหลักเกณฑ์ รวมถึงมีเงินทุนหมุนเวียนที่มั่นคงอย่างน้อย 300 ล้านริงกิต สำหรับการนำเข้า การสีข้าว การจัดจำหน่าย และการทำตลาดข้าวในประเทศมาเลเซียบริษัทที่ได้รับใบอนุญาตจากรัฐบาลจะมีบทบาทเช่นเดียวกับ Padiberas Nasional Bhd (Bernas) เช่น การดูแลสต็อกข้าวของประเทศ และกระทรวงฯ จะนำเงินจำนวน 300 ล้านริงกิต ที่เคยจัดสรรให้กับ Bernas ไปใช้ในกิจกรรมอื่นๆ อาทิ โครงการช่วยเหลือกลุ่มชาวประมงและเกษตรกร ซึ่งอยู่ในกลุ่ม B40 (กลุ่มประชาชนฐานรากที่ คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 40) เป็นต้น ทั้งนี้ เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา Datuk Seri Salahuddin ได้ประกาศเชิญชวนบริษัทที่สนใจเป็นผู้นำเข้าสินค้าข้าวแทน Bernas ซึ่งจะสิ้นสุดสัญญาการนำเข้าในเดือนมกราคม 2564 ให้จัดส่ง RFP เพื่อรับการประเมินจากรัฐบาล

ที่มา : กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ

ที่มา : สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร


แท็ก นบข.  

เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อตกลงการใช้บริการ รับทราบ