
- ผลสำรวจขององค์กรในเอเชียแปซิฟิกชี้ให้เห็นว่า องค์กรให้ความสำคัญกับประสิทธิภาพ ความยืดหยุ่น และการควบคุมได้ ควบคู่ไปกับ AI ท่ามกลางสภาพแวดล้อมทางเทคโนโลยีที่ซับซ้อนยิ่งขึ้น
- 49% ขององค์กรในเอเชียแปซิฟิกยังคงล่าช้ากว่าแผนในการบรรลุเป้าหมายการยกระดับระบบให้ทันสมัย
- องค์กรทั่วเอเชียแปซิฟิกเน้นขยายการใช้งานข้ามหลากหลายสภาพแวดล้อมเทคโนโลยี มากกว่าการควบรวมไว้บนแพลตฟอร์มเดียว
คินดริล (Kyndryl - NYSE: KD) ผู้นำด้านการให้บริการเทคโนโลยีสารสนเทศสำหรับส่วนงานสำคัญในระดับองค์กร เผยผลสำรวจของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ Modernization Report ฉบับทั่วโลกที่จัดทำขึ้นเป็นครั้งแรก ผลสำรวจพบว่าองค์กรต่างขยายการลงทุนทั้งแพลตฟอร์มดั้งเดิมที่ใช้อยู่และแพลตฟอร์มสมัยใหม่ การปรับระบบให้ทันสมัยต้องการกระบวนการทำงานทางธุรกิจที่สอดประสานกันมากขึ้น ไม่ใช่การรวมเทคโนโลยีต่าง ๆ เข้าด้วยกันเพียงอย่างเดียว
คุณเมกาวาตี คีย์ รองประธานและกรรมการผู้จัดการประจำภูมิภาคอาเซียนและเกาหลีของคินดริล กล่าวว่า "สำหรับภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกนั้น การปรับระบบให้ทันสมัยไม่ได้เป็นเพียงตัวเลือกระหว่างการลงทุนด้าน AI และการเสริมแกร่งให้เทคโนโลยีที่รองรับ AI เท่านั้นอีกต่อไป องค์กรต้องทำทั้งสองอย่างควบคู่กันไป สภาพแวดล้อมทางเทคโนโลยีที่กระจายตัวมากขึ้น เป็นความท้าทายในการตัดสินใจว่าจะลงทุนด้านใด จะปรับระบบใดให้ทันสมัย และจะทำอย่างไรให้สภาพแวดล้อมเหล่านั้นปลอดภัย แข็งแกร่ง และพร้อมรับอนาคตอยู่เสมอ"
รายงานนี้มาจากการสำรวจความคิดเห็นเชิงลึกของผู้นำทางธุรกิจและเทคโนโลยี 2,000 คนในห้าทวีปจาก 12 ประเภทอุตสาหกรรม ทั้งนี้ 30% เป็นองค์กรที่อยู่ในเอเชียแปซิฟิก ผลสำรวจแสดงให้เห็นวิธีการที่ AI พลิกโฉมการจัดลำดับความสำคัญของการลงทุนทั้งในเรื่องของโครงสร้างพื้นฐานและแอปพลิเคชัน รวมถึงความท้าทายต่อรูปแบบการดำเนินงานขององค์กร
ในเอเชียแปซิฟิก AI เป็นหนึ่งในลำดับความสำคัญของการปรับระบบให้ทันสมัยซึ่งมีอยู่หลายด้านและมีความสำคัญใกล้เคียงกัน ผู้ตอบแบบสำรวจ 36% ให้ความสำคัญเท่ากันในด้านการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน, ความปลอดภัย และการทำงานร่วมกัน; การเพิ่มความคล่องตัวทางธุรกิจ, นวัตกรรม และการขยายขนาด; การเพิ่มการควบคุมได้มากขึ้น, ความสามารถในการคาดการณ์ และการกำกับดูแล เมื่อเทียบกับ 34% ที่ให้ความสำคัญกับความสามารถในการใช้ AI ขั้นสูง
AI เป็นปัจจัยขับเคลื่อนสำคัญที่ทำให้การใช้เมนเฟรมและเอดจ์คอมพิวติ้งเพิ่มมากขึ้น และเป็นปัจจัยขับเคลื่อนที่สำคัญเป็นลำดับสองในการขยายการใช้ SaaS และไพรเวทคลาวด์ ทั้งยังเป็นเหตุผลต้น ๆ ที่ทำให้องค์กรอัปเกรดพอร์ตโฟลิโอของเน็ตเวิร์คและแอปพลิเคชันของตน องค์กรทุกแห่งที่ใช้เมนเฟรมต่างระบุว่ามีแผนที่จะปรับใช้ AI บนแพลตฟอร์มดังกล่าว
การปรับระบบไอทีให้ทันสมัยขององค์กรในเอเชียแปซิฟิก 49% ล่าช้ากว่าแผนที่ได้วางไว้ ในจำนวนองค์กรที่เลื่อนโครงการปรับระบบให้ทันสมัยออกไปก่อนนั้น 44% ระบุว่าเป็นเหตุมาจากค่าใช้จ่ายในระยะยาวที่สูงขึ้น, 43% ระบุว่าไม่สามารถใช้ความสามารถใหม่ ๆ ได้อย่างรวดเร็ว และ 38% ระบุว่ามีความท้าทายด้านความปลอดภัยหรือการปฏิบัติตามกฎระเบียบใหม่ ๆ
Agentic AI ซึ่งสามารถวางแผนและดำเนินงานได้เองโดยอัตโนมัตินั้น ได้เข้ามาเป็นเครื่องมือในการปรับระบบให้ทันสมัยได้เร็วขึ้น แต่การใช้งานยังคงอยู่ในขั้นเริ่มต้น โดยมีองค์กรในเอเชียแปซิฟิกที่ตอบแบบสำรวจเพียง 10% เท่านั้นที่ใช้ agentic AI ช่วยปรับระบบให้ทันสมัย ซึ่งเป็นไปในทิศทางเดียวกับค่าเฉลี่ยทั่วโลก องค์กรหลายแห่งกำลังเริ่มใช้ AI กับงานที่ต้องอาศัยทักษะสูงและใช้เวลานาน เช่น การวิเคราะห์ความเชื่อมโยงของระบบ การแปลงโค้ด และการจัดทำเอกสารคู่มือระบบ
ผลสำรวจด้านอื่น ๆ จากรายงานของคินดริล แสดงให้เห็นว่า
- การปรับระบบให้ทันสมัยกลายเป็นหนึ่งในลำดับความสำคัญของธุรกิจ ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องทางเทคนิคเพียงอย่างเดียวผลสำรวจชี้ให้เห็นว่า CIO มีความกดดันเพิ่มขึ้น เพราะต้องผลักดันเป้าหมายหลายอย่างไปพร้อมกัน ทั้งการปรับใช้ AI, ความแข็งแกร่งและพร้อมรับมือภัยไซเบอร์, การปฏิบัติตามข้อกำหนด, ประสิทธิภาพการดำเนินงาน และการเติบโตทางธุรกิจ ผู้ตอบแบบสำรวจระบุว่า มีกลุ่มผู้มีส่วนเกี่ยวข้องถึงเก้ากลุ่มที่มีอำนาจตัดสินใจในการปรับระบบไอทีให้ทันสมัย ไม่ว่าจะเป็น CIO, CTO ไปจนถึงคณะกรรมการบริหาร รวมถึงทีมการเงินและทีมกำกับดูแล ชี้ให้เห็นว่าการปรับระบบไอทีให้ทันสมัยได้ก้าวข้ามบทบาทของแผนกไอที เป็นการตัดสินใจทางธุรกิจในระดับบอร์ดบริหาร ความสำคัญที่เพิ่มขึ้นนี้ ทำให้องค์กรต้องประสานการตัดสินใจร่วมกับผู้เกี่ยวข้องหลายฝ่าย โดยยังคงต้องรักษาความเร็วในการดำเนินงานไว้ให้ได้
- สถานการณ์โลกมีผลต่อการตัดสินใจด้านเทคโนโลยี ควบคู่กับเรื่องต้นทุนและประสิทธิภาพประเด็นด้านอธิปไตยทางข้อมูล (sovereignty) กำลังกลายเป็นปัจจัยสำคัญเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ในการวางกลยุทธ์การปรับระบบให้ทันสมัย องค์กร 37% ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกที่ตอบแบบสำรวจ เลือกจัดการประเด็นนี้เป็นรายกรณีเฉพาะเมื่อมีข้อบังคับจากภายนอกกำหนด ขณะที่ 26% มองผ่านมิติของการปฏิบัติตามกฎหมายเป็นหลัก และมีเพียง 7% เท่านั้นที่ใช้หลักอธิปไตยทางข้อมูลเป็นแกนหลักในการทรานส์ฟอร์มองค์กรมาตั้งแต่ต้น แม้ว่าองค์กรมากถึง 65% คาดว่าจะเพิ่มการใช้งาน sovereign cloud หรือโซนประมวลผลเฉพาะ (dedicated zones) ในปีหน้าก็ตาม ผลสำรวจชี้ให้เห็นว่าตำแหน่งที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ซึ่งเป็นที่ดำเนินงานของเทคโนโลยีนั้น ๆ ถูกกำหนดโดยปัจจัยด้านการกำกับดูแลและภูมิรัฐศาสตร์มากขึ้นเรื่อย ๆ ไม่ต่างกับประสิทธิภาพ ต้นทุน และนวัตกรรม
- ความซับซ้อนทวีคูณขึ้นอย่างต่อเนื่องผลสำรวจนี้ท้าทายความเชื่อเดิมที่ยึดถือกันมานานว่า การทำดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชันจะนำพาองค์กรไปสู่การย้ายระบบเข้าหาสภาพแวดล้อมทางเทคโนโลยีที่ต้องการเพียงรูปแบบเดียวอย่างค่อยเป็นค่อยไป แต่เมื่อการเปลี่ยนผ่านดิจิทัลขยายตัวครอบคลุมทั่วทั้งธุรกิจ จึงจำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนจากการกำหนดกลยุทธ์ การกำกับดูแล และการปฏิบัติงานที่สอดประสานกัน รวมถึงต้องมีแนวทางการรับมือภัยไซเบอร์อย่างบูรณาการมากยิ่งขึ้น เพื่อรองรับภัยคุกคามที่ถูกขับเคลื่อนด้วย AI ซึ่งกำลังเพิ่มขึ้นและขยายวงกว้างอย่างรวดเร็ว