NITMX เผยยอดธุรกรรมพร้อมเพย์เดือนมีนาคม 2569 แตะ 2.39 พันล้านรายการ มูลค่ารวม 4.68 ล้านล้านบาท สะท้อนการใช้งานที่เติบโตต่อเนื่อง

ข่าวทั่วไป Friday April 24, 2026 10:45 —ThaiPR.net

NITMX เผยยอดธุรกรรมพร้อมเพย์เดือนมีนาคม 2569 แตะ 2.39 พันล้านรายการ มูลค่ารวม 4.68 ล้านล้านบาท สะท้อนการใช้งานที่เติบโตต่อเนื่อง

บริษัท เนชั่นแนล ไอทีเอ็มเอ๊กซ์ จำกัด (NITMX) ผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานระบบการชำระเงินระดับประเทศ เปิดเผยข้อมูลการใช้งานระบบ "พร้อมเพย์" (PromptPay) ประจำเดือนมีนาคม 2569 พบว่าการใช้งานยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่องทั้งในด้านปริมาณและมูลค่าธุรกรรม สะท้อนถึงบทบาทของพร้อมเพย์ในฐานะโครงสร้างพื้นฐานหลักของระบบการเงินดิจิทัลไทย ที่รองรับกิจกรรมทางเศรษฐกิจได้อย่างมีเสถียรภาพในทุกช่วงเวลา

ปริมาณธุรกรรมยังเติบโตต่อเนื่องในทุกภาคส่วน

เดือนมีนาคม 2569 มียอดธุรกรรมพร้อมเพย์รวมทั้งสิ้น 2.39 พันล้านรายการ เพิ่มขึ้นจาก 2.10 พันล้านรายการในช่วงเดียวกันของปีก่อน คิดเป็นอัตราการเติบโต 13% YoY ขณะที่มูลค่าธุรกรรมรวมอยู่ที่ 4.68 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นจาก 4.43 ล้านล้านบาทในปีก่อนหน้า คิดเป็นอัตราการเติบโต 6% YoY การเติบโตดังกล่าวสะท้อนถึงการใช้งานที่กระจายตัวในหลายบริบท ทั้งการโอนเงินระหว่างบุคคล (P2P) การชำระค่าสินค้าและบริการผ่าน QR Code การใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน รวมถึงการใช้ในภาคธุรกิจที่มีความถี่สูง โดยเฉพาะธุรกรรมขนาดเล็กและกลาง ซึ่งเป็นกลไกสำคัญของเศรษฐกิจดิจิทัล

ยอดลงทะเบียนเพิ่มต่อเนื่อง สะท้อนการเข้าถึงในวงกว้าง ณ สิ้นเดือนมีนาคม 2569 ยอดการลงทะเบียนพร้อมเพย์รวมอยู่ที่ 82.48 ล้านเลขหมาย แบ่งเป็น

  • ภาคประชาชน: 82.08 ล้านเลขหมาย
  • ภาคธุรกิจ: 0.40 ล้านเลขหมาย

จำนวนผู้ใช้งานที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สะท้อนถึงการเข้าถึงบริการทางการเงินดิจิทัลในวงกว้าง ทั้งในกลุ่มบุคคลทั่วไป ผู้ประกอบการรายย่อย และภาคธุรกิจ ซึ่งต่างใช้พร้อมเพย์เป็นเครื่องมือหลักในการรับ-จ่ายเงินแบบเรียลไทม์ที่มีต้นทุนต่ำและปลอดภัย

ธุรกรรมต้นเดือนพุ่งสูง สะท้อนพฤติกรรมการเงินหลังรอบเงินเดือน

วันที่มียอดธุรกรรมสูงสุดของเดือนอยู่ที่ 74.63 ล้านรายการ โดยเกิดขึ้นใน วันอาทิตย์ที่ 1 มีนาคม 2569 ซึ่งเป็นช่วงต้นเดือน สอดคล้องกับพฤติกรรมการใช้จ่ายหลังได้รับรายได้ช่วงปลายเดือนก่อนหน้า ทั้งการโอนเงิน การชำระค่าสินค้าและบริการ และการจัดสรรค่าใช้จ่ายในครัวเรือน ปรากฏการณ์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงจังหวะการหมุนเวียนของเงิน (Cash Flow) ที่ต่อเนื่องจากปลายเดือนสู่ต้นเดือน โดยผู้ใช้งานมีแนวโน้มเร่งจัดการธุรกรรมทางการเงินทันทีที่มีสภาพคล่องเพิ่มขึ้น ขณะที่การที่วันดังกล่าวตรงกับวันหยุด ยังช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายในกิจกรรมต่าง ๆ เช่น การท่องเที่ยว การรับประทานอาหาร และการซื้อสินค้าอุปโภคบริโภค

โดยในช่วงปลายเดือน ธุรกรรมมักกระจุกตัวในรูปแบบการโอนเงินเดือนหรือการรับรายได้ ขณะที่ต้นเดือนจะเป็นช่วงที่เงินดังกล่าวถูกกระจายออกสู่ระบบผ่านการใช้จ่ายในหลากหลายกิจกรรม ทั้งในระดับครัวเรือนและภาคธุรกิจ ส่งผลให้ระบบการชำระเงินต้องรองรับทั้งปริมาณธุรกรรมที่สูงและความหลากหลายของ use case ที่เพิ่มขึ้นพร้อมกัน อีกทั้งการที่วันยอดธุรกรรมสูงสุด ตรงกับวันอาทิตย์ ยังสะท้อนพฤติกรรม "Always-on economy" ที่กิจกรรมทางเศรษฐกิจไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะวันทำการอีกต่อไป ผู้ใช้งานสามารถทำธุรกรรมได้ตลอด 24 ชั่วโมง ส่งผลให้การใช้จ่ายในวันหยุดมีบทบาทต่อระบบเศรษฐกิจมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะในภาคบริการและการท่องเที่ยวที่มีการเคลื่อนไหวสูงในช่วงสุดสัปดาห์

ภาพรวมดังกล่าวจึงสะท้อนให้เห็นถึงการผสานกันระหว่าง "พฤติกรรมผู้ใช้งานที่เปลี่ยนไป" และ "โครงสร้างพื้นฐานการชำระเงินที่รองรับได้แบบเรียลไทม์" ซึ่งช่วยให้การหมุนเวียนของเงินในระบบเศรษฐกิจเกิดขึ้นได้อย่างต่อเนื่อง ไม่สะดุด และมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ทั้งในมิติของความเร็ว ความสะดวก และความครอบคลุมของการใช้งานในทุกภาคส่วนของเศรษฐกิจไทย

Cross-Border QR Payment เติบโตเร่งตัว รับแรงหนุนจากภาคการท่องเที่ยว

บริการ Cross-Border QR Payment ขาเข้า (Inbound) ในเดือนมีนาคม 2569 มีมูลค่าธุรกรรมรวม 1,157.59 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจาก 218.51 ล้านบาทในช่วงเดียวกันของปีก่อน คิดเป็นอัตราการเติบโตสูงถึง 430% YoY สะท้อนการขยายตัวอย่างมีนัยสำคัญของการใช้จ่ายผ่าน QR Code ของนักท่องเที่ยวต่างชาติในประเทศไทย

ประเทศที่มีมูลค่าธุรกรรมขาเข้าสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่

  • จีน - 706.87 ล้านบาท
  • มาเลเซีย - 205.88 ล้านบาท
  • ลาว - 98.90 ล้านบาท
  • การที่ประเทศจีนยังคงครองอันดับ 1 อย่างต่อเนื่อง สะท้อนถึงความสำเร็จของความร่วมมือด้านการเชื่อมต่อระบบการชำระเงินระหว่างประเทศ ซึ่งช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถใช้แอปพลิเคชันการชำระเงินของตนเองสแกน QR Code เพื่อชำระค่าสินค้าและบริการในประเทศไทยได้โดยตรง ลดข้อจำกัดด้านการแลกเปลี่ยนเงินตรา และเพิ่มความสะดวกในการใช้จ่าย ขณะเดียวกัน การเติบโตของประเทศเพื่อนบ้าน เช่น มาเลเซีย และลาว ยังสะท้อนถึงศักยภาพของการเชื่อมโยงระบบการชำระเงินในภูมิภาค ที่ช่วยสนับสนุนทั้งการท่องเที่ยวและการค้าชายแดน

    ตอกย้ำบทบาทโครงสร้างพื้นฐานการชำระเงินของประเทศ

    ภาพรวมของการใช้งานพร้อมเพย์ในเดือนมีนาคม 2569 แสดงให้เห็นถึงบทบาทของระบบในฐานะ "โครงสร้างพื้นฐานทางการเงิน" ที่รองรับทั้งธุรกรรมภายในประเทศและข้ามพรมแดนได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยสามารถรองรับปริมาณธุรกรรมจำนวนมากได้อย่างต่อเนื่องและมีเสถียรภาพ

    NITMX ยังคงมุ่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานระบบการชำระเงินให้มีความทันสมัย ปลอดภัย และรองรับการเติบโตของธุรกรรมในทุกมิติ เพื่อสนับสนุนการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัล และยกระดับประเทศไทยสู่การเป็นสังคมไร้เงินสดอย่างยั่งยืน

    สามารถติดตามข้อมูลการใช้งานพร้อมเพย์ในประเทศต่าง ๆ เพิ่มเติมได้ผ่านทาง https://www.bot.or.th/th/financial-innovation/digital-finance/digital-payment/cross-border-payment.html#connectivites-item-cad0596d91


    เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อตกลงการใช้บริการ รับทราบ