ที่ประชุม ครม. มีมติรับทราบผลการพิจารณาข้อเสนอ กสม. ชี้ ไม่จำเป็นต้องแก้ พ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก เพื่อคุมเรื่องทรงผมนักเรียน พร้อมเปิดทางกระทรวงศึกษาธิการ ให้อำนาจสถานศึกษากำหนดเกณฑ์ได้เองตามความเหมาะสม แต่ต้องรับฟังความคิดเห็นจากเด็ก-ผู้ปกครอง และห้ามลงโทษด้วยวิธีละเมิดสิทธิในร่างกาย
ร.อ.หญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) รับทราบรายงานสรุปผลการพิจารณาข้อเสนอแนะจากคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) กรณีการไว้ทรงผมของนักเรียน โดยมีข้อสรุปสำคัญ คือ ยังไม่มีความจำเป็นต้องแก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 เพื่อกำหนดเรื่องทรงผมนักเรียนโดยเฉพาะ
ทั้งนี้ เนื่องจากกฎหมายมีวัตถุประสงค์เพื่อการสงเคราะห์ คุ้มครองสวัสดิภาพ และส่งเสริมความประพฤติ รวมถึงคุ้มครองสิทธิ สวัสดิภาพ และความปลอดภัยของเด็ก ไม่ได้ให้อำนาจในการกำหนดรายละเอียดทรงผมนักเรียนโดยตรง จึงไม่จำเป็นต้องแก้ไขเพิ่มเติม เพื่อบัญญัติเรื่องทรงผมโดยเฉพาะ
*ศธ. วางแนวนโยบาย ให้อำนาจโรงเรียนกำหนดเกณฑ์ได้เอง
อย่างไรก็ตาม แม้จะไม่มีการแก้ พ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก แต่กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ยังคงมีอำนาจตามกฎหมายด้านการศึกษา ในการวางกรอบนโยบายและแนวปฎิบัติได้ โดยได้ยกเลิกระเบียบการไว้ทรงผมเดิม และมอบอำนาจให้สถานศึกษาแต่ละแห่งกำหนดแนวปฏิบัติเอง แต่ต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไข ดังนี้
เคารพสิทธิมนุษยชน หรือศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของนักเรียน
การกำหนดหลักเกณฑ์หรือแนวปฏิบัติ ต้องยืดหยุ่นตามบริบท คำนึงถึงความหลากหลายของระบบ รูปแบบการจัดการศึกษา และกลุ่มเป้าหมาย เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์และการเปลี่ยนแปลงทางสังคม
ต้องเน้นการมีส่วนร่วม โดยโรงเรียนห้ามตัดสินใจฝ่ายเดียว ต้องจัดรับฟังความคิดเห็นจากนักเรียน ผู้ปกครอง และผู้มีส่วนได้เสีย พร้อมประชาสัมพันธ์ให้เกิดความเข้าใจชัดเจนก่อนประกาศใช้
กรณีที่นักเรียนไม่ปฏิบัติตามระเบียบของสถานศึกษา ยังคงมีการดำเนินการทางวินัยได้ตามหลักเกณฑ์ของ ศธ. แต่มีข้อห้ามสำคัญ คือ ห้ามละเมิดสิทธิและเสรีภาพในร่างกาย ครูและบุคลากรทางการศึกษา ต้องปฏิบัติตามระเบียบ ศธ. ว่าด้วยการลงโทษนักเรียนและนักศึกษาอย่างเคร่งครัด
รองโฆษกรัฐบาล กล่าวว่า ผลการพิจารณาครั้งนี้ ทำให้เกิดความชัดเจนว่า การคุ้มครองสิทธิเด็กไม่ได้หมายถึงการยกเลิกกรอบหรือระเบียบของสถานศึกษา แต่เป็นการกำหนดกติกาที่เหมาะสม มีเหตุผล และสอดคล้องกับบริบทของผู้เรียน โดยศธ. ยังมีแนวนโยบายและแนวปฏิบัติรองรับ ขณะเดียวกัน สถานศึกษาต้องดำเนินการโดยคำนึงถึงสิทธิ สวัสดิภาพ และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของเด็กเป็นสำคัญ
เรื่องทรงผมนักเรียน จึงไม่ใช่การปล่อยให้เด็กทำตามอำเภอใจ และไม่ใช่การกำหนดกฎแบบเดียวกันทั้งหมด แต่เป็นการวางกรอบที่เหมาะสมกับบริบทของแต่ละสถานศึกษา ควบคู่กับการรับฟังความคิดเห็นของนักเรียนและผู้ปกครอง ที่สำคัญคือการรักษาระเบียบ ต้องไม่แลกมาด้วยการละเมิดสิทธิ และเสรีภาพในร่างกายของเด็ก รองโฆษกรัฐบาล กล่าว
ทั้งนี้ ครม. มีมติรับทราบรายงานสรุปผลการพิจารณาต่อข้อเสนอแนะดังกล่าว โดยให้การดำเนินการเกี่ยวกับการไว้ทรงผมนักเรียนเป็นไปตามกฎหมาย และแนวปฏิบัติด้านการศึกษาอย่างเหมาะสมกับแต่ละสถานศึกษา พร้อมยึดหลักการคุ้มครองสิทธิ สวัสดิภาพ และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของนักเรียนควบคู่กันไป
โดย ปภัสสร องค์พิเชฐเมธา/ กษมาพร กิตติสัมพันธ์