
บมจ.พริมา มารีน หรือ PRM ผู้ให้บริการขนส่งและจัดเก็บปิโตรเลียมทางทะเล รวมถึงให้บริการสนับสนุนงานสำรวจและผลิตปิโตรเลียมชั้นนำของไทย อวดฟอร์มแกร่งในงาน Analyst Meeting และ Opportunity Day โชว์กำไรสุทธิปี 2568 ทะลุ 2,283.7 ล้านบาท ฝ่าความท้าทายเศรษฐกิจ รับแรงหนุนหลักจากธุรกิจ OSV ที่เติบโตโดดเด่น เตรียมรับรู้รายได้กองเรือใหม่เต็มปี พร้อมอัปเดตสถานการณ์ตะวันออกกลาง
นางสาวสุธาสินี หมื่นละม้าย รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานการลงทุน นายวิริทธิ์พล จุไรสินธุ์ ผู้อำนวยการสายงานการเงินและบัญชี พร้อมด้วย นายพชร รอดสมบูรณ์ ผู้จัดการอาวุโสฝ่ายการเงินและนักลงทุนสัมพันธ์ บมจ.พริมา มารีน (PRM) ร่วมพบปะและนำเสนอข้อมูลผลการดำเนินงานประจำปี 2568 และทิศทางธุรกิจแก่นักวิเคราะห์หลักทรัพย์และนักลงทุน ในงาน Analyst Meeting และ Opportunity Day ผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ ณ ห้องประชุมใหญ่ของบริษัทฯ
สำหรับภาพรวมผลการดำเนินงานปี 2568 บริษัทฯ มีรายได้รวม 8,746.5 ล้านบาท และสามารถทำกำไรสุทธิได้ 2,283.7 ล้านบาท ผลงานดังกล่าวสะท้อนถึงพื้นฐานธุรกิจที่แข็งแกร่งและกลยุทธ์การกระจายความเสี่ยงที่มีประสิทธิภาพ แม้ในปีที่ผ่านมาบริษัทฯ ต้องเผชิญกับความท้าทายอย่างรอบด้าน โดยเฉพาะภาวะเงินบาทแข็งค่าอย่างรวดเร็ว และปัญหาข้อพิพาทบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาในช่วงครึ่งปีหลัง แต่บริษัทฯ ยังคงรักษาระดับการทำกำไรไว้ได้ในระดับสูง โดยมีปัจจัยหนุนสำคัญจากการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของกลุ่มธุรกิจ OSV ที่เข้ามาช่วยสนับสนุนและชดเชยผลกระทบจากปัจจัยภายนอกได้อย่างรวดเร็ว
ในส่วนของรายละเอียดและกลยุทธ์การดำเนินงานในแต่ละกลุ่มธุรกิจตลอดปี 2568 มีความโดดเด่น ดังนี้
ธุรกิจเรือสนับสนุนงานสำรวจและผลิตปิโตรเลียมกลางทะเล (Offshore Support Vessel "OSV") ถือเป็นฟันเฟืองสำคัญที่สุดในการขับเคลื่อนการเติบโตของบริษัทฯ ในปีนี้ โดยกวาดรายได้สูงถึง 1,368.9 ล้านบาท เติบโตถึง 48.9% และมีกำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้น 37.9% ความสำเร็จนี้มาจากการนำเรือลำใหม่เข้าปฏิบัติงานอย่างต่อเนื่องถึง 7 ลำ ซึ่งทั้งหมดให้บริการภายใต้สัญญาเช่าเหมาลำระยะยาว (Long-term charter contracts) ช่วยสร้างความมั่นคงทางรายได้และลดความเสี่ยงจากความผันผวนของตลาดได้เป็นอย่างดี
ธุรกิจเรือขนส่งน้ำมันสำเร็จรูปและเคมี (Petroleum and Chemical Tankers "PCT") แม้จะได้รับผลกระทบจากข้อพิพาทชายแดนและเหตุอุทกภัยในภาคใต้ช่วงปลายปี แต่บริษัทฯ พลิกวิกฤติด้วยการปรับเส้นทางเจาะตลาดต่างประเทศอื่นๆ ทันที ส่งผลให้อัตราการใช้เรือ (Utilization Rate) ตลอดทั้งปี 2568 ปรับตัวดีขึ้นเป็น 92.2% จาก 90.2% ในปี 2567 ช่วยรักษาการดำเนินงานของกลุ่มธุรกิจนี้ไว้ได้อย่างแข็งแกร่ง
ธุรกิจเรือขนส่งน้ำมันดิบ (Crude Oil Carrier "COC") แม้ภาพรวมรายได้จะลดลงจากการนำเรือ Aframax ไปดัดแปลงเป็นเรือ FSO เพื่อสนับสนุนกลุ่มธุรกิจ OSV แต่บริษัทฯ สามารถบริหารจัดการต้นทุนได้อย่างรัดกุม ผ่านการเจรจาปรับลดค่าใช้จ่ายค่าเช่าเรือแบบผันแปรย้อนหลัง ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้น (Gross Profit Margin) เฉลี่ยทั้งปีดีขึ้น
ธุรกิจเรือกักเก็บและผสมน้ำมันกลางทะเล (Floating Storage Unit "FSU") รับอานิสงส์จากความต้องการกักเก็บน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น ดันให้อัตราการใช้เรือตลอดทั้งปี 2568 เพิ่มขึ้นแตะ 85.7% จาก 77.7% ในปีก่อน แม้จะมีการขายเรือเก่าและรอรับเรือใหม่มาทดแทนในช่วงต้นปี แต่ยังสามารถรักษาระดับกำไรขั้นต้นไว้ได้สูงถึง 1,404.1 ล้านบาท
ธุรกิจตัวแทนสายเดินเรือและจัดการขนส่ง (Ship Agent and Shipping "SAS") โชว์ผลงานโดดเด่นด้วยรายได้รวม 186.6 ล้านบาท เติบโตขึ้นอย่างโดดเด่นถึง 50% เมื่อเทียบกับปีก่อน โดยได้รับแรงหนุนจากการขยายตัวของกิจกรรมนำเข้า-ส่งออก รวมถึงการรับรู้รายได้เต็มปีจากการเข้าซื้อกิจการ บริษัท วี.ซี. ชิปปิ้ง แอนด์ เซอร์วิส จำกัด เข้ามาช่วยเสริมศักยภาพการบริการอย่างเต็มรูปแบบ
นอกจากนี้บริษัทฯ ยังอัปเดตสถานการณ์กองเรือของบริษัทฯ ที่ให้บริการในพื้นที่ตะวันออกกลาง ยังอยู่ในพื้นที่ปลอดภัย รวมถึงเรือในธุรกิจขนส่งน้ำมันดิบ VLCC จำนวน 2 ลำ อยู่ระหว่างการขนส่งน้ำมันดิบกลับสู่ประเทศไทย ณ วันที่บริษัทฯ จัดกิจกรรม ในขณะที่ภาพรวมทุกรายธุรกิจของบริษัทฯ ไม่ได้รับผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญ รวมถึงร่วมถาม-ตอบประเด็นสำคัญที่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์ดังกล่าว
สำหรับทิศทางการดำเนินงานในปี 2569 บริษัทฯ ประเมินว่าอุตสาหกรรมขนส่งทางทะเลจะยังคงได้รับปัจจัยบวก สอดคล้องกับแนวโน้มความต้องการใช้น้ำมันทั่วโลกที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียที่มีการขยายตัวของสังคมเมืองและภาคอุตสาหกรรม
ทั้งนี้ ปี 2569 จะเป็นปีที่ PRM เริ่มเก็บเกี่ยวรายได้ประจำ (Recurring Income) จากสัญญาเช่าเหมาลำระยะยาวของกลุ่มเรือ OSV แบบเต็มปีเป็นครั้งแรก เมื่อผสานกับโครงสร้างธุรกิจเดิมที่แข็งแกร่งและมาตรฐานการบริการระดับสากล บริษัทฯ จึงมีความพร้อมเต็มพิกัดในการรุกขยายฐานลูกค้าสู่ตลาดต่างประเทศ เพื่อยกระดับองค์กรสู่การเป็นผู้ให้บริการขนส่งทางทะเลชั้นนำในระดับสากล และสร้างผลตอบแทนที่ยั่งยืนให้แก่นักลงทุนในระยะยาว