จับตาราคาน้ำมันต่อภาคเกษตร สศก. เผย ส่งผลบวกต่อจีดีพี ต้นทุนลด แต่ฉุดราคาอ่อนตัวลง

ข่าวทั่วไป Tuesday December 29, 2015 09:42 —ThaiPR.net

กรุงเทพฯ--29 ธ.ค.--สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร เปิดบทวิเคราะห์ผลกระทบภาคเกษตร จากสถานการณ์ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่ปรับตัวลดลง เผย กรณีราคาขายปลีกน้ำมันดีเซลไปอยู่ที่ระดับ 19.50 บาท/ลิตร ส่งผลทางบวกดึง GDP ภาคเกษตรขยายตัวเพิ่ม 0.24 และช่วยต้นทุนการผลิตภาคเกษตรลดลงร้อยละ 11 แต่กระทบทางลบต่อราคาสินค้าเกษตรที่ปรับตัวลง นายสุรพงษ์ เจียสกุล เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่ปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง ทำให้ประเทศไทยซึ่งพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันจากต่างประเทศได้รับประโยชน์จากราคาน้ำมันที่ลดลง โดยเฉพาะน้ำมันดีเซลที่มีการใช้มากในภาคการขนส่งและภาคการผลิต ได้ปรับลดลงอย่างต่อเนื่องในปี 2558 โดยมีราคาเฉลี่ย 24.83 บาท/ลิตร จากปี 2556 และ ปี 2557 ที่มีราคาเฉลี่ย 29.97 และ 29.69 บาท/ลิตร ซึ่งในปี 2559 คาดว่าจะมีการปรับลดลงตามราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก จากสถานการณ์ดังกล่าว สศก. ได้วิเคราะห์ผลกระทบจากการลดลงของราคาน้ำมันดีเซลที่มีต่อภาคเกษตรทั้งด้านผลิตภัณฑ์มวลรวมภาคเกษตร ต้นทุนการผลิต และผลกระทบต่อราคาสินค้าเกษตรที่สำคัญ โดยเปรียบเทียบกรณีราคาขายปลีกน้ำมันดีเซลที่ลดลงจากระดับราคา 24.50 บาท/ลิตร ไปอยู่ที่ระดับ 19.50 บาท/ลิตร หรือลดลงร้อยละ 20 ซึ่งพบว่า ผลกระทบต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมภาคเกษตร (GDP ภาคเกษตร) ส่งผลให้ GDP ภาคเกษตรขยายตัวเพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 0.24 เนื่องจากการใช้น้ำมันดีเซลซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของต้นทุนการผลิตขั้นกลางของภาคเกษตรมีแนวโน้มลดลง ย่อมส่งผลให้ GDP ภาคเกษตรหรือมูลค่าเพิ่มของภาคเกษตรมีทิศทางเพิ่มขึ้น ด้านนางสาวจริยา สุทธิไชยา รองเลขาธิการและโฆษก สศก. กล่าวเสริมถึงผลกระทบต่อต้นทุนการผลิตและราคาสินค้าเกษตรที่สำคัญ ว่า การที่ราคาน้ำมันดีเซลซึ่งเป็นปัจจัยการผลิตที่สำคัญของการผลิตและการขนส่งสินค้าเกษตรลดลง ทำให้ต้นทุนการผลิตของภาคเกษตรมีทิศทางลดลงไปด้วย โดยพบว่า สาขาบริการทางการเกษตรมีต้นทุนการผลิตลดลงมากที่สุด เนื่องจากมีความเกี่ยวข้องกับการใช้เครื่องจักรกลทางการเกษตรที่ต้องใช้น้ำมันดีเซล รองลงมา คือ การทำประมงทะเลซึ่งมีการใช้น้ำมันดีเซลปริมาณมากในเรือประมงทะเล ส่วนการเพาะปลูกพืชและการเลี้ยงปศุสัตว์ ส่วนใหญ่มีการใช้น้ำมันโดยตรงน้อย แต่จะได้รับผลทางอ้อมจากการที่ปัจจัยการผลิต เช่น ปุ๋ย ยาปราบศัตรูพืช และอาหารสัตว์ มีราคาลดลง ทั้งนี้ จากการวิเคราะห์ พบว่า ต้นทุนการผลิตของภาคเกษตรโดยรวมจะลดลงประมาณร้อยละ 11 อย่างไรก็ตาม ราคาน้ำมันดีเซลที่ลดลงนอกจากจะส่งผลทางบวกทำให้ต้นทุนการผลิตของภาคเกษตรลดลงแล้ว แต่กลับส่งผลทางลบทำให้ราคาสินค้าเกษตรลดลง เนื่องจากการผลิตมีต้นทุนที่ต่ำลง ซึ่งราคาสินค้าเกษตรบางชนิดมีความเชื่อมโยงกับราคาน้ำมัน เช่น ยางพารา รวมถึงอ้อย มันสำปะหลัง และปาล์มน้ำมัน ที่เป็นพืชพลังงานทดแทน หากแต่การปรับตัวลงของราคาสินค้าเกษตรจะเกิดขึ้นช้ากว่าการเปลี่ยนแปลงของราคาน้ำมันดีเซล เนื่องจากการผลิตสินค้าเกษตรต้องใช้ระยะเวลา ประกอบกับผลผลิตสินค้าเกษตรหลายชนิดที่จะออกสู่ตลาดในช่วงปี 2559 เป็นการผลิตที่เกิดขึ้นในช่วงปี 2558 ซึ่งราคาน้ำมันดีเซลอยู่ในระดับสูงกว่าราคาที่คาดการณ์ในปี 2559 หากราคาสินค้าเกษตรอ่อนตัวลงจะส่งผลกระทบต่อรายได้ของเกษตรกร ทำให้มีกำลังซื้อลดลงด้วย โดยกรณีของยางพารา ถือเป็นสินค้าเกษตรเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงของราคาน้ำมันค่อนข้างมาก เนื่องจากการผลิตยางสังเคราะห์ต้องใช้พอลิเมอร์ที่ได้จากการกลั่นน้ำมันดิบเป็นวัตถุดิบสำคัญ ดังนั้น เมื่อราคาน้ำมันดิบปรับตัวลดลง โรงงานอุตสาหกรรมจะใช้พอลิเมอร์ที่ได้จากการกลั่นน้ำมันดิบมากขึ้น ทำให้ความต้องการยางพาราลดลง ส่งผลราคายางพาราปรับตัวลดลงตามไปด้วยนั่นเอง หน่วย:ร้อยละ สาขาการผลิต การเปลี่ยนแปลงGDP ภาคเกษตร ต้นทุนการผลิตที่ลดลงจากการใช้น้ำมัน ภาคเกษตร 0.24 -11.16 พืช 0.25 -11.00 ปศุสัตว์ 0.17 -10.90 ประมง 0.15 -12.05 บริการทางการเกษตร 0.28 -13.53 ที่มา: จากการคำนวณโดยกองนโยบายและแผนพัฒนาการเกษตร สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร

เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อตกลงการใช้บริการ รับทราบ