
กรมทรัพย์สินทางปัญญา ยกระดับการพัฒนาเครือข่ายศูนย์ส่งเสริมเทคโนโลยีและนวัตกรรม (TISC) ของไทย มุ่งผนึกกำลังความร่วมมือระดับภูมิภาค สร้างระบบนิเวศทรัพย์สินทางปัญญาที่เข้มแข็งเสริมศักยภาพ SME และ Startup ให้สามารถใช้ทรัพย์สินทางปัญญาต่อยอดนวัตกรรมสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ และสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เปิดเผยว่า ศูนย์ส่งเสริมเทคโนโลยีและนวัตกรรม (Technology and Innovation Support Center: TISC) เป็นโครงการขององค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก (WIPO) ที่มุงเสริมสร้างศักยภาพด้านทรัพย์สินทางปัญญาให้แก่ประเทศสมาชิก ผ่านการสนับสนุนการเข้าถึงข้อมูลสิทธิบัตรและองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยี เพื่อเชื่อมโยงงานวิจัยสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์อย่างเป็นรูปธรรม โดยปัจจุบันมีเครือข่าย TISC มากกว่า 1,700 แห่ง ใน 90 ประเทศทั่วโลก สำหรับประเทศไทยได้เริ่มพัฒนาเครือข่าย TISC ในปี พ.ศ. 2564 โดยกรมทรัพย์สินทางปัญญาได้จัดทำความร่วมมือกับมหาวิทยาลัย 10 แห่ง ได้แก่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง มหาวิทยาลัยศิลปากร มหาวิทยาลัยแม่โจ้ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี มหาวิทยาลัยมหาสารคาม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี มหาวิทยาลัยทักษิณ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์ และสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง เพื่อจัดตั้งเครือข่ายนักวิจัยและสร้างกลไกสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม ควบคู่กับการส่งเสริมการสร้างและใช้ประโยชน์ทรัพย์สินทางปัญญาเชิงพาณิชย์อย่างมีประสิทธิภาพ

ทั้งนี้ จากการหารือร่วมกันของประเทศสมาชิกอาเซียนในการประชุม WIPO Regional Meeting for Strengthening the ASEAN Regional Technology and Innovation Support Center (TISC) Network ณ สาธารณรัฐฟิลิปปินส์ เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ได้มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลการดำเนินงานและปรับทิศทางการพัฒนาเครือข่าย TISC ของประเทศอาเซียน ให้สอดคล้องกับกรอบความร่วมมือในระดับภูมิภาค โดยเฉพาะแผนปฏิบัติการด้านทรัพย์สินทางปัญญาอาเซียน พ.ศ. 2569 - 2573 (ASEAN IPR Action Plan 2026 - 2030) ซึ่งมุ่งพัฒนาระบบนิเวศทรัพย์สินทางปัญญาให้เอื้อต่อการสร้างสรรค์เทคโนโลยีและนวัตกรรม ส่งเสริมการค้า การลงทุน และการเติบโตทางเศรษฐกิจของภูมิภาค แผนดังกล่าวให้ความสำคัญกับการส่งเสริมการสร้าง การบริหารจัดการ และการใช้ประโยชน์ทรัพย์สินทางปัญญาในเชิงพาณิชย์ รวมถึงการเติบโตอย่างยั่งยืน โดยมุ่งเน้นการพัฒนาศักยภาพ SME และ Startup ให้สามารถนำทรัพย์สินทางปัญญาไปต่อยอดทางธุรกิจได้จริง กรมทรัพย์สินทางปัญญาจึงได้นำแนวทางดังกล่าวมาปรับใช้ในการพัฒนาเครือข่าย TISC ของไทย โดยมุ่งยกระดับบทบาทของหน่วยงานเครือข่ายให้เป็น "ตัวกลางเชื่อมโยง" ระหว่างภาควิจัยกับภาคธุรกิจมากยิ่งขึ้น ผ่านการพัฒนาศักยภาพบุคลากรในด้านการสืบค้นและวิเคราะห์ข้อมูลสิทธิบัตร การให้คำปรึกษาด้านการคุ้มครองและบริหารจัดการทรัพย์สินทางปัญญา ตลอดจนการสนับสนุนการนำผลงานวิจัยไปต่อยอดเชิงพาณิชย์ได้อย่างเป็นระบบ พร้อมกันนี้ กรมฯ จะส่งเสริมการทำงานเชิงบูรณาการระหว่างหน่วยงานเครือข่าย TISC กับสถาบันการศึกษา ภาคเอกชน และผู้ประกอบการ เพื่อให้เกิดการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่ตอบโจทย์ความต้องการของตลาด ควบคู่กับการสร้างมูลค่าเพิ่มจากทรัพย์สินทางปัญญา รวมทั้งเตรียมขยายความร่วมมือไปยังสถาบันการศึกษาที่มีศักยภาพและมีความเชื่อมโยงกับกลุ่ม SME และ Startup มากยิ่งขึ้น
ขณะเดียวกัน จากความเปลี่ยนแปลงด้านการวิจัยพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมในระดับโลกได้ส่งผลต่อบทบาท โครงสร้าง และแนวทางการทำงานของหลายหน่วยงาน กรมฯ จึงได้ปรับปรุงหลักเกณฑ์ คุณสมบัติ และเงื่อนไขการเป็นหน่วยงานเครือข่าย TISC ของไทยให้สอดคล้องกับแนวทางสากล พร้อมจัดทำแบบสำรวจประเมินศักยภาพหน่วยงาน และวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อจัดกลุ่มหน่วยงานออกเป็น 3 ระดับ (Tier 1 - Tier 3) ตามศักยภาพและความพร้อม เพื่อออกแบบแนวทางความร่วมมือและกิจกรรมในแต่ละระดับให้เหมาะสมกับศักยภาพของหน่วยงาน อันจะช่วยยกระดับขีดความสามารถในการสร้างสรรค์และใช้ประโยชน์ทรัพย์สินทางปัญญาอย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมเชื่อมโยงการดำเนินงานกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) และเศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) เพื่อสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างมีคุณภาพต่อไป
กรมฯ เชื่อมั่นว่าการยกระดับเครือข่าย TISC ของไทยในครั้งนี้ จะช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถเข้าถึงองค์ความรู้และเครื่องมือด้านทรัพย์สินทางปัญญาได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ครอบคลุมตั้งแต่การสืบค้นข้อมูลเทคโนโลยี การวิเคราะห์แนวโน้มสิทธิบัตร การวางกลยุทธ์คุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาไปจนถึงการต่อยอดเชิงพาณิชย์ ซึ่งจะช่วยลดความซ้ำซ้อนในการวิจัย ลดต้นทุน และเพิ่มโอกาสในการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการที่มีมูลค่าสูง นอกจากนี้ ยังเป็นการสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการเติบโตของ SME และ Startup ให้สามารถนำทรัพย์สินทางปัญญาไปใช้เป็นเครื่องมือในการแข่งขัน ขยายตลาดทั้งในและต่างประเทศ อันจะนำไปสู่การเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนในระยะยาว นางอรมน กล่าว