DPU เปิดเวที "KITCHEN STAGE HACKATHON" ประชัน 50 เมนูสุขภาพในโครงการ "ปรุงสุข" ยกระดับอุตสาหกรรม Functional Food สู่พื้นที่เศรษฐกิจใหม่

ข่าวทั่วไป Tuesday September 1, 2026 16:15 —ThaiPR.net

DPU เปิดเวที

เมื่อเร็วๆนี้ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) จัดการแข่งขันทำอาหารรอบ KITCHEN STAGE HACKATHON ในโครงการปรุงสุข โดยมีผู้เข้าร่วมการแข่งขันที่ผ่านการคัดเลือกจำนวน 50 ทีมจาก 200 ทีม ร่วมรังสรรค์เมนูสุขภาพ ภายใต้เวลา 1 ชั่วโมง เพื่อเฟ้นหายอดทีม "Top 30" และ "5 จานเด่น" สำหรับขับเคลื่อนองค์ความรู้ด้านเมนูสุขภาพสู่สังคมและธุรกิจในวงกว้าง โดยมีคณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญทั้ง 10 ท่านร่วมตัดสิน

ผลปรากฏว่า ทีมที่มีคะแนนสูงสุด 5 อันดับแรกจนคว้ารางวัล "5 จานเด่น" ได้แก่ ทีม Carrot Labs, เสิร์ฟสุข, กล้วยเชื่อมใจ, มิสแกรนด์ปรุงสุข และ สุขใจได้ปรุง นอกจากนี้ ทั้ง 5 ทีมยังรวมกับทีมที่ผ่านเกณฑ์มาตรฐานอีก 25 ทีม เป็นกลุ่ม Top 30 ซึ่งได้รับเงินรางวัลสนับสนุนทีมละ 10,000 บาท พร้อมสิทธิ์การตีพิมพ์สูตรอาหารลงในหนังสือ Cookbook ของโครงการ ได้แก่ ทีม 4 หนุ่มแอนโท, ฝรั่งขี้นก, แตงกวาสายรุ้ง, แพงดิ๊ก, อะโวคาโด้บู้สบู้ส, มะเขือเทศราชินี, Morning P, Bijin Tomato, พริกแดงแกงร้อน, Flying Angel, ตู้กับข้าว, มะเขือเทศแด๊งแดง, Wellness Cuisine, มะม่วงเบา แต่ไม่เบา, ซูกินี, มันดีต่อใจ, คะน้าฮ่องกง, ปรุงรัก ปรุงสุข, Magic miracle, แตงกวาดอง, Beta Bright Pumpkin, กล้วยหักมุข, มะเขือเทศสีดา, ทองก้อน และ Eataholic

DPU เปิดเวที

สำหรับบรรยากาศการแข่งขันในรอบนี้ยังเต็มไปด้วยมิตรภาพ ความคึกคักและเข้มข้นอย่างยิ่ง โดยมี ดร.ดาริกา ลัทธพิพัฒน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ร่วมเยี่ยมชมและให้กำลังใจกับผู้เข้าแข่งขัน ซึ่งผู้เข้าแข่งขันทุกทีมต้องนำองค์ความรู้ด้านโภชนาการและเทคนิคต่าง ๆ ตลอดการอบรม 6 เดือนมาประยุกต์ใช้ในการสร้างเมนูอาหาร Functional Food ที่อุดมด้วยสารอาหารตามธรรมชาติ หรือสารอาหารเฉพาะที่ช่วยส่งเสริมสุขภาพ และช่วยลดปัจจัยเสี่ยงด้านสุขภาวะได้มากกว่าโภชนาการพื้นฐานทั่วไป ภายใต้เกณฑ์การพิจารณาโครงสร้างเมนูอาหาร 6 มิติสำคัญ ได้แก่ 1.กลุ่มลูกค้าเป้าหมาย 2.องค์ประกอบสารอาหารและโภชนาการ 3.คุณค่าหลักของเมนู 4.การตอบโจทย์พฤติกรรมการกินอาหารสุขภาพ 5.ต้นทุนและโอกาสเชิงพาณิชย์ในการทำธุรกิจอาหารสุขภาพ และ 6.ความโดดเด่นของเมนูอาหารที่แตกต่างจากคู่แข่ง

พร้อมกันนี้ยังได้รับเกียรติจากเชฟผู้ทรงคุณวุฒิระดับประเทศ และผู้เชี่ยวชาญในวงการมาร่วมงาน ได้แก่ เชฟคิตตี้-เสาวกิจ ปรีเปรม, เชฟเปี๊ยก-วัชรพงษ์ เมฆผึ้ง, เชฟเจเรมี่ ซีเมี่ยน, เชฟแตง-จิตรลดา สิระชาดาพงศ์, เชฟเต้-จักรพรรดิ์ พจน์ชัยกุล, เชฟบอย-ปิยะชาติ พุทธวงษ์, เชฟเชอร์รี-อนัญญวีร์ งามจิตสิทธิชัย, เชฟพิช-พิชญุตม์ เหมชาติวิรุฬห์ พร้อมด้วย คุณฝน-กฤดิ์ชนา หุตะแพทย์ และ อาจารย์ฟิล์ม-ดร.กฤชมงคล กมลสุวรรณ มาร่วมให้คะแนนและคัดเลือกผลงานอย่างละเอียดตามมาตรฐานสากล โดยมีเกณฑ์การให้คะแนนจากรสชาติความกลมกล่อม ความคิดสร้างสรรค์ การจัดจานและการนำเสนอ ข้อมูลทางโภชนาการ และศักยภาพเชิงธุรกิจ

นอกจากนี้ ในงานช่วงเช้าของโครงการยังมีการจัดบรรยายพิเศษโดย เชฟเคนท์-วัชรวีร์ วิเสทโภชนาทิพย์ ในหัวข้อ "อาหารเป็นยา" พร้อมทั้งเล่าถึงเกร็ดประสบการณ์ส่วนตัวในอดีตที่เคยคิดจะหันหลังให้กับอาชีพเชฟ ก่อนที่จะตัดสินใจกลับคืนสู่เส้นทางนี้เพราะตระหนักถึงคุณค่าของวัตถุดิบและอาหารที่เป็นเครื่องมือสำคัญในการปกป้องร่างกายช่วยดูแลและส่งเสริมสุขภาพ พร้อมสาธิตการทำเมนูสุขภาพอย่าง "บวดเผือกมะพร้าวอ่อน" ให้แก่ผู้เข้าอบรมอย่างใกล้ชิด

ทางด้าน ดร.พณชิต กิตติปัญญางาม ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังและผู้ขับเคลื่อนโครงการ Thailand Skill Bridge ได้กล่าวถึงวิสัยทัศน์และความคาดหวังในการสร้างพื้นที่เศรษฐกิจใหม่ โดยระบุว่าอาหารไทยมีจุดเด่นเรื่องสมุนไพรและคุณค่าทางโภชนาการที่เป็นเอกลักษณ์ และโครงการนี้เป็นโอกาสสำคัญในการบ่มเพาะศักยภาพของผู้ประกอบการให้สามารถนำเทคโนโลยี และวิทยาศาสตร์อาหารมาแปรรูปวัตถุดิบท้องถิ่นให้กลายเป็น Functional Food เพื่อสร้างโอกาสทางการแข่งขันและขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของธุรกิจและอุตสาหกรรมอาหารไทยในอนาคต

"อาหารไทยมีจุดเด่นเรื่องสมุนไพรและคุณค่าทางโภชนาการที่เป็นเอกลักษณ์ การจัดกิจกรรมในครั้งนี้ไม่ใช่เพียงแค่การประกวดทำอาหารสุขภาพ แต่คือการบ่มเพาะศักยภาพของผู้ประกอบการยุคใหม่ในการนำองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์อาหารและเทคโนโลยีมาแปรรูปวัตถุดิบท้องถิ่นให้กลายเป็น Functional Food ที่ตอบโจทย์ตลาดโลก ซึ่งจะเป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ และสร้างพื้นที่การแข่งขันใหม่ให้กับอุตสาหกรรมอาหารและสุขภาพของไทยในอนาคต"

ขณะเดียวกัน ผศ.ดร.พัทธนันท์ เพชรเชิดชู รองอธิการบดีสายงานวิชาการและวิจัย มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ได้กล่าวสรุปภาพรวมความสำเร็จของโครงการ พร้อมทั้งได้ประกาศข่าวดีเรื่องการนำผลงานจากเมนูสุขภาพทั้ง 50 เมนูของผู้ที่ผ่านการคัดเลือกรอบ 50 ทีมสุดท้ายไปจัดพิมพ์เป็นรูปเล่ม Cook Book นอกจากนี้ยังมีแผนต่อยอดนำผลงานของผู้เข้าแข่งขันไปสู่กิจกรรม Chef's Table ในอนาคต เพื่อเปิดเวทีระดับมืออาชีพและสร้างโอกาสทางธุรกิจให้แก่ผู้ประกอบการอย่างเป็นรูปธรรม

"ตลอด 6 เดือนที่ผ่านมาของการอบรม เราได้เห็นความมุ่งมั่นและการเติบโตของผู้เข้าร่วมโครงการทุกท่าน ซึ่งมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์มีความตั้งใจอย่างยิ่งที่จะไม่หยุดพัฒนาอยู่แค่ในห้องเรียน แต่ต้องการต่อยอดองค์ความรู้ออกสู่สังคม โดยหลังจากนี้ ทั้ง 50 เมนูสุขภาพที่รังสรรค์ขึ้นในรอบนี้ จะถูกรวบรวมและจัดพิมพ์เป็นหนังสือ Cook Book เพื่อเผยแพร่สู่สาธารณะ นอกจากนี้ DPU ยังมีแผนจัดกิจกรรม Chef's Table ในอนาคตอันใกล้ เพื่อนำเมนูเด่นเหล่านี้มาเสิร์ฟจริงในรูปแบบเอ็กซ์คลูซีฟ ซึ่งถือเป็นการสร้างเวทีระดับมืออาชีพและขยายโอกาสทางธุรกิจให้กับผู้ประกอบการในโครงการ"

จากวิกฤตถังเก็บน้ำสู่แบรนด์ 'น้ำพริกแม่ราณี'

ผลผลิตจาก AI และหลักสูตรปรุงสุขรุ่น 1

ควบคู่ไปกับการแข่งขันทำอาหาร บริเวณรอบมหาวิทยาลัยยังเต็มไปด้วยความคึกคักจากการเปิดโซน "DPU ปรุงสุข MARKETPLACE" ซึ่งเป็นพื้นที่เปิดให้ผู้เข้าร่วมงานได้เดินช็อป ชม และชิม ผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่มที่คัดสรรมาเพื่อสุขภาพตามจุดต่างๆ เช่น บริเวณหน้าลิฟต์ชั้น 1 อาคาร 7 หน้าห้องประชุมปรีดี พนมยงค์ หน้าห้องประชุม ดร.ไสว สุทธิพิทักษ์ และหน้าศูนย์เรียนรู้และหอสมุด

โดย "คุณป็อบ-กฤษดา สุขแสงดาว" ศิษย์เก่ารุ่น 1 กลุ่มแดงไลโคปีน และเจ้าของแบรนด์ "น้ำพริกแม่ราณี" ได้นำสินค้ามาร่วมออกร้านเปิดตัวแบรนด์แทนการเข้าประกวดทำอาหาร โดยบอกเล่าประสบการณ์เดิมที่เคยประกอบธุรกิจเกี่ยวกับถังเก็บน้ำมายาวนานกว่า 10 ปี ซึ่งไม่มีความเกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมอาหาร แต่จุดเปลี่ยนเกิดขึ้นเมื่อธุรกิจเดิมต้องเผชิญกับวิกฤตโควิด-19 จนประสบปัญหาจนต้องปิดตัวลง

"ก่อนหน้าผมประกอบธุรกิจถังเก็บน้ำซึ่งไม่มีความเกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมอาหาร แต่ในช่วงวิกฤตโควิดธุรกิจเดิมประสบปัญหาจนต้องปิดตัวลง จึงตัดสินใจเข้ามาเรียนที่นี่เพราะต้องการความรู้ด้านสุขภาพ และได้รับไอเดียในการทำผลิตภัณฑ์อาหารที่ช่วยให้ผู้บริโภคทานผักและใยอาหารได้ง่ายขึ้นจนเกิดเป็นแบรนด์แม่ราณี"

นอกจากแรงบันดาลใจในการเปลี่ยนสายอาชีพ องค์ความรู้ด้านโภชนาการจากหลักสูตรยังถูกนำมาใช้ฉีกกฎน้ำพริกในท้องตลาดที่มักจะมีรสหวานนำ ให้กลายเป็นสูตรสุขภาพที่เน้นรสชาติกลมกล่อมและควบคุมปริมาณน้ำตาลสูงสุดไม่เกิน 5 เปอร์เซ็นต์ พร้อมยกระดับสู่มาตรฐานการผลิตระดับโรงงานที่มี อย. และระบบปิดผนึกที่ทันสมัย เพื่อสร้างความมั่นใจในคุณภาพและความสะอาดให้กับผู้บริโภคได้อย่างยั่งยืน

"ผลิตภัณฑ์น้ำพริกของผมแตกต่างจากท้องตลาดตรงที่สูตรจะไม่หวานนำ โดยมีปริมาณน้ำตาลสูงสุดเพียง 5 เปอร์เซ็นต์ ผมให้ความสำคัญกับการผลิตผ่านโรงงานที่ได้รับมาตรฐาน อย. และมีระบบการปิดผนึกที่ทันสมัย เพื่อสร้างความมั่นใจให้ลูกค้าในเรื่องความสะอาดและอายุการใช้งานที่ยาวนานกว่าการผลิตเองทั่วไป" คุณกฤษดา อธิบาย

ยิ่งไปกว่านั้น การเรียนที่ DPU ยังทำให้คนที่ไม่เคยสัมผัสเทคโนโลยีมาก่อน กล้าเปิดใจนำ AI เข้ามาช่วยยกระดับธุรกิจ ทั้งการใช้ ChatGPT เป็นผู้ช่วยค้นคว้าข้อมูลเบื้องต้น เกี่ยวกับคุณค่าสารอาหาร วิตามิน และลักษณะของโรคต่างๆ เพื่อนำมาปรับใช้สื่อสารกับลูกค้าได้อย่างแม่นยำ รวมถึงการใช้ตั้งต้นไอเดียดีไซน์โลโก้และสติกเกอร์ฉลากสินค้า ซึ่งช่วยลดระยะเวลาในกระบวนการออกแบบ และทำให้การทำงานร่วมกับทีมนักออกแบบรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

"ผมภูมิใจกับโลโก้และสติกเกอร์มาก เพราะเริ่มต้นจากการนำ AI มาช่วยต่อยอดไอเดียที่ได้เรียนมา ช่วยเซฟเวลาลองผิดลองถูก แล้วโปรแกรมก็ละเอียดมากช่วยร่างจัดวางตัวอักษรบนฉลากได้เป๊ะ ไม่มีผิดเพี้ยน ทำให้เราเห็นภาพชัดก่อนเอาไปพัฒนาต่อ นอกจากนี้โครงการนี้ยังเปลี่ยนผม จากเด็กหลังห้องให้กลายเป็นคนที่มีความรู้เท่าทันเทคโนโลยี มีวิสัยทัศน์ทางธุรกิจที่ชัดเจนขึ้น และที่สำคัญที่สุดคือ สามารถนำองค์ความรู้ทั้งหมดนี้กลับไปปรับใช้ในการดูแลสุขภาพของคนใกล้ตัวได้ดีเยี่ยม"

อย่างไรก็ตาม ในด้านกลยุทธ์การขาย คุณกฤษดาเลือกที่จะไม่ทำเพจออนไลน์เพื่อหลีกเลี่ยงภาระค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์มและการตัดราคา แต่เน้นการเป็นผู้ค้าส่งไปยังร้านค้าเล็กในชุมชนแทนเพื่อสร้างระบบนิเวศทางธุรกิจที่เกื้อกูลกัน นอกจากนี้ยังทิ้งท้ายด้วยว่า "การเรียนที่ DPU ทำให้ได้ทั้งมิตรภาพและวิสัยทัศน์ที่กว้างไกล" ซึ่งวัดได้จากสินค้าล็อตล่าสุดที่นำมาออกร้านมียอดสั่งซื้อจนมีสินค้าเหลือไม่ถึง 20 เปอร์เซ็นต์ เป็นการตอกย้ำความสำเร็จที่เกิดขึ้นจากการเรียนรู้ที่ไม่หยุดนิ่งได้อย่างจริงแท้

'โรลอกไก่ผสมธัญพืชและผัก'

นวัตกรรมทดแทนอกไก่ปั่นขวด จากเวทีปรุงสุข รุ่น 3

ขณะที่ "คุณนัท-ธนิดา นิกรมาลากุล" หนึ่งในผู้เข้าแข่งขันโครงการปรุงสุขทีม Wellness Cuisine ซึ่งได้เข้ารับการอบรมในรุ่นที่ 3 กลุ่มเขียวคลอโรฟิลล์ และผ่านการคัดเลือกได้รับรางวัล Top 30 พร้อมกับสิทธิ์ตีพิมพ์สูตรอาหารลงในหนังสือ 'Cook Book' ของโครงการ บอกเล่าถึงความภาคภูมิใจในการรังสรรค์เมนูสุขภาพจานเด่นนี้ว่า ทีมงานได้ออกแบบมาอย่างพิถีพิถันตามองค์ความรู้ด้านอาหารสุขภาพทั้งหมดที่ได้เข้ารับการอบรมจากโครงการ ภายใต้ Concept อาหารสุขภาพที่ไม่ได้ดูแลแค่ร่างกาย แต่ยังดูแลความรู้สึกและจิตใจของคุณ ด้วยเมนูหลักที่เน้นโปรตีนนำจากการผ่านกระบวนการบดและอบโดยเลือกใช้เนื้ออกไก่จริง 100% ผสมผสานเข้ากับมันม่วง ธัญพืชและผักหลากชนิด เพื่อเป็นทางเลือกใหม่ของอาหารสุขภาพที่รับประทานง่าย ได้เนื้อสัมผัสที่นุ่มนวลของอกไก่อบตัดกับแผ่นอกไก่อบแห้งกรุบกรอบอย่างลงตัว ที่อาจเข้ามาช่วยแก้ปัญหาและทดแทนอาหารเสริมโปรตีนทั่วไปประเภทอกไก่ปั่นแบบขวดที่กลุ่มลูกค้าเป้าหมายนักกีฬานิยมดื่มในท้องตลาดทั่ว ๆ ไป ซึ่งในช่วงระยะหลังมักพบปัญหาตกฉลาก หรือการแสดงข้อมูลไม่ตรงกับฉลากสินค้าได้เป็นอย่างดี

"ปัจจุบันผู้รักสุขภาพเริ่มกังวลกับปัญหาการแสดงข้อมูลบนฉลากของผลิตภัณฑ์อกไก่ปั่นแบบขวดที่อาจไม่ตรงกับความเป็นจริง ประกอบกับภาพลักษณ์ของอาหารสุขภาพในมุมมองคนทั่วไปมักถูกจำกัดว่าไม่อร่อย แต่ข้อเท็จจริงคือการทำอาหารที่ดีต้องประกอบด้วยสารอาหารและโภชนาการที่แข็งแรงควบคู่ไปกับรสชาติที่มีความนัวหรืออูมามิ เมนูโรลอกไก่อบสูตรนี้จึงถูกพัฒนาให้คุณค่าทางโภชนาการสูงและครบด้านพร้อมรับประทานง่าย มีเนื้อสัมผัสที่นุ่มนวลและมีความกรุบกรอบของอกไก่อบกรอบที่ลงตัว เสิร์ฟคู่กับน้ำสลัดฟักทองสูตรพิเศษที่ผสมกรีกโยเกิร์ต น้ำมันมะกอก และน้ำมะนาว จนได้รสชาติเปรี้ยวหวานที่กลมกล่อมลงตัว" คุณธนิดา อธิบาย

นอกจากมิติขององค์ประกอบและรสชาติแล้ว ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวยังได้รับคำแนะนำจากคณะกรรมการว่ามีโอกาสและความเหมาะสม สำหรับการต่อยอดขยายตลาดเข้าสู่ช่องทางร้านสะดวกซื้อชั้นนำได้ เพราะมีองค์ประกอบสารอาหารที่สมบูรณ์ทานง่ายพร้อมครบคุณค่าทางโภชนาการ ขณะที่รสชาติกลมกล่อมและราคาแข่งขันได้ ซึ่งหลังจากนี้อาจมีการพูดคุยกันในทีมเพื่อต่อยอดขยายผลตามคำแนะนำต่อไป

"สำหรับโอกาสในการต่อยอดทางธุรกิจจากโครงการนี้ให้ความรู้ที่หลากหลายและครบด้านเป็นอย่างมาก อาจจะนำไปต่อยอดสู่การผลิตในระดับอุตสาหกรรมสำหรับตลาดอาหารแมวและสุนัขที่มีคุณภาพสูงก็มีความเป็นไปได้ โดยปัจจุบันมีเพื่อนในทีมทำอยู่แต่เป็นลักษณะ Homemade เนื่องจาก Lifestyle เจ้าของสัตว์เลี้ยงจำนวนมากในปัจจุบันเน้นให้ความสำคัญกับคุณค่าโภชนาการเป็นอย่างมาก การได้เรียนรู้ที่นี่จึงเป็นเหมือนจุดเริ่มต้นสำคัญที่สร้างแรงบันดาลใจ และทำให้มองเห็นโอกาสและทางเลือกใหม่ๆ ในอุตสาหกรรมธุรกิจอาหารสุขภาพ ส่งผลให้ผู้เข้ารับการอบรมในโครงการจะไม่หยุดนิ่งเพียงแค่การทำอาหารทานเองเท่านั้น" คุณธนิดา เปิดใจ

พร้อมกันนี้ คุณธนิดายังได้แสดงความชื่นชมและบอกเล่าถึงมิตรภาพความอบอุ่นที่มีต่อคณาจารย์ ทีมงานผู้จัด และผู้เข้าร่วมโครงการอบรมทั้งหมด โดยระบุว่า โครงการปรุงสุขเป็นหลักสูตรที่ดีมาก มีการจัดแนวทางการเรียนรู้หลากหลายรูปแบบอย่างครบด้านทั้ง Online และ Onsite ตลอดจนมีเทคนิคการหาข้อมูลและการวิเคราะห์ข้อมูลด้านต่างๆ โดยใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) รวมถึงมีช่วงการแชร์ประสบการณ์จากแขกรับเชิญพิเศษ ทั้งเชฟ เจ้าของธุรกิจอาหารสุขภาพ และผู้ทรงคุณวุฒิระดับประเทศ

ขณะเดียวกัน ในภาคปฏิบัติบนเวทีการแข่งขันปรุงอาหารสุขภาพ ยังทำให้ผู้เรียนได้รับองค์ความรู้ด้านโภชนาการที่มีคุณภาพและมีมาตรฐานรอบด้าน นอกจากนี้ยังเป็นเวทีแห่งโอกาสในการสร้างความร่วมมือทางธุรกิจอาหารร่วมกับเครือข่ายเพื่อนในโครงการ ควบคู่ไปกับการเป็นโครงการที่มี Society และ Environment ในการเรียนรู้ที่ดีอย่างยิ่ง ไปจนถึงสามารถนำความรู้กลับไปปรับใช้เพื่อดูแลสุขภาพของคนใกล้ตัวได้เป็นอย่างดีด้วยเช่นกัน

"โครงการนี้ดีมาก ให้ความรู้หลากหลายครบด้านของการทำธุรกิจด้านอาหารสุขภาพ และพร้อมก่อให้เกิดเป็นแรงบันดาลใจในการทำธุรกิจอาหารได้จริง แต่อยากให้โครงการเพิ่มความหลากหลายในแต่ละมิติขององค์ความรู้เพื่อรองรับวิวัฒนาการด้านอาหารสุขภาพในอนาคต โดยยกระดับความพิถีพิถันขององค์ประกอบความรู้ด้านต่าง ๆ ให้เข้มข้นยิ่งขึ้นในอนาคต เนื่องจากการเติมเต็มรายละเอียดเหล่านี้จะเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยผลักดันศักยภาพของการเติบโตและเปิดโอกาสใหม่ ๆ สำหรับการเรียนรู้ให้แก่ผู้เข้ารับการอบรมและผู้จัดได้อย่างสมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น" คุณธนิดา ทิ้งท้าย


เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อตกลงการใช้บริการ รับทราบ