ข่าวอินโฟเควสท์
00:15 ตำรวจญี่ปุ่นหลายพันนายตรึงกำลังโตเกียว รับมือฝูงชนต้อนรับจักรพรรดิองค์ใหม่   รัฐบาลญี่ปุ่นเตรียมส่งเจ้าหน้าที่ตำรวจหลายพันนายเข้าตรึงกำลังเพื่อ…
23:23 บอนด์ยีลด์สหรัฐปรับตัวลง ท่ามกลางความกังวลเศรษฐกิจเยอรมนี   อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐปรับตัวลงในวันนี้ ขณะที่นักลงทุนซื้อพันธบัตรในฐานะส…
23:11 ราคาทองฟื้นตัวจากนิวโลว์ 4 เดือน หลังดอลลาร์,ตลาดหุ้นชะลอตัว   ราคาทองปรับตัวขึ้นในวันนี้ จากการชะลอตัวของดอลลาร์ และตลาดหุ้น ส่งผลให้ราคาทองสา…
22:43 ดอลลาร์ปรับตัวแคบในกรอบ 111 เยน จับตาประชุมรมว.คลังสหรัฐ-ญี่ปุ่น   ดอลลาร์ปรับตัวในช่วงแคบในกรอบบนของ 111 เยน ขณะที่นักลงทุนจับตาการประชุมรัฐมน…
22:26 ราคาน้ำมัน WTI ร่วงหลุด 66 ดอลลาร์ หลังสต็อกน้ำมันดิบสหรัฐพุ่งเกินคาด   สัญญาน้ำมันดิบล่วงหน้า WTI ร่วงหลุดระดับ 66 ดอลลาร์ในวันนี้ หลังสต็อกน้…

พีทีที โออาร์ จีพีเอสซี และซีเอชพีพี พัฒนาต่อยอดโครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ภายในสถานีบริการน้ำมัน พีทีที สเตชั่น

ข่าวเศรษฐกิจ ThaiPR.net -- พฤหัสบดีที่ 14 มีนาคม 2562 15:58:52 น.
กรุงเทพฯ--14 มี.ค.--ปตท.

นางสาวจิราพร ขาวสวัสดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ พีทีที โออาร์ กล่าวว่า ตามที่ พีทีที โออาร์ มีความมุ่งมั่นในการผสานแนวคิดในการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมให้เป็นส่วนหนึ่งของวิถีการดำเนินธุรกิจนั้น พีทีที โออาร์ จึงได้เริ่มศึกษาและทดลองติดตั้งแผง โซล่า เซลล์ ในสถานีบริการน้ำมัน พีทีที สเตชั่น ตั้งแต่ปี 2550 และต่อมาได้ร่วมกับบริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ จีพีเอสซี และบริษัท ผลิตไฟฟ้าและพลังงานร่วม จำกัด หรือ ซีเอชพีพี ในการศึกษาความเป็นไปได้ เพื่อพัฒนาโครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ ระยะที่ 1 ตั้งแต่ปี 2561 โดยทดลองติดตั้งแผงโซล่า เซลล์ ในสถานีบริการน้ำมันฯ จำนวน 3 แห่ง ในจังหวัดกรุงเทพฯ ชลบุรี และเชียงใหม่ ซึ่งคาดว่าจะสามารถผลิตได้ภายในครึ่งปีแรกของปี 2562

สำหรับความร่วมมือในวันนี้ เป็นระยะที่ 2 ของโครงการฯ ซึ่งจะร่วมกันศึกษาและพัฒนาระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์พร้อมระบบกักเก็บพลังงาน (Energy Storage) ในสถานีบริการน้ำมันฯ โดยจะพิจารณารูปแบบดำเนินธุรกิจที่เหมาะสมร่วมกัน โดย พีทีที โออาร์ จะเป็นผู้คัดเลือกรูปแบบพื้นที่ หรือ อาคาร ที่มีความเหมาะสมภายในสถานีบริการฯ เพื่อให้ จีพีเอสซี และ ซีเอชพีพี ออกแบบและติดตั้งอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับการผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์และการกักเก็บพลังงานไฟฟ้าให้มีความเหมาะสม โดยมีแผนงานร่วมกันในการขยายการติดตั้งแผงโซล่า เซลล์ ภายในสถานีบริการน้ำมันฯ ให้เป็น 50 แห่ง ภายในปี 2566

โครงการฯ นี้ จะช่วยลดภาระการนำเข้าน้ำมัน และ/ หรือ ก๊าซธรรมชาติ เพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าของประเทศ โดยพลังงานแสงอาทิตย์ถือเป็นพลังงานสะอาด ไม่ก่อให้เกิดคาร์บอนไดออกไซด์ในกระบวนการผลิต ช่วยลดภาวะโลกร้อน อีกทั้งยังเป็นการส่งเสริมภาพลักษณ์อันดีของกลุ่ม ปตท. ในด้านการรักษาสิ่งแวดล้อมอีกด้วย

นายชวลิต ทิพพาวนิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ จีพีเอสซี แกนนำนวัตกรรมธุรกิจไฟฟ้ากลุ่ม ปตท. กล่าวว่า การดำเนิน "โครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ พร้อมระบบกักเก็บพลังงานในสถานีบริการน้ำมัน พีทีที สเตชั่น" เป็นความร่วมมือของกลุ่ม ปตท. ที่จะขับเคลื่อนนวัตกรรมพลังงานใหม่ๆ โดยเฉพาะพลังงานทดแทนที่เป็นกระแสของโลกในการยกระดับคุณภาพสิ่งแวดล้อม ซึ่ง จีพีเอสซี ได้ร่วมกับ ซีเอชพีพี เพื่อประเมินรูปแบบเทคโนโลยีการติดตั้งระบบโซลาร์รูฟท็อป ขนาดกำลังการผลิต และระบบกักเก็บพลังงาน เพื่อติดตั้งในสถานีบริการน้ำมัน

นายชวลิต กล่าวเพิ่มเติมว่า "การดำเนินงานจะคำนึงถึงประสิทธิภาพของการจ่ายไฟที่จะนำระบบกักเก็บพลังงานมาช่วยให้มีความมั่นคงในการจ่ายไฟ ขณะเดียวกันโครงสร้างอาคารจะต้องเหมาะสมและแข็งแรงเพียงพอต่อการติดตั้ง ซึ่งแต่ละพื้นที่อาจต่างกันออกไป หลังจากติดตั้งแล้วติดตามผลตามเวลากำหนด และจะมีการรายงานเพื่อพิจารณาถึงแนวทางพัฒนาต่อไป"

นายกุลพัฒน์ เพิ่มภูศรี ผู้จัดการทั่วไป บริษัท ผลิตไฟฟ้าและพลังงานร่วม จำกัด หรือ ซีเอชพีพี ในฐานะผู้พัฒนาพลังงานทดแทนในกลุ่มบริษัท จีพีเอสซี กล่าวว่า บริษัทฯ มีประสบการณ์ในการพัฒนาโครงการผลิตผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนพื้นดิน (โซลาร์ฟาร์ม) แบบติดตั้งบนหลังคาอาคาร (โซลาร์รูฟท็อป) และแบบติดตั้งบนทุ่นลอยน้ำ (โซล่าร์ลอยน้ำ) จึงมีความพร้อมที่จะร่วมมือในการติดตั้งภายในสถานีบริการน้ำมัน พีทีที สเตชั่น หากผลการศึกษาประสบความสำเร็จก็จะสามารถต่อยอดการพัฒนาเพื่อการผลิตไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ป้อนให้กับสถานีบริการน้ำมันฯ ต่อไป

ทั้งนี้ โครงการฯ ดังกล่าวถือเป็นการตอกย้ำภาพความร่วมมือภายในกลุ่ม ปตท. ในการนำจุดแข็งที่เป็น Core Competency ของแต่ละบริษัทมาต่อยอดร่วมกัน เพื่อสร้างประโยชน์ให้เกิดแก่ประเทศในวงกว้างต่อไป

ข่าวที่เกี่ยวข้อง