
บริษัท ยูบิลลี่ เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด (มหาชน) หรือ Jubilee (ชื่อหุ้น: JUBILE) ผู้นำธุรกิจเครื่องประดับเพชรอันดับหนึ่งของเมืองไทย แบรนด์ "ยูบิลลี่ ไดมอนด์ (Jubilee Diamond) มุ่งขับเคลื่อนการเติบโตอย่างยั่งยืน โชว์ฟอร์มสุดแกร่งฝ่าภาวะเศรษฐกิจผันผวน ประกาศกำไรสุทธิไตรมาส 4 ปี 2568 ทุบสถิติสูงสุดในรอบ 8 ไตรมาส พลิกเกมการตลาดด้วย Consumer Insight ชู Data-Driven เป็นอาวุธใช้ปรับกลยุทธ์เจาะตลาดกลุ่มบน เน้นส่งมอบประสบการณ์ใหม่ ๆ ที่แตกต่าง เดินเกมรุกในปี 2569 ด้วย "Deep Insight" เน้นเข้าใจลูกค้าอย่างลึกซึ้ง พร้อมพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการที่เข้าใจไลฟ์สไตล์คนยุคใหม่อย่างแท้จริง
นางสาวอัญรัตน์ พรประกฤต ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ยูบิลลี่ เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ภาวะเศรษฐกิจที่ไม่แน่นอนยังเป็นแรงกดดันต่อการเติบโตของตลาดเครื่องประดับเพชร โดยธนาคารโลกคาดการณ์อัตราการเติบโตของเศรษฐกิจไทย (GDP) ปี 2569 จะชะลอตัวเหลือ 1.6% เป็นผลจากภาวะการค้าโลกที่ชะลอตัว และภาคการท่องเที่ยวยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ รวมทั้งหนี้ครัวเรือนไทยที่ยังอยู่ในระดับสูง ส่งผลให้ผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อระดับกลางลงมา ระมัดระวังการใช้จ่าย ในขณะที่กลุ่มที่มีกำลังซื้อสูงอาจจะไม่มีผลกระทบมากนัก ซึ่งบริษัทฯ จะติดตามปัจจัยต่าง ๆ อย่างใกล้ชิด เพื่อปรับแผนธุรกิจให้สอดรับกับสถานการณ์ สะท้อนให้เห็นถึงประสิทธิภาพในการบริหารจัดการที่มีความพร้อมและความสามารถในการปรับตัวให้ยืดหยุ่น รวมถึงนำเสนอกลยุทธ์ให้ตรงกับพฤติกรรมผู้บริโภค
ทุบสถิติ! กำไรไตรมาส 4/2568 สูงสุดในรอบ 8 ไตรมาส
แม้ต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนของภาวะเศรษฐกิจและกำลังซื้อที่ชะลอตัวในปี 2568 ที่ผ่านมา Jubilee ยังเติบโตได้อย่างแข็งแกร่ง โดยเฉพาะในไตรมาส 4 ที่มีกำไรสุทธิ 43.13 ล้านบาท ทำสถิติสูงสุดในรอบ 8 ไตรมาส โดยกำไรสุทธิสูงขึ้นกว่า 159% เมื่อเทียบกับไตรมาสที่ 3 ของปีเดียวกัน โดยยังรักษาอัตรากำไรขั้นต้นไว้ที่ 47% ตามเป้าหมาย ซึ่งความสำเร็จมาจากการใช้ Data-Driven มาวิเคราะห์พฤติกรรมการเลือกซื้อเครื่องประดับ (Consumer Insight) เพื่อปรับกลยุทธ์ Experience Marketing และกิจกรรมการตลาด ที่โฟกัสกลุ่มตลาดบนเป็นหลัก
ในปี 2568 เป็นปีที่ท้าทายสำหรับภาคธุรกิจ โดยตลาดกลุ่มกลางลงล่างค่อนข้างซบเซา แต่ Jubilee ยังสามารถรักษาฐานลูกค้าและสร้างความสัมพันธ์ระยะยาวได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นสิ่งที่บริษัทให้ความสำคัญอย่างยิ่ง สะท้อนจากสัดส่วนลูกค้าประจำ (Key Segments) อยู่ที่ 63.24% และอัตราการกลับมาซื้อซ้ำ (Retention Rate) อยู่ที่ 17.60% โดยฐานลูกค้ากลุ่มนี้มีบทบาทสำคัญต่อผลประกอบการ สร้างรายได้มากกว่า 70% ของยอดขาย ตอกย้ำความแข็งแกร่งของ Customer Loyalty และประสิทธิผลของกลยุทธ์ Experience-Driven Marketing ที่ที่ต่อยอดศักยภาพรายได้ต่อรายลูกค้า และเพิ่มมูลค่าทางธุรกิจในระยะยาว
เดินเกมรุก ชู Deep Insight "เข้าใจลูกค้าให้สุด" สร้างความต่าง
ท่ามกลางความท้าทายในปี 2569 โดยเฉพาะอย่างยิ่งพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป ทำให้การเติบโตไม่อาจพึ่งพากลยุทธ์แบบเดิมได้อีกต่อไป Jubilee จึงปรับแนวคิดสู่การทำตลาดบนพื้นฐานข้อมูลเชิงลึก (Deep Consumer Insight) เน้นใช้การวิเคราะห์ข้อมูลพฤติกรรมลูกค้าแบบ 360 องศา ทั้งออนไลน์และออฟไลน์ เพื่อให้เข้าใจแรงจูงใจ ความต้องการเชิงอารมณ์ และบริบทการใช้ชีวิตของผู้บริโภคในแต่ละเซกเมนต์ พร้อมพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการที่เข้าใจไลฟ์สไตล์คนยุคใหม่ เพื่อสร้างความแตกต่างเหนือคู่แข่ง เพราะในโลกที่ตลาดเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน การตลาดไม่ใช่แค่การเร่งเกมให้หนักขึ้น แต่คือการวางเกมให้คมขึ้น
"การเข้าใจ Insight ลูกค้าอย่างแท้จริง คือตัวเปลี่ยนเกมสู่ความสำเร็จและความแตกต่างอย่างยั่งยืน ปีนี้เราจะมุ่งพัฒนาประสบการณ์ที่แตกต่าง ผ่านแคมเปญการตลาดที่เชื่อมโยงกับความต้องการและความรู้สึกของลูกค้าในทุกช่วงเวลา ตั้งแต่ก่อนซื้อจนถึงหลังการขาย พร้อมลงทุนสร้างความสัมพันธ์ระยะยาวกับลูกค้า ซึ่งปัจจัยความสำเร็จที่ทำให้ Jubilee เติบโตยาวนานกว่า 97 ปี เพราะเราเป็นองค์กรที่คิดเชิงกลยุทธ์และการปรับ Business Model แบบ "คิดใหม่ ทำใหม่" อย่างต่อเนื่อง เพื่อรับมือความท้าทายและตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่ที่มองหาคุณค่ามากกว่าตัวสินค้า"
ยกระดับประสบการณ์ของลูกค้าในทุกมิติ
นอกจากนี้ Jubilee ยังปรับปรุงกระบวนการทำงานภายในให้มีประสิทธิภาพสูงสุด ลดต้นทุนที่ซ้ำซ้อน และเพิ่มความคล่องตัว เพื่อรับมือกับความผันผวนของตลาด พร้อมทั้งยกระดับประสบการณ์ลูกค้าในทุกมิติ ตั้งแต่นวัตกรรมสินค้าไปจนถึงบริการที่ไร้รอยต่อ ทั้งออฟไลน์และออนไลน์ โดยไม่แข่งขันด้วยสงครามราคา แต่ใช้ความเข้าใจ Insight ลูกค้าเป็นตัวกำหนดทิศทาง ซึ่งสัดส่วนลูกค้าประจำและอัตราการซื้อซ้ำที่มากกว่า 50% คือหลักฐานความสำเร็จของแนวคิด Play Smarter ที่มุ่งสร้างความสัมพันธ์ระยะยาว มากกว่าการเร่งทำการตลาดตามกระแส
"การขับเคลื่อนเชิงรุกในปีนี้ ไม่ใช่เพียงแค่เป้าหมายเพื่อการเติบโตในระยะสั้น แต่เป็นการวางรากฐานเพื่อสร้างองค์กรที่แข็งแกร่ง และสามารถส่งมอบคุณค่าในฐานะผู้นำอุตสาหกรรมเครื่องประดับได้อย่างสง่างามในระยะยาว โดยยังคงยึดถือเอาความเข้าใจลูกค้าเป็นศูนย์กลาง (Customer-Centricity) เป็นหัวใจสำคัญในการดำเนินธุรกิจตลอดไป ทั้งนี้ บริษัทตั้งเป้าหมายสร้างการเติบโตอย่างต่อเนื่อง มุ่งสร้างแบรนด์เป็น Top-of-Mind สำหรับผู้บริโภคยุคใหม่ที่ให้ความสำคัญกับคุณค่า ความหมาย และความยั่งยืนควบคู่กันไป" นางสาวอัญรัตน์ กล่าวปิดท้าย