ข่าวอินโฟเควสท์
17:29 โบรกเกอร์มาร์เก็ตแชร์ 10 อันดับสูงสุดประจำวันที่ 21 ส.ค. 2562   สูงสุดประจำวันที่ 21 ส.ค. 2562 บริษัทหลักทรัพย์ ภัทร จำกัด (มหาชน) มีมาร์เก็ตแช…
17:26 ภาวะตลาดตราสารหนี้ไทย: วันนี้มีมูลค่าการซื้อขายรวม 101,105 ล้านบาท   มีมูลค่าการซื้อขายรวมทั้งวันอยู่ที่ 101,105 ล้านบาท ด้านประเภทของนักลงทุน …
17:18 ราคาขายมันสำปะหลังในประเทศ ประจำวันที่ 21 ส.ค. 2562   ชนิด ราคา (บาท) มันสำปะหลัง แป้ง 25%/กก. 2.10 2.30 มันเส้น/100 กก. ส่งมอบ ณ คลังสินค้าเขต…
17:18 สรุปปริมาณการซื้อขายรายกลุ่ม ต่างชาติซื้อสุทธิ 765.60 ลบ.(SET+MAI)   ตามประเภทนักลงทุน ประจำวันที่ 21 สิงหาคม 2562 ดังนี้ กลุ่ม มูลค่าซื้อ (ลบ.…
17:17 สรุปปริมาณการซื้อขายรายกลุ่ม ต่างชาติซื้อสุทธิ 753.31 ลบ.(SET)   ตามประเภทนักลงทุน ประจำวันที่ 21 สิงหาคม 2562 ดังนี้ กลุ่ม มูลค่าซื้อ % มูลค่า…

JCK จับมือกรมธนารักษ์พัฒนาที่ 1,335 ไร่ เนรมิตเขตเศรษฐกิจพิเศษ จ.นครพนม พร้อมที่จะลงมือพัฒนาโครงการทันที

ข่าวหุ้น-การเงิน ThaiPR.net -- ศุกร์ที่ 5 กรกฎาคม 2562 16:36:24 น.
กรุงเทพฯ--5 ก.ค.--เจซีเค อินเตอร์เนชั่นแนล

บอร์ด JCK อนุมัติให้เซ็นสัญญาเช่าที่ดินจากกรมธนารักษ์ลุยพัฒนาที่ดินราชพัสดุ 1,335 ไร่ เนรมิตเขตเศรษฐกิจพิเศษจังหวัดนครพนม เป็นประตูเศรษฐกิจสู่อาเซียนและจีนตอนใต้ ผุดเมืองวัฒนธรรม-ศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาติ-ศูนย์กระจายสินค้าและเขตอุตสาหกรรม เร่งลงมือก่อสร้างทันที มั่นใจช่วยสร้างงาน-สร้างรายได้ให้กับคนในจังหวัดนครพนมและในพื้นที่ใกล้เคียง สอดคล้องนโยบายไทยแลนด์ 4.0

นายอภิชัย เตชะอุบล ประธานกรรมการ บริษัท เจซีเค อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) (JCK) เปิดเผยว่า ในวันนี้คณะกรรมการบริษัทได้มีมติอนุมัติให้เข้าทำสัญญาเช่าที่ดินราชพัสดุ "พื้นที่เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษนครพนม"กับกรมธนารักษ์ เพื่อพัฒนาพื้นที่เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษชายแดน ซึ่งเป็นยุทธศาสตร์สำคัญในการพัฒนาประเทศ เพื่อให้มีการลงทุนในพื้นที่เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษนครพนม ซึ่งเป็นเขตชายแดนใกล้กับด่านพรมแดนสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว โดยบริษัทฯได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษให้ได้รับสิทธิการพัฒนาพื้นที่ในเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษนครพนม เนื้อที่ประมาณ 1,335 ไร่เศษ

ทั้งนี้ เพื่อรองรับการจัดตั้งเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษนครพนม ที่มีรูปแบบดำเนินโครงการภายใต้วิสัยทัศน์ "สังคมน่าอยู่ ประตูเศรษฐกิจสู่อาเซียนและจีนตอนใต้" โดยนำยุทธศาสตร์จังหวัดนครพนมมากำหนดบทบาทที่เหมาะสมกับการพัฒนาเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษนครพนมให้สอดคล้องกับสภาพเมืองและวัฒนธรรมท้องถิ่น เพื่อให้มีการเจริญเติบโตทั้งในด้านเศรษฐกิจและสังคม อย่างมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืนตามแนวคิดไทยแลนด์ 4.0 โดยแบ่งออกเป็น 3 ด้านหลัก ได้แก่ (1) ศูนย์กลางการขนส่งและโลจิสติกส์ (2) เมืองผลิตอาหารปลอดภัย อุตสาหกรรมแปรรูป และศูนย์ธุรกิจค้าส่ง (3) เมืองท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม โดยแบ่งการพัฒนาออกเป็น 6 ด้าน ประกอบด้วย ศูนย์กลางการเชื่อมโยงสู่ภูมิภาค, ส่งเสริมสินค้าทางการเกษตร ส่งเสริมสินค้าท้องถิ่น (OTOP), การเจรจาทางธุรกิจ โดยการจัดตั้งศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาติ, การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ รวมถึงสถานที่พักผ่อนหย่อนใจ โดยมีกิจกรรมที่สนับสนุนอาทิเช่น โรงแรม/รีสอร์ท ศูนย์แสดงศิลปวัฒนธรรม/หัตถกรรม สนามกีฬา เป็นต้น และการยกระดับคุณภาพชีวิตและสุขภาพของคนในชุมชนโดยจัดตั้งโรงพยาบาล ศูนย์ดูแลสุขภาพ และศูนย์แพทย์แผนไทย

ในการพัฒนาพื้นที่เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษนครพนมได้แบ่งกลุ่มพัฒนาออกเป็น 4 กลุ่มหลักๆได้แก่ กลุ่มที่ 1 พื้นที่สำหรับเมืองวัฒนธรรม กลุ่มที่ 2 พื้นที่สำหรับเป็นศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาติ (Convention Center) กลุ่มที่ 3 พื้นที่สำหรับใช้เป็นศูนย์รวมกีฬาต่างๆ และสันทนาการ (Sport Complex) และกลุ่มที่ 4 พื้นที่สำหรับศูนย์กระจายสินค้าและเขตอุตสาหกรรมทั่วไป

อีกทั้งภายในโครงการยังมีเส้นทางรถไฟรางคู่สายบ้านไผ่-มหาสารคาม-ร้อยเอ็ด-มุกดาหาร-นครพนม ตัดผ่านพื้นที่ในโครงการอันจะสนับสนุนเส้นทางขนส่ง และโลจิสติกส์ได้สะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ภายในโครงการยังจัดพื้นที่รองรับสำหรับผู้ประกอบการ SMEs และนักลงทุนในพื้นที่ที่จะประสงค์จะเข้าร่วมลงทุนในเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษดังกล่าว

บริษัทฯมีแผนการเร่งดำเนินการพัฒนาพื้นที่เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษโดยการจัดทำโครงสร้างพื้นฐานภายในโครงการให้แล้วเสร็จโดยเร็ว เพื่อรองรับกลุ่มอุตสาหกรรมประเภทต่างๆ ซึ่งจะสามารถสร้างงาน สร้างรายได้เพิ่มให้แก่ประชาชนในจังหวัดนครพนมและพื้นที่ใกล้เคียง ให้มากขึ้น ซึ่งโครงการดังกล่าวจะสนับสนุนการจัดตั้งพื้นที่เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษชายแดนจังหวัดนครพนมให้บรรลุเป้าหมายตามนโยบายของรัฐบาลโดยเร็ว ทั้งนี้ เมื่อได้ลงนามในสัญญาเช่าที่ดินกับกรมธนารักษ์แล้ว บริษัทจะเร่งทำการพัฒนาโครงการทันที ซึ่งบริษัทคาดว่าโครงการวันนครพนมนี้จะสามารถสร้างรายได้ให้แก่บริษัทตั้งแต่ปี 2563 เป็นต้นไป

ประธานกรรมการ JCK ได้กล่าวเพิ่มเติมว่า นอกจากโครงการวันนครพนมแล้ว คณะกรรมการบริษัทยังได้อนุมัติให้ทำการขายหุ้น Bognor Regis Warehouse Limited บริษัทย่อยของ TISCOM ที่ JCK ถือหุ้นอยู่ในสัดส่วนร้อยละ 100 ซึ่งเป็นบริษัทที่ทำกิจการคลังสินค้าให้เช่าที่ประเทศอังกฤษ ในราคา 17,750,000 ปอนด์ โดยจะทำรายการซื้อขายกันภายในเดือนกรกฎาคม 62 นี้ ก็จะสร้างรายได้ให้แก่ JCK ได้ภายในไตรมาสนี้อีกทางหนึ่ง

ข่าวที่เกี่ยวข้อง