วว.โชว์ Success case ผลสำเร็จการดำเนินงาน Circular Economy ตามนโยบาย BCG Model จากโครงการนำวัสดุเหลือใช้ในอุตสาหกรรมเกษตรฯ จ.กาญจนบุรี สร้างมูลค่าทางธุรกิจกว่า 1 ลบ.ต่อเดือน

ข่าวทั่วไป 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562 16:43 น. —ThaiPR.net

เศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) คือ แนวคิดการนำทรัพยากรที่ถูกใช้แล้วกลับมาแปรรูปและนำกลับมาใช้ใหม่ เน้นการใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพื่อแก้ไขปัญหาการใช้ทรัพยากรเกินความจำเป็น จากการขยายตัวของประชากรโลกและปัญหาการจัดการขยะ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ขับเคลื่อนเทคโนโลยีและนวัตกรรม มุ่งดำเนินงานภายใต้หลักการเศรษฐกิจหมุนเวียน โดยนำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม (วทน.) สร้างมูลค่าเพิ่ม value added และ value creation เป็นฟันเฟืองสำคัญในการวิจัยพัฒนา ต่อยอด คัดเลือกเทคโนโลยีที่เหมาะสม สร้างรายได้แก่ชุมชน ผู้ประกอบการและประเทศ ผ่านการเพิ่มมูลค่าวัสดุเหลือทิ้งจากกระบวนการผลิต สู่การนำไปใช้ประโยชน์ทั้งในเชิงสังคมและเชิงพาณิชย์

วว.โชว์ Success case ผลสำเร็จการดำเนินงาน Circular Economy ตามนโยบาย BCG Model จากโครงการนำวัสดุเหลือใช้ในอุตสาหกรรมเกษตรฯ จ.กาญจนบุรี สร้างมูลค่าทางธุรกิจกว่า 1 ลบ.ต่อเดือน

โดยทั่วไปการนำวัสดุเหลือใช้ในอุตสาหกรรมเกษตรมาทำให้เกิดประโยชน์ทางเศรษฐกิจนั้น มี 4 รูปแบบ ดังนี้ 1.) อาหารสัตว์ เช่น การใช้ฟางข้าวและเปลือกสับปะรดเป็นอาหารปศุสัตว์ 2.) เชื้อเพลิง เช่น การใช้แกลบ ชานอ้อยและเศษวัสดุต่างๆ เป็นเชื้อเพลิงในโรงสี โรงงานน้ำตาล และโรงงานอุตสาหกรรมเยื่อและกระดาษ 3.) ปุ๋ยอินทรีย์ เช่น การไถกลบเศษพืชลงดินและการใช้น้ำกากส่าเป็นปุ๋ยในนาข้าว และ 4.) วัตถุดิบในการผลิต เช่น การนำมาใช้เลี้ยงเชื้อราเพื่อผลิตเอนไซม์ การนำฟางข้าวมาใช้ในการเพาะเห็ด

นายสายันต์ ตันพานิช รองผู้ว่าการกลุ่มวิจัยและพัฒนาด้านอุตสาหกรรมชีวภาพ วว. กล่าวว่า วว.ให้ความสำคัญในการดำเนินงานบริหารจัดการ Circular Economy ที่เป็นรูปธรรมและสามารถนำไปใช้ได้จริง โดย โครงการการนำวัสดุเหลือใช้ในอุตสาหกรรมเกษตรมาทำให้เกิดประโยชน์ทางเศรษฐกิจ (Waste Utilization) ที่ วว. นำลงไปปฏิบัติและบูรณาการกับหน่วยงานพันธมิตรและกลุ่มเกษตรกรในพื้นที่จังหวัดกาญจนบุรี เป็นตัวอย่างความสำเร็จของ วว. ในการดำเนินงานด้านนี้ ในเชิงพื้นที่ เนื่องจากจังหวัดกาญจนบุรีเป็นแหล่งปลูกอ้อยที่เป็นพืชเศรษฐกิจของประเทศและมีปริมาณของวัสดุเหลือทิ้งในกระบวนการผลิตจากโรงงานอ้อยจำนวนมาก ในรูปแบบการถ่ายทอดองค์ความรู้ ฝึกอบรมการผลิตปุ๋ยอินทรีย์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

วว.โชว์ Success case ผลสำเร็จการดำเนินงาน Circular Economy ตามนโยบาย BCG Model จากโครงการนำวัสดุเหลือใช้ในอุตสาหกรรมเกษตรฯ จ.กาญจนบุรี สร้างมูลค่าทางธุรกิจกว่า 1 ลบ.ต่อเดือน

ทั้งนี้ มีรายงานการผลิตอ้อยของประเทศไทย ประจำปีการผลิต 2560/61 ว่า ประเทศไทยมีพื้นที่ปลูกอ้อยทั้งหมด 11,542,550 ไร่ เพิ่มขึ้นจากปีการผลิต 2559/60 จำนวน 554,061 ไร่ แบ่งเป็นพื้นที่ปลูกอ้อยภาคเหนือ 2,719,424 ไร่ ภาคกลาง 3,118,925 ไร่ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 5,044,952 ไร่ และภาคตะวันออก 659,249 ไร่ โดยจังหวัดที่มีพื้นที่ปลูกอ้อยมากที่สุด 3 จังหวัดแรก ได้แก่ นครสวรรค์ 798,745 ไร่ กำแพงเพชร 798,077 ไร่ และกาญจนบุรี 753,424 ไร่ (อ้างอิงข้อมูล : สำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย กระทรวงอุตสาหกรรม)

วว.โชว์ Success case ผลสำเร็จการดำเนินงาน Circular Economy ตามนโยบาย BCG Model จากโครงการนำวัสดุเหลือใช้ในอุตสาหกรรมเกษตรฯ จ.กาญจนบุรี สร้างมูลค่าทางธุรกิจกว่า 1 ลบ.ต่อเดือน

จากการดำเนินงานโครงการฯ ของ วว. ได้นำวัสดุเหลือทิ้งจากโรงงานอ้อย คือ กากหม้อกรอง ซึ่งมีปริมาณ 3 แสนตัน/ปี (คิดเป็น 5% ของอ้อยสดในพื้นที่จังหวัดกาญจนบุรีที่มีกว่า 6 ล้านตัน/ปี) นำมาใช้เป็นวัตถุดิบในการพัฒนาเป็นปุ๋ยอินทรีย์ ซึ่งช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในการจัดการและกำจัดในส่วนของโรงงาน อีกทั้งยังเป็นประโยชน์กับเกษตรกรได้อีกด้วย

"... หจก.โรงปุ๋ยเยื่อแม้นพงศ์ ผู้ประกอบการในอำเภอท่ามะกา จังหวัดกาญจนบุรี เป็น Success Case อีกแห่งหนึ่ง ที่เป็นความสำเร็จของ วว. ในการนำ วทน. เข้าไปเสริมศักยภาพ พัฒนาสูตรปุ๋ยอินทรีย์จากกากหม้อกรองโรงงานน้ำตาล จนสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจให้แก่ธุรกิจกว่า 1 ล้านบาทต่อเดือน จากกำลังการผลิต 1,000 ตันต่อวัน นับเป็นผลสำเร็จที่เป็นรูปธรรมในการดำเนินงานด้าน Circular Economy ของ วว. ที่สอดคล้องกับนโยบายระบบเศรษฐกิจใหม่ของรัฐบาล BCG Model (การบูรณาการการพัฒนาเศรษฐกิจใน 3 มิติไปพร้อมกัน ได้แก่ B- Bio Economy หรือ เศรษฐกิจชีวภาพ C-Circular Economy หรือเศรษฐกิจหมุนเวียน และ G-Green Economy หรือ เศรษฐกิจสีเขียว) ช่วยยกระดับเศรษฐกิจของจังหวัด ช่วยลดต้นทุนการผลิตของเกษตรกรอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งนี้สามารถนำโมเดลนี้ไปประยุกต์ใช้ในพื้นที่อื่นๆในโรงงานน้ำตาลได้ อาทิ จังหวัดสุพรรณบุรี กำแพงเพชร อุดรธานี นครสวรรค์ และสามารถนำไปใช้ในอุตสาหกรรมอื่นๆได้เช่นกัน อาทิ โรงงานสับปะรดกระป๋อง ซึ่งมีวัสดุเหลือทิ้งจากกระบวนการผลิต เช่น เปลือก และใบ ที่สามารถนำ วทน. เข้าไปเพิ่มมูลค่าได้ ทั้งนี้ วว. จะคัดเลือกเทคโนโลยีที่เหมาะสมกับการประกอบการนั้นๆ เพื่อให้มีมูลค่าเพิ่มจากวัสดุเหลือทิ้งได้สูงที่สุด.." นายสายันต์ ตันพานิช กล่าว

วว.โชว์ Success case ผลสำเร็จการดำเนินงาน Circular Economy ตามนโยบาย BCG Model จากโครงการนำวัสดุเหลือใช้ในอุตสาหกรรมเกษตรฯ จ.กาญจนบุรี สร้างมูลค่าทางธุรกิจกว่า 1 ลบ.ต่อเดือน

อย่างไรก็ตาม ในความสำเร็จของ หจก.โรงปุ๋ยเยื่อแม้นพงศ์ นั้น เส้นทางการดำเนินธุรกิจแรกเริ่มของผู้ประกอบการรายนี้ ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ แต่ได้ผ่านการลองผิดลองถูก ผนวกกับความตั้งใจจริงในการประกอบอาชีพ เปิดใจรับความรู้ใหม่ๆ แล้วนำมาพัฒนาปรับปรุงให้การประกอบธุรกิจมีความมั่นคงยิ่งขึ้น โดยเฉพาะการเข้ารับการอบรมหลักสูตรการผลิตปุ๋ยอินทรีย์จาก วว. ในปี พ.ศ. 2542 ได้ส่งผลให้ผู้ประกอบการรายนี้ประสบผลสำเร็จในการประกอบธุรกิจโรงงานผลิตและจำหน่ายปุ๋ยอินทรีย์อย่างเต็มรูปแบบ ก้าวข้ามจากธุรกิจเล็กๆที่มีลูกน้องเพียง 2 คน สู่ธุรกิจที่มีมูลค่าผลประกอบการกว่า 200 ล้านบาท และมีลูกน้องกว่า 100 ชีวิต ที่เป็นกำลังสำคัญในการผลิตปุ๋ยอินทรีย์จำหน่ายทั่วทุกภูมิภาคของประเทศในปัจจุบัน

"…เดิมทีผมทำอาชีพขายยาเส้นและรับจ้างส่งปุ๋ยทั่วไป จากนั้นเห็นว่าธุรกิจขายปุ๋ยมีรายได้ดี ก็เลยลองผิดลองถูกผลิตปุ๋ยจำหน่ายเอง โดยใช้วัตถุดิบจากมูลสัตว์ แต่สุดท้ายด้วยเราขาดความรู้และหลักวิชาการที่ถูกต้อง ทำให้ธุรกิจลุ่มๆดอนๆ จนกระทั่งได้มาพบคุณสุนทร ดุริยะประพันธ์ และทีมนักวิจัยจาก วว. ได้มาแนะนำโครงการและชวนเข้ารับการอบรมผลิตปุ๋ยอินทรีย์โดยใช้วัตถุดิบจากของเหลือทิ้งทางการเกษตร ในตอนนั้นจะใช้วัสดุเหลือทิ้งจากโรงงานเยื่อกระดาษและโรงงานน้ำตาลมาเป็นวัตถุดิบสำหรับผลิตปุ๋ย จากวันนั้นถึงวันนี้เป็นเวลากว่า 20 ปีแล้ว ที่ผมและ วว.ได้ทำงานร่วมกัน ปัจจุบันโรงงานเราจะใช้วัตถุดิบจากโรงงานน้ำตาลคือ กากจากหม้อกรอง เป็นวัตถุดิบหลักในการผลิตปุ๋ยอินทรีย์ ซึ่ง วว.ได้ช่วยพัฒนาสูตร ให้คำชี้แนะ ช่วยส่งเสริมสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งโรงงานเราผ่านการรับรองมาตรฐานปุ๋ยอินทรีย์ จากกรมวิชาการเกษตร ทำให้ธุรกิจได้รับความเชื่อมั่นจากลูกค้าและมีความมั่นคง…" นายประยงค์ เยื่อแม้นพงศ์ หุ้นส่วนผู้จัดการ หจก.โรงปุ๋ยเยื่อแม้นพงศ์ กล่าว

ทั้งนี้ผลิตภัณฑ์ปุ๋ยอินทรีย์ของ หจก.โรงปุ๋ยเยื่อแม้นพงศ์ ได้รับการตอบรับและมีกลุ่มลูกค้าที่เหนียวแน่น แม้นว่าผู้ประกอบการรายนี้จะไม่มี พนักงานขายโดยตรง แต่ผลประกอบการมีความมั่นคง ด้วยกลุ่มลูกค้ามีความเชื่อมั่นในคุณภาพปุ๋ย ที่ให้ผลผลิตต่อไร่ค่อนข้างสูง ช่วยปรับสภาพดิน สามารถใช้ได้กับพืชเกษตรทุกชนิด โดยมีอัตราการใช้ปุ๋ยประมาณ 50 กิโลกรัมต่อไร่ รวมทั้งมีหน่วยงานภาครัฐคือ วว. ร่วมเป็นหุ้นส่วนความสำเร็จ (Partner for your Success) จึงเป็นสูตรสำเร็จหนึ่งในการดำเนินธุรกิจของวงการเกษตร ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องนำองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม เข้ามาช่วยขับเคลื่อนการดำเนินธุรกิจ

"…ผมพร้อมให้คำชี้แนะแก่ผู้สนใจที่ต้องการเข้ามาทำธุรกิจนี้ ที่สำคัญคือท่านต้องมีความตั้งใจจริง ต้องอึด อดทน ตอนที่ผมร่วมทำกับ วว. ในช่วงแรกๆ นั้น ผมกินนอนอยู่ที่โรงงานเลย แต่เมื่อผ่านจุดนั้นมาได้เราก็จะภาคภูมิใจครับ ในอนาคตเราจะขยายธุรกิจให้ครอบคลุมผลิตภัณฑ์ที่ใช้ในการเกษตรมากขึ้น อีกประเภท คือ ปุ๋ยอินทรีย์เคมี เป็นต้น โดยมี วว.เป็นพี่เลี้ยงให้คำชี้แนะและก้าวไปพร้อมๆกัน…" นายประยงค์ เยื่อแม้นพงศ์ กล่าวถึงเคล็ดลับความสำเร็จและเป้าหมายอนาคตของธุรกิจ

ความสำเร็จในการดำเนินงานด้าน Circular Economy ดังกล่าวข้างต้นของ วว. ถือเป็นตัวอย่างที่เห็นผลเด่นชัดในแง่การนำ วทน. เข้าไปช่วยเพิ่มมูลค่าของเหลือทิ้งในภาคชุมชน ผู้ประกอบการ และในระดับอุตสาหกรรม ทั้งนี้ วว. มีผลดำเนินงานขอบข่ายนี้ในแขนงอุตสาหกรรมอื่นๆ ซึ่งจะนำมาบอกเล่าในวงกว้างในโอกาสต่อไป เพื่อร่วมผลักดันนโยบาย BCG Model ให้สำเร็จ เป็นรูปธรรมและยั่งยืน

ผู้สนใจรับการถ่ายทอดเทคโนโลยีปุ๋ยอินทรีย์หรือขอรับคำแนะนำปรึกษาด้าน Circular Economy จาก วว. สามารถติดต่อได้ที่ โทร. 02577 9000, 0 2577 9300 โทรสาร 0 2577 9009 E-mail :tistr@tistr Line@tistr และติดต่อ หจก.โรงปุ๋ยเยื่อแม้นพงศ์ ได้ที่ โทร.034 552 553 และ 034 552 633


เราใช้ cookies เพื่อบริการที่ดีขึ้นสำหรับคุณ อ่านข้อตกลงการใช้บริการ