
ในยุคที่ทั่วโลกต่างมุ่งเป้าไปที่การมี "ช่วงเวลาของการมีสุขภาพดี" หรือ Healthspan มากกว่าเพียงการมีอายุขัยที่ยืนยาว "ไฟเซอร์" หนึ่งในบริษัทผู้วิจัยยาและชีวเวชภัณฑ์ระดับโลก ได้หยิบยกประเด็น "เชื้อดื้อยา" ปัญหาวิกฤตที่อาจกลายเป็นอุปสรรคสำคัญต่ออนาคตสุขภาพของมนุษย์ มาร่วมถกกันในเวทีเสวนาระหว่างงาน Healthspan Festival 2026: มหกรรมสร้างอนาคตสุขภาพดี เวทีนวัตกรรมเพื่อสุขภาพครบวงจร โดย TECHSAUCE ซึ่งถูกฉายภาพผ่านมุมมองของ 3 ผู้เชี่ยวชาญด้านนวัตกรรมยา และด้านการวางแผนการเงินกับสุขภาพ เพื่อให้เห็นว่าเรื่องนี้ไม่ได้ไกลตัวแต่อย่างใด แต่เป็นภัยเงียบที่ซ่อนอยู่ในพฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวันของพวกเราทุกคน

นวัตกรรมยาและการป้องกันเชิงรุกเพื่อหยุดยั้งวงจรเชื้อดื้อยา
ดร.นพ.นิรุตติ์ ประดับญาติ ผู้อำนวยการฝ่ายการแพทย์ กลุ่มประเทศเวียดนามและไทย บริษัท ไฟเซอร์ (ประเทศไทย) จำกัด ได้เปิดเผยข้อมูลที่น่าวิตกว่า "ในขณะที่เชื้อจุลชีพมีการพัฒนาตัวเองให้ดื้อยาอยู่ตลอดเวลา แต่ปัจจุบันโลกของเรากำลังเผชิญกับภาวะขาดแคลนนวัตกรรมยาปฏิชีวนะกลุ่มใหม่มานานเกือบ 40 ปีแล้ว โดยยาปฏิชีวนะเปรียบเสมือนการปฏิวัติวงการแพทย์ ไม่ใช่เพียงแค่ใช้รักษาโรคติดเชื้อเท่านั้น แต่ยังช่วยให้หัตถการต่าง ๆ เช่น การผ่าตัดหรือการปลูกถ่ายอวัยวะ สามารถทำได้อย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัย หากเกิดเชื้อดื้อยาขึ้นมา นั่นหมายความว่าโรคที่เคยรักษาได้ หรือการผ่าตัดที่เคยทำได้อย่างมั่นใจจะถูกลดทอนประสิทธิภาพลงทันที ซึ่งส่งผลกระทบต่อสุขภาพกว้างกว่าที่คาดคิด ประกอบกับข้อมูลจากการคาดการณ์ของ WHO พบว่าเฉพาะในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เพียงแห่งเดียว มีผู้เสียชีวิตจากเชื้อดื้อยาเกือบ 40,000 คนต่อปี สะท้อนถึงความรุนแรงที่เป็นวิกฤตระดับโลก"
"ดังนั้น ทางออกที่ยั่งยืนที่สุดในมุมมองของบริษัทยานวัตกรรมระดับโลกอย่างไฟเซอร์ คือการใช้กลยุทธ์ตัดวงจรการติดเชื้อ ก่อนที่เชื้อจะเข้าสู่ร่างกายจนต้องพึ่งพายาปฏิชีวนะ โดยหัวใจสำคัญคือเราจะตัดวงจรเหล่านี้ได้อย่างไรเพื่อแก้ไขปัญหาเชื้อดื้อยา อันดับแรกคือต้องไม่ให้ติดเชื้อ การป้องกันจึงเป็นมาตรการสำคัญที่สุด โดยเฉพาะสิ่งที่หลายคนอาจมองข้ามคือการป้องกันด้วยวัคซีน ซึ่งเป็นการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุและเป็นการลงทุนที่ต่ำกว่าการรอให้เกิดการติดเชื้อแล้วกลายเป็นเชื้อดื้อยาในภายหลัง นอกจากนี้แล้ว นวัตกรรม AI ในปัจจุบันยังได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในการช่วยไฟเซอร์สแกนโมเลกุลยาได้นับร้อยล้านตัวเพื่อเร่งการค้นคว้ายาตัวใหม่ รวมถึงช่วยในการวินิจฉัยเชื้อให้แม่นยำและรวดเร็วขึ้น เพื่อลดระยะเวลาการลองผิดลองถูกในการใช้ยา ซึ่งส่งผลดีต่อทั้งตัวผู้ป่วยและระบบสาธารณสุขโดยรวม"
ถอดรหัสพฤติกรรมเสี่ยงในชุมชน ต้นเหตุการแพร่กระจายเชื้อ
ในภาคปฏิบัติของคนในชุมชน ผศ.เภสัชกร แสง อุษยาพร อาจารย์ประจำภาควิชาเภสัชกรรมปฏิบัติคณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ชี้ให้เห็นถึงความเข้าใจผิดที่ฝังรากลึกในสังคมไทย เช่น ความคิดที่ว่าเมื่อเป็นหวัด เจ็บคอ หรือมีน้ำมูก จะต้องเรียกหายาปฏิชีวนะหรือ "ยาฆ่าเชื้อ" เสมอ ทั้งที่ส่วนใหญ่เกิดจากเชื้อไวรัสซึ่งยาเหล่านี้รักษาไม่ได้ จากพฤติกรรมการซื้อยากินเองตามความเชื่อเดิม หรือการหยุดยาเองเมื่ออาการเริ่มดีขึ้น เปรียบเสมือนการส่งทหารไปซ้อมรบให้กับเชื้อโรค ทำให้พวกมันแข็งแกร่งขึ้นจนกลายเป็นเชื้อดื้อยาในที่สุด และที่น่ากังวลยิ่งกว่านั้นคือเชื้อดื้อยาเหล่านี้ไม่ได้ส่งผลกระทบแค่กับผู้ที่ใช้ยาผิดวิธีเท่านั้น แต่ยังสามารถแพร่กระจายไปยังคนรอบข้างและคนในครอบครัวผ่านทางอากาศและการสัมผัส ทำให้ทุกคนในสังคมตกอยู่ในความเสี่ยงร่วมกันอย่างเลี่ยงไม่ได้
ผลกระทบจากภาวะเงินเฟ้อทางการแพทย์
นอกจากมิติทางสุขภาพแล้ว นพ.วุฒิวงศ์ สมบุญเรืองศรี รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) ยังได้เตือนถึงผลกระทบทางเศรษฐกิจ และภาวะเงินเฟ้อทางการแพทย์ที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องเมื่อเกิดเชื้อดื้อยา ค่าใช้จ่ายในการรักษาจะไม่ได้หยุดอยู่เพียงค่ายา แต่หมายถึงการต้องนอนโรงพยาบาลนานขึ้นและต้องใช้ยารุ่นใหม่ที่มีราคาสูงกว่าเดิมหลายเท่าตัว ซึ่งอาจทำให้อิสรภาพทางการเงินที่สะสมมาทั้งชีวิตหายไปกับการเจ็บป่วยเพียงครั้งเดียว การวางแผนสุขภาพที่ดีจึงต้องเริ่มจากการใช้ยาอย่างเหมาะสมและจำเป็น รวมถึงการป้องกันตัวเองเพื่อไม่ให้ต้องเข้าไปรับเชื้อรุนแรงในสถานพยาบาลโดยไม่จำเป็น เพื่อให้ทุกคนสามารถใช้ชีวิตในช่วง Healthspan ได้อย่างมีความสุขและมีความมั่นคงทางการเงินไปพร้อมกัน
บทสรุปของเสวนาหัวข้อ ไขปัญหา "เชื้อดื้อยา" จากเวทีนี้ บ่งบอกว่า "เชื้อดื้อยา" มิได้เป็นเพียงวิกฤตทางการแพทย์ที่ต้องรอคอยยาปฏิชีวนะตัวใหม่ๆ เพียงอย่างเดียว แต่คือภารกิจร่วมกันของทุกคนที่ต้องเริ่มจากการปรับพฤติกรรมการใช้ยาให้ถูกต้อง ตระหนักถึงความสำคัญของการป้องกันโรคด้วยการดูแลตนเอง และคนรอบข้างรวมถึงใช้นวัตกรรมที่มีอยู่ในปัจจุบันอย่างวัคซีน เพื่อรักษาประสิทธิภาพของยาปฏิชีวนะให้คงอยู่ และสร้างหลักประกันให้การมีอายุขัยที่ยืนยาว (Lifespan) เป็นไปพร้อมกับการมีคุณภาพชีวิตที่ดี (Healthspan) อย่างแท้จริง