ก.ล.ต. นับหนึ่งไฟลิ่ง “บูทิค คอร์ปอเรชั่น” เดินหน้าเสนอขาย IPO 167 ล้านหุ้น เทรด mai ปีนี้

ข่าวหุ้น-การเงิน 19 กันยายน พ.ศ. 2562 15:49 น. —ThaiPR.net

ก.ล.ต. นับหนึ่งไฟลิ่ง “บูทิค คอร์ปอเรชั่น” เดินหน้าเสนอขาย IPO 167 ล้านหุ้น เทรด mai ปีนี้

"บูทิค คอร์ปอเรชั่น" หรือ BC เดินหน้าตามแผน หลัง ก.ล.ต. นับหนึ่งไฟลิ่งเรียบร้อยแล้ว เตรียมเสนอขายหุ้น IPO จำนวนไม่เกิน 167 ล้านหุ้น เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ mai ปีนี้ เงินที่ได้จากการระดมทุนนำไปใช้ลงทุนในโครงการที่มีศักยภาพ จ่ายคืนหนี้สิน รวมทั้งใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียน โดยมี บริษัท ที่ปรึกษา เอเซียพลัส จำกัด เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน มั่นใจด้วยความเชี่ยวชาญในธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์รูปแบบสร้าง – ดำเนินงาน – ขาย หรือ BOS มีแนวโน้มการเติบโตโดดเด่น ผลประกอบการครึ่งปีแรก 2562 อยู่ที่ 675.9 ล้านบาท กำไรสุทธิ 348.5 ล้านบาท อัตรากำไรขั้นต้น 77.9% อัตรากำไรสุทธิ 31.6% จากความสามารถในการพัฒนาและขายโครงการ โดยปัจจุบัน มีโครงการอสังหาริมทรัพย์ที่อยู่ระหว่างดำเนินการพัฒนาอีก 8 โครงการ คาดว่าจะเริ่มให้บริการในช่วงไตรมาส 3/2562 ไปจนถึงไตรมาส 4/2564 มีโครงการที่ก่อสร้างแล้วเสร็จและอยู่ระหว่างดำเนินการ 9 โครงการ สนับสนุนการเติบโตอย่างแข็งแกร่งระยะยาว

นายปรับชะรันซิงห์ ทักราล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บูทิค คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) (BC) ผู้เชี่ยวชาญในธุรกิจพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ในรูปแบบสร้าง – ดำเนินงาน – ขาย (Build-Operate-Sell : BOS) อสังหาริมทรัพย์ประเภท โรงแรม เซอร์วิสอพาร์ทเมนท์ Commercial Real Estate (ได้แก่ศูนย์การค้า และอาคารสำนักงานให้เช่า) รวมทั้ง ให้บริการด้านบริหารจัดการอสังหาริมทรัพย์ เปิดเผยว่าสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) นับหนึ่งไฟลิ่ง BC เป็นที่เรียบร้อยแล้ว พร้อมเดินหน้าตามแผนเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) ภายในปีนี้ โดยมี บริษัท ที่ปรึกษา เอเซียพลัส จำกัด เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน และ บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด เป็นผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่ายหุ้นสามัญเพิ่มทุนในครั้งนี้

ทั้งนี้ BC เสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนจำนวนไม่เกิน 167,000,000 หุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 1 บาท คิดเป็นไม่เกิน 33% ของจำนวนหุ้นสามัญที่ออกและชำระแล้วทั้งหมดของบริษัทฯ ภายหลังการเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนต่อประชาชนในครั้งนี้ เงินที่ได้จากการระดมทุนเพื่อใช้สำหรับลงทุนในโครงการที่มีศักยภาพในอนาคต ได้แก่ โครงการเชียงใหม่ Nimman 2-3, โครงการ Summer Point, โครงการโรงแรมบนถนนสุขุมวิท 16, โครงการเซอร์วิสอพาร์ทเมนท์บนถนนสุขุมวิท 36 และโครงการกมลา 1-2 รวมทั้งเพื่อสำหรับจ่ายคืนหนี้สิน และเพื่อใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในการประกอบกิจการ

มั่นใจ ด้วยศักยภาพความแข็งแกร่ง ตอกย้ำ BC เป็นผู้นำอสังหาริมทรัพย์ในด้านการพัฒนาโครงการรูปแบบสร้าง – ดำเนินงาน – ขาย ด้วยเป้าหมายสร้างทางเลือกในการลงทุนในโครงการอสังหาริมทรัพย์รูปแบบใหม่ เพื่อให้ได้ผลตอบแทนสูงสุด และสามารถสร้างกระแสเงินสดต่อเนื่องเป็นหัวใจหลัก

ในช่วงที่ผ่านมา BC มีโครงการที่กลุ่มบริษัทฯ ก่อสร้าง ดำเนินงาน และจำหน่ายแล้วจำนวน 6 โครงการ ในรูปแบบโรงแรม ศูนย์การค้า และสำนักงานให้เช่า ได้แก่ โรงแรมโอ๊ควู้ด อพาร์ทเม้นท์ ทริลเลี่ยนท์ สุขุมวิท 18 กรุงเทพฯ, โรงแรมโอโซ พัทยา จ.ชลบุรี, ศูนย์การค้าเรนฮิลล์ สุขุมวิท 47 กรุงเทพฯ, โรงแรมไฮแอท เพลส ป่าตอง ภูเก็ต, ศูนย์การค้าซัมเมอร์ ฮิลล์ พระโขนง กรุงเทพฯ และโครงการอาคารสำนักงานให้เช่าซัมเมอร์ฮับ รวมมูลค่าโครงการ 3,525 ล้านบาท และ รวมมูลค่ากำไรจากการขายโครงการประมาณ 1,626 ล้านบาท อีกทั้งอยู่ระหว่างพัฒนาโครงการใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง

ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2562 กลุ่มบริษัทฯ มีโครงการอสังหาริมทรัพย์ที่อยู่ระหว่างดำเนินการพัฒนา 8 โครงการ ได้แก่ โครงการวิลล่า 2 เป็นวิลล่า 1 หลัง บริเวณหาดป่าตอง จ.ภูเก็ต คาดจะเริ่มให้บริการในไตรมาส 3/2562, โครงการศูนย์การค้าและสำนักงานให้เช่า Summer Point คาดจะเปิดให้บริการในไตรมาส 3/2563, โครงการโรงแรมเชียงใหม่ นิมมาน 2 ถ.ห้วยแก้ว จ.เชียงใหม่ คาดจะเปิดให้บริการในไตรมาส 1/2564, โครงการโรงแรมเชียงใหม่ นิมมาน 3 ถ.ห้วยแก้ว จ.เชียงใหม่ คาดว่าจะเปิดให้บริการในไตรมาส 4/2564, โครงการโรงแรม บนถนนสุขุมวิท 16 คาดว่าจะเปิดให้บริการในไตรมาส 2/2563, โครงการเซอร์วิสอพาร์ทเมนท์ บนถนนสุขุมวิท 36 คาดจะเปิดให้บริการในไตรมาส 1/2564, โครงการโรงแรมกมลา 1 บริเวณหาดกมลา จ.ภูเก็ต คาดจะเปิดให้บริการภายในไตรมาส 3/2564, โครงการโรงแรมกมลา 2 บริเวณหาดกมลา จ.ภูเก็ต คาดจะเปิดให้บริการภายในไตรมาส 2/2564

โครงการที่ก่อสร้างเสร็จแล้วและอยู่ระหว่างดำเนินการมีทั้งหมด 9 โครงการ ได้แก่ โรงแรมซิทาดีนส์ สุขุมวิท 8 กรุงเทพฯ, โรงแรมซิทาดีนส์ สุขุมวิท 11 กรุงเทพฯ, โรงแรมซิทาดีนส์ สุขุมวิท 16 กรุงเทพฯ, โรงแรมซิทาดีนส์ สุขุมวิท 23 กรุงเทพฯ, โรงแรมโอ๊ควู้ด เรสซิเดนส์ สุขุมวิท 24 กรุงเทพฯ, โรงแรมโอ๊ควู้ด โฮเทล เจอร์นี่ย์ฮับ ภูเก็ต ป่าตอง สาย 3 จ.ภูเก็ต, วิลล่า 1 (วิลล่า 1 หลัง) บริเวณหาดป่าตอง จ.ภูเก็ต อยู่ติดกับโรงแรมไฮแอท เพลส ป่าตอง จ.ภูเก็ต, โครงการโรงแรมโอ๊ควู้ด โฮเทล เจอร์นี่ย์ฮับ พัทยา จ. ชลบุรี, โครงการโรงแรมโนโวเทล เชียงใหม่ นิมมาน เจอร์นี่ย์ฮับ ถ.ห้วยแก้ว จ.เชียงใหม่

โครงสร้างผู้ถือหุ้นของบริษัทฯ ณ วันที่ 7 สิงหาคม 2562 ประกอบด้วย กลุ่มครอบครัวนายปรับชะรันซิงห์ ทักราล ถือหุ้นทางตรงและทางอ้อมสัดส่วนทั้งหมด 100% ภายหลังการเสนอขายหุ้นสามัญในครั้งนี้ กลุ่มครอบครัวนายปรับชะรันซิงห์ ทักราล ถือหุ้นสัดส่วน 67%

ผลประกอบการในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา (ปี 2559 - 2561) มีรายได้รวมอยู่ที่ 250.9 ล้านบาท 486.7 ล้านบาท 556.2 ล้านบาท ตามลำดับ คิดเป็นการเติบโตในปี 2560 ที่ 94% ในปี 2561 ที่ 14.3% ในงวด 6 เดือนแรกของ ปี 2561 เทียบกับปี 2562 อยู่ที่ 431.3 ล้านบาท และ 675.9 ล้านบาท ตามลำดับ คิดเป็นการเติบโต 56.7%

รายได้หลักของ BC แบ่งเป็น 3 ส่วน ประกอบไปด้วยกำไรจากการขายโครงการ สัดส่วน 47.4% และ 52.3% ของรายได้รวม ในปี 2560 - 2561 ขณะที่ในงวด 6 เดือนแรกของ ปี 2561 และ 2562 มีสัดส่วน 63.4% และ 77.3% ของรายได้รวมตามลำดับ เนื่องจาก ขายโครงการ Summer Hill และ Summer Hub Office เพิ่มเติม

อย่างไรก็ตาม ลักษณะการรับรู้รายได้และกำไรของบริษัทฯ จะเพิ่มขึ้นสูงเมื่อบริษัทฯ มีการจำหน่ายโครงการออกไป ดังนั้น เมื่อจำนวนโครงการที่พร้อมขายในมือมีปริมาณที่เพิ่มขึ้น บริษัทฯ สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนที่ดี จะสนับสนุนให้การรับรู้รายได้และกำไรของ BC ลดความผันผวนลงได้ โดยการเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) เป็นการสร้างความเชื่อมั่น เพิ่มศักยภาพในการแข่งขัน และโอกาสทำกำไรแก่บริษัท เพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคต

สำหรับสัดส่วนรายได้จากการดำเนินกิจการโรงแรมและศูนย์การค้า ในปี 2559 – 2561 อยู่ที่ 78.9%, 42.5% และ 41.6% ในงวด 6 เดือนแรกของ ปี 2561 และ 2562 อยู่ที่ 29.8% และ 19.4% ของรายได้รวมตามลำดับ สัดส่วนรายได้จากการบริหาร ในปี 2559 – 2561 อยู่ที่ 15.5%, 8.7% และ 4.3% ในงวด 6 เดือนแรกของ ปี 2561 และ 2562 อยู่ที่ 3.6% และ 2.9% ของรายได้รวมตามลำดับ ส่วนที่เหลือ เป็นรายได้อื่นๆ ของบริษัทฯ และบริษัทในเครือ รวมทั้ง ส่วนแบ่งกำไรจากบริษัทร่วมค้า

ในปี 2561 BC มีกำไรสุทธิ 61.4 ล้านบาท เนื่องจากมีผลกำไรที่ได้รับจากการขายศูนย์การค้า เรนฮิลล์ สุขุมวิท 47 และ โรงแรมไฮแอท เพลส ภูเก็ต ป่าตอง โดยมีกำไรจากการขายโครงการที่ 233.4 ล้านบาท และ 288.5 ตามลำดับ ในงวด 6 เดือนแรกของ ปี 2561 เทียบกับปี 2562 มีกำไร 156.7 ล้านบาท และ 348.5 ล้านบาทตามลำดับ คิดเป็นการเติบโตขึ้น 122.4% ซึ่งเป็นผลมาจากการขายโครงการ Summer Hill และ Summer Hub และในงวด 6 เดือนแรกปี 2562 มีอัตรากำไรขั้นต้น 77.9% สูงกว่าปี 2560 และ 2561 เนื่องจากมีกำไรจากการขายโครงการ และมีอัตรากำไรสุทธิ 31.6% พร้อมกันนี้ BC มั่นใจว่า ด้วยความพร้อมในการพัฒนาโครงการที่มีศักยภาพ ในรูปแบบ BOS โดยมีนโยบายคงการถือหุ้นในโครงการที่พัฒนาไม่น้อยกว่า 26% มุ่งเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพของมูลค่าทรัพย์สิน มีเป้าหมายอัตราผลตอบแทนจากการลงทุน (IRR) ไม่ต่ำกว่า 15%

"เรามีความเชี่ยวชาญในธุรกิจพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ ในรูปแบบสร้าง – ดำเนินงาน – ขาย หรือ BOS มีความโดดเด่นในเรื่องการจัดหาพื้นที่ที่มีศักยภาพทั่วประเทศ มาพัฒนาให้เกิดผลตอบแทนสูงสุด ได้แก่ กรุงเทพฯ ชั้นใน ย่านสุขุมวิทตอนต้น และเมืองท่องเที่ยวที่สำคัญ เช่น พัทยา ภูเก็ต และเชียงใหม่ โดยหาผู้ร่วมลงทุนกับ BC ได้แก่ กลุ่มสถาบัน นักลงทุนรายใหญ่ กลุ่มบริษัทของครอบครัวที่มีเงินลงทุนและต้องการร่วมลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ ตั้งแต่เริ่มพัฒนา ไปสู่ขั้นตอนสุดท้าย เมื่อโครงการก่อสร้างแล้วเสร็จจนพร้อมให้บริการ และมีกระแสเงินสดอย่างต่อเนื่อง จากนั้น จะจำหน่ายโครงการอสังหาริมทรัพย์ออกไปแก่ผู้ซื้อโครงการที่ต้องการดำเนินธุรกิจอสังหาริมทรัพย์แต่ไม่มีศักยภาพในการพัฒนาโครงการด้วยตนเอง และ/หรือไม่ต้องการรับความเสี่ยงในการพัฒนาโครงการ โดยการขายโครงการอสังหาริมทรัพย์แบ่งเป็น 2 รูปแบบ คือ 1. การขายหุ้นของบริษัทย่อย และ 2. การขายสินทรัพย์ของโครงการ ซึ่งขึ้นอยู่กับความต้องการของผู้ซื้อโครงการเป็นหลัก จากนั้นทางบริษัทจะนำกำไรจากการขายโครงการที่ได้รับมาต่อยอด โดยลงทุนและพัฒนาโครงการใหม่อย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างผลตอบแทนจากการขายในระดับที่ไม่ต่ำกว่าที่ตั้งไว้ให้แก่ BC และจ่ายเป็นเงินปันผลแก่ผู้ถือหุ้น" ปรับชะรันซิงห์ กล่าว

ทั้งนี้ BC เตรียมเดินหน้านำเสนอข้อมูลสรุปการเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุน ให้กับกองทุน และนักลงทุนสถาบัน ในช่วงต้นเดือนตุลาคม 2562 นี้ และจัดงานโรดโชว์พบนักลงทุนรายย่อย ที่อาคารตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย จังหวัดกรุงเทพฯ ในวันที่ 8 ตุลาคม 2562 มั่นใจ ธุรกิจมีแนวโน้มการเติบโตสูง และผลตอบแทนจากการลงทุนในระยะยาว จะสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนได้อย่างดีเยี่ยม


เราใช้ cookies เพื่อบริการที่ดีขึ้นสำหรับคุณ อ่านข้อตกลงการใช้บริการ