
ไทยพีบีเอส ผนึกกำลัง กมธ.การพัฒนาการเมืองฯ วุฒิสภา และองค์กรเครือข่ายกว่า 40 องค์กร ร่วมจัดงาน Policy Watch Connect 2026 เปิดพื้นที่เชื่อมโยง "ประชาชน" และ "ผู้ออกแบบนโยบาย" เดินหน้าแก้โจทย์ใหญ่ประเทศ ผ่าน "สมุดปกขาว" ส่งถึงมือผู้มีอำนาจทางการเมือง แนะ รัฐ-กลไกราชการ เปิดโอกาส ดึงความร่วมมือทุกฝ่ายแก้วิกฤตประเทศ
เมื่อวันที่ 12 ม.ค. 2569 องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) หรือไทยพีบีเอส โดยศูนย์สื่อสารวาระทางสังคมและนโยบายสาธารณะ (The Active) ร่วมกับคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การมีส่วนร่วมของประชาชน สิทธิมนุษยชน สิทธิ เสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา, สถาบันพระปกเกล้า, สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.), สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และเครือข่ายภาคประชาชนกว่า 40 องค์กร ร่วมจัดงาน "Policy Watch Connect 2026 เลือกตั้ง 69 นโยบายสาธารณะ ฝ่าวิกฤตประเทศ" เปิดพื้นที่เชื่อมโยง "ประชาชน" และ "ผู้ออกแบบนโยบาย" ระดมโจทย์ใหญ่ของประเทศมากลั่นกรองเป็นข้อเสนอเชิงนโยบายที่จับต้องได้จริง ส่งต่อถึงพรรคการเมืองก่อนการเลือกตั้ง ณ สัปปายะสภาสถาน รัฐสภา ถนนสามเสน กรุงเทพฯ

นายนรเศรษฐ์ ปรัชญากร ประธานคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมืองฯ วุฒิสภา ระบุว่า นโยบายสาธารณะ ไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่อยู่ร่วมกับทุกคนทุกลมหายใจ ในวันที่ 8 ก.พ. นี้ มีวาระสำคัญเกิดขึ้น 2 วาระ คือ การเลือกตั้งและการออกเสียงประชามติรัฐธรรมนูญ โดยเชื่อว่าจะเป็นหมุดหมายสำคัญในการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองไทยครั้งใหญ่ เพราะไม่ใช่แค่วันเลือกตั้ง หรือวันออกเสียงเท่านั้น แต่เป็นโอกาสที่ประเทศไทยจะเปลี่ยนแปลงโครงสร้างอำนาจ นั่นทำให้งานครั้งนี้มีความสำคัญอย่างมาก เพราะถือเป็นตัวเชื่อมให้ประชาชน ได้มีโอกาสส่งเสียงไปยังพรรคการเมืองต่าง ๆ
"ช่วงหาเสียงเลือกตั้ง เป็นช่วงเวลาที่พรรคการเมืองแข่งขันกันให้สัญญากับประชาชน โดยประชาชนเป็นเพียงผู้รับฟัง แต่ครั้งนี้เราต้องการเปลี่ยนบทบาท ให้ประชาชนเป็นผู้ร่วมริเริ่มและออกแบบนโยบาย งานนี้จึงเป็นพื้นที่เชื่อมโยงนโยบายสาธารณะ ให้เข้ากับเสียงของประชาชน ผ่าน 12 เวทีเสวนา Policy Watch Connect 2026 เพื่อนำข้อเสนอไปรวบรวมเป็นสมุดปกขาวและจัดตลาดนัดนโยบาย เชื่อมโยงประชาชน ภาคประชาสังคม และพรรคการเมือง เปิดพื้นที่ตั้งคำถาม ติดตาม และยกระดับข้อเสนอจากภาคประชาชนสู่การเลือกตั้งครั้งนี้ นโยบายที่ดีต้องเกิดจากการมีส่วนร่วมของประชาชนอย่างแท้จริง" นายนรเศรษฐ์ กล่าว
ขณะที่เวทีเสวนา "ความหวังการเลือกตั้ง ฝ่าวิกฤตประเทศไทย" นายวันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์ ผู้อำนวยการ ส.ส.ท. บอกว่า ความหวังทุกครั้ง ที่มีต่อการเลือกตั้ง คือ พรรคการเมืองเอาสิ่งที่ภาคประชาชน ได้ตั้งปณิธานไว้นำไปใช้ ซึ่งหากภาพแบบนั้นเกิดขึ้นจริง ก็จะเป็นพลังทางประชาธิปไตยที่เข้มแข็งมาก
"เหมือนอย่างที่ประเทศสิงคโปร์ เมื่อ 20 ปีก่อนมีปัญหาหมอกควันพิษ ที่ตัวเองไม่ได้ก่อขึ้นแต่เป็นผลกระทบที่มากจากประเทศเพื่อนบ้าน ในเวลานั้นรัฐบาลสิงคโปร์ ถูกกดดันอย่างหนักจากภาคประชาสังคม เพื่อขอให้ออกกฎหมายบังคับให้ บริษัทในสิงคโปร์ หากมีส่วนร่วมกับการเผาป่าจะถูกปรับอย่างหนักทุกวัน มีการกดดันต่าง ๆ ทั้งในเรื่องสินค้าที่มาจากการเผา นั่นทำให้เวลาต่อมาไม่นานอากาศในสิงคโปร์ดีขึ้นอย่างชัดเจน สะท้อนให้เห็นการที่รัฐบาลสิงคโปร์ยอมรับฟังเสียงสะท้อนของภาคประชาชน จนนำไปสู่การเปลี่ยนแปลง ดังนั้นงาน Policy Watch Connect 2026 ก็ถือเป็นสัญญาประชาคมหนึ่ง หากพรรคการเมือง หรือ รัฐบาลใหม่นำนโยบายเหล่านี้มาใช้ได้ก็จะมีประโยชน์" นายวันชัย กล่าว
รศ.ประภาส ปิ่นตบแต่ง สมาชิกวุฒิสภา และกรรมาธิการการพัฒนาการเมืองฯ วุฒิสภา ย้ำว่า เวลานี้ประเทศอยู่ท่ามกลางภาวะวิกฤตในหลายมิติทั้ง การเมือง ประชาธิปไตยตกต่ำถดถอย เศรษฐกิจ ปากท้องรายได้ และรัฐสวัสดิการที่ไม่ก้าวหน้า สิ่งที่ผู้คนมีความกังวลก็คงได้ยินคล้าย ๆ กันว่า การเลือกตั้งครั้งนี้จะหวังได้แค่ไหน เนื่องจากหลายรัฐบาลที่ผ่านมา ยังไม่สามารถแก้วิกฤตได้อย่างเป็นรูปธรรม อยากชวนคิดว่าในงานครั้งนี้ มีบทเรียน มีประสบการณ์ ของผู้คนภาคส่วนต่าง ๆ ที่ขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาประเทศมารวมตัวกันเพื่อเสนอทางเลือกเชิงนโยบาย ไปสู่การผลักดันกฎหมาย ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นนโยบายจากฐานรากที่แท้จริง
ขณะที่ นพ.พงศ์เทพ วงศ์วัชรไพบูลย์ ผู้จัดการกองทุน สสส. อยากให้ทุกคนในสังคม ยอมรับก่อนว่า ปัญหาสังคม คุณภาพชีวิตมีความซับซ้อนมากเกินกว่าที่การเมือง และภาคราชการจะจัดการได้ฝ่ายเดียว แม้ราชการจะมีอำนาจก็ตาม ดังนั้นจึงต้องอาศัยการดึงภาคส่วนต่าง ๆ ในสังคมเข้ามามีส่วนร่วมแก้ไขปัญหา ให้นำไปสู่การเปลี่ยนแปลง
นพ.สุเทพ เพชรมาก เลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ บอกว่า นโยบายสาธารณะเป็นเรื่องที่สำคัญ นโยบายสาธารณะที่ดีคือกระบวนการทำนโนบายแบบมีส่วนร่วม จะทำให้ประเทศมีทางออก เป็นประชาธิปไตยที่มาจากฐานราก หลายเรื่องในงานครั้งนี้จะเป็นประโยชน์เพื่อไปขับเคลื่อนต่อให้เกิดความหวัง การลงมือทำ ไปสู่ความสำเร็จ
เช่นเดียวกับ นายณัฐพงศ์ รอดมี ผู้ช่วยเลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า ย้ำถึงความสำคัญของการมีพื้นที่การมีส่วนร่วมคิดนโยบาย โดยเฉพาะการได้ร่วมมือกับภาคีเครือข่ายภาคประชาชน แม้ยอมรับว่า ความหวังต่อนโยบายของทุกคนไม่เหมือนกัน แต่จะทำอย่างไรที่จะสะท้อนความหวังความต้องการ เพื่อให้นโยบายไปสู่การปฏิบัติที่ชัดเจนที่สุด
โดยคาดหวัง 3 เรื่องสำคัญ คือ 1. ในเชิงกระบวนการ ปฏิเสธไม่ได้ว่าการเลือกตั้งแต่ละครั้ง ทุกคนคาดหวังให้เกิดความบริสุทธิ์ ยุติธรรม ตรวจสอบได้ 2. นโยบายสาธารณะ จะทำอย่างไรให้เสียงสะท้อนของคนตัวเล็กตัวน้อย ได้ไปอยู่บนโต๊ะนโยบายของพรรคการเมือง ทำอย่างไรให้การจัดทำนโยบายของพรรคการเมืองเพียงเพราะอยากทำ หรือไม่อยากทำ แต่ต้องทำเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง 3. การมีส่วนร่วม ถือเป็นข้อต่อไปสู่ภาคประชาสังคม ให้มีส่วนร่วม ตอบโจทย์ ติดตาม ประเมิน เป็นกลไกสำคัญสู่การผลักดันเชิงนโยบาย ทำให้ทุกมิติเป็นความคาดหวังที่อยากเห็น เชื่อว่า การเลือกตั้งจะเป็นหมุดหมายสำคัญสู่การเปลี่ยนแปลงประเทศได้
งาน Policy Watch Connect 2026 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 12 - 23 มกราคม 2569 ณ สัปปายะสภาสถาน รัฐสภา ถนนสามเสน กรุงเทพฯ ผู้สนใจสามารถเข้าร่วม สามารถลงทะเบียนเข้าร่วมงานฟรีที่ https://forms.office.com/r/uQ8UamnAVS ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://theactive.thaipbs.or.th/news/policy-watch-connect และ www.thaipbs.or.th/PolicyWatch