INTERVIEW: "หม่ำ" ทุ่ม 100ล. สร้าง บอดี้การ์ดฯ 2

ข่าวทั่วไป Wednesday February 14, 2007 12:08 —ThaiPR.net

กรุงเทพฯ--14 ก.พ.--สหมงคลฟิล์ม
ประสบความสำเร็จจาก "บอดี้การ์ดหน้าเหลี่ยม" ภาคแรกเป็นอย่างดี ล่าสุด ผู้กำกับ และนักแสดงอารมณ์ดี "หม่ำ-เพ็ชรทาย วงษ์คำเหลา" ก็ได้ฤกษ์สานต่อบอดี้การ์ดฯ ภาค 2 สักที และเพื่อให้สมกับการรอคอย พี่หม่ำเลยขอรับประกันความฮา เด็ดสะระตี่ไม่แพ้ภาคแรก ด้วยการทุ่มทุนสร้างกว่า 100 ล้านบาทกันเลยทีเดียว
"สวัสดีครับหม่ำ เพ็ชรทาย วงษ์คำเหลาครับ คาแรกเตอร์ในบอดี้การ์ดหน้าเหลี่ยม 2 ผมเล่นเป็น "คำเหลา" คำเหลาจะเป็นคนที่พูดเยอะประมาณนึง คำเหลาจะแตกต่างจากวงศ์คมในภาคแรกจะสวนทางกัน ทั้งที่สองคนนี้จริงๆ แล้วก็คือคนๆ เดียวกันนั่นแหละ แต่ภาคแรกคาแรกเตอร์จะขรึมๆ หน่อย ดูนิ่งๆ แต่ภาคนี้จะเป็นคนตึงตังหน่อยนึง จะขี้เล่นหน่อยแต่รวมๆ กันแล้วคำเหลาเป็นคนที่จริงใจกับการทำงานจริงใจกับการทำงานให้กับประเทศตัวเอง เป็นคนรักภรรยา(เขียว "เจเนท เขียว") ถึงตัวจะอยู่ไกลแต่ก็ยังไม่ลืมยังเป็นห่วงภรรยาตลอด แต่ไม่อยากให้ภรรยามารู้เรื่องการทำงานของตัวเองมากนัก กลัวว่าเค้าจะได้รับอันตราย เลยไม่บอกเค้าว่าจริงๆแล้ว เราเป็นสายลับที่เก่งของรัฐบาล เวลาจะไปทำงานแต่ละทีก็หลอกภรรยาว่าตัวเองออกไปรับจ้างก่อสร้างอะไรอย่างนี้"
Q: บอดี้การ์ดหน้าเหลี่ยม 2 เรื่องราวเป็นยังไงค่ะ?
ภาคนี้ไม่ได้เป็นภาคต่อของภาคแรก แต่เป็นการเล่าย้อนกลับไปถึงต้นกำเนิดไอ้บอดี้การ์ดหน้าเหลี่ยมในภาคแรก (วงศ์คม) ว่าจริงๆ แล้วคนนั้นเป็นใครมาจากไหน ทำไมถึงเก่งได้
เรื่องของเรื่องคือมันมีบุคคลอยู่สองคน (เฮียสุชิน “สุชิน ควรสงวน”, เฮียสุรชัย “สุรชัย สมบัติเจริญ” ) ที่จะมาทำให้รัฐบาลในประเทศของผมไม่ปลอดภัย หน่วยของผมคือหนองหวายลึ๋ม เป็นที่หนึ่งอยู่ใกล้ๆ ประเทศไทยเนี่ยแหละ เป็นชื่อสมมติขึ้น (ทำหน้าจริงจัง) สองคนนี้คิดการใหญ่อยากจะมายึดรัฐบาลผม มันเริ่มซื้ออาวุธสะสมอาวุธเตรียมตัวที่จะมาถล่มรัฐบาล ทางการเลยต้องการที่จะจับตัวสองคนนี้มา ซึ่งก็ส่งคำเหลาเจ้าหน้าที่สืบสวนสอบสวนพิเศษของรัฐบาลไปปฏิบัติหน้าที่จับสกัดสองคนนี้ให้ได้ก่อนที่พวกหน่วยซีไอเอ หรือเคจีบีจะมาชิงตัวไปได้ซะก่อน เรื่องราวจริงๆ มันมีเท่านี้แหละ แต่ปฏิบัติการที่คำเหลาไปทำมันจะไม่พื้นๆ วิธีการไปชิงตัวมาก็ต้องสนุกกันหน่อย ผู้ร้ายสองคนนั้นเค้าหนีมายังประเทศไทยมาเปิดค่ายเพลงบังหน้าธุรกิจค้าอาวุธ ผมก็เลยต้องปลอมตัวมาเป็นนักร้องในค่ายเพลง แต่บังเอิญมันดันดังเป็นพลุแตก ดังชนิดพี่เบิร์ดยังต้องอาย ไปดูในหนังแล้วจะรู้ว่าดังขนาดไหน เลยทำให้ระหว่างที่กำลังทำหน้าที่สืบความลับของพวกผู้ร้ายให้กับรัฐบาล เราก็ต้องทำหน้าที่นักร้องที่โด่งดังเพื่อแฟนๆ เพลงด้วย แล้วในขณะเดียวกันก็มีคนจากอีกหน่วยงานนึงพวกซีไอเอ เคจีบีเนี่ย เค้าก็จะมาชิงตัวสองคนนี้เหมือนกัน หน่วยงานสองหน่วยก็ต้องมาเชือดเฉือนฝีมือกันหน่อย ชิงไหวชิงพริบว่าใครจะได้ตัวไอ้สองคนนี้ไปก่อนกัน แต่สุดท้ายมันก็ต้องเป็นผมอยู่แล้ว เพราะผมเป็นพระเอกของเรื่อง ผมต้องได้ถูกไหม (หัวเราะ)
Q: เท่ากับเรื่องนี้พี่เล่นเป็นคนสองบุคลิกเลย?
ใช่ ผมต้องเล่นทั้งสองอย่างเลย เป็นทั้งสายลับและก็เป็นนักร้องด้วย แต่ไม่งงแน่นอน หนังผมไม่มีอะไรให้ต้องงงกัน คือตอนเป็นสายลับก็เป็นสายลับที่เก่งมากคือที่สุดแล้ว เป็นมือหนึ่งที่เก่งที่สุดของรัฐบาลแล้ว แล้วพอมาเป็นซุปเปอร์สตาร์ในเมืองไทย ก็ยังมาดังอีก คนมันจะเก่งจะดังห้ามกันไม่ได้จริงๆ ว่าไหม (หัวเราะ) แต่จริงๆ แล้วตอนแรกที่เข้ามาแทรกซึมในค่ายเทปเราก็ไม่คิดนะว่าจะดังขนาดนี้ มันเหมือนตกบันไดพลอยโจนมันต้องไปตามน้ำ ตอนแรกคำเหลาเองก็ไม่รู้ว่าตัวเองจะต้องมาเป็นนักร้องด้วยซ้ำ แต่ไอ้ครูโปรดิวเซฮร์ (อ.ถลา “เสริมเวช ช่วงยรรยง”) มันกำลังจะโดนไล่ออก แล้วมันเอาผมเนี่ยไปเสนอเฮียว่าจะให้ไอ้หน้าเหลี่ยมๆ คนนี้เป็นนักร้องเพื่อประชดหัวหน้าตัวเอง ทั้งที่มันยังไม่ได้เทสเสียงเลยด้วยซ้ำ พอเป็นนักร้องเลยดังเลยทีนี้ ยอดขายกว่า 100 ล้านแผ่นคิดดูละกัน ดังเป็นศิลปินใหญ่เลย ไม่คิดว่าจะดังขนาดนี้ แต่เราก็เป็นนักร้องด้วยสายสืบด้วยควบคู่กันไป
Q: ทำไมพี่หม่ำถึงไม่เล่าเรื่องภาคนี้เป็นภาคต่อล่ะ ทำไมถึงเลือกที่จะเล่าย้อนกลับไปถึงอดีต?
ถ้าทำเป็นภาคต่อผมว่าโจทย์มันจะยากไป ยากตรงที่ว่าตัวพระเอกกับนางเอกในภาคแรกเค้าต้องมาอยู่บ้านหลังเดียวกันแน่เลย เพราะว่าตอนจบของภาคแรกเค้าแต่งงานกันแล้ว ถ้าต่อกันมาเรื่องมันจะยุ่งยากไปไหม แล้วมันก็ต้องเกี่ยวข้องกับคนในสลัมด้วย ยากไปสงสัยว่าต้องหาอย่างอื่นมาคั่นก่อน เพื่อที่จะเอาไว้ไปคิดต่อวันหน้า เราก็เลยมาคิดว่าจริงๆ แล้วเราก็เล่าที่มาของวงศ์คมก่อนได้นี่หว่า ว่าทำไมเค้าถึงเก่งมากในภาคนั้น ก็เลยคิดไปว่าที่เค้าแก่งก็เพราะเค้าเคยเป็นเจ้าหน้าที่พิเศษต่อต้านการก่อการร้าย นี่เองที่พอจะเป็นเหตุผลได้ว่าทำไมเค้าถึงเก่งพอที่จะมาเป็นบอดี้การ์ดได้ เพราะเค้ารู้ทางนี้ทีไล่อยู่แล้ว โอเคงั้นเราเล่าเรื่องราวตรงนี้ก่อนดีกว่า เพื่อจะได้มีภาพชัดเจนในภาคต่อไป แต่ถามว่าคิดถึงภาคต่อของภาคแรกไหม ก็มีคิดไว้นะ
Q: ภาคนี้ทำไมถึงใช้ทุนสร้างเยอะถึงร้อยล้าน?
มันเริ่มมาจากไอเดียก่อน มันเป็นโจทย์เป็นตั้งตั้งมาจากภาคแรก คือเรามองดูแล้วว่าภาคแรกแอ๊คชั่นมันอาจจะน้อยไป ภาคแรกขาดอะไรไปบ้าง ภาคนี้มันก็น่าจะทำให้ได้ดีกว่าเดิม โปรดักซั่นใหญ่ขึ้นมโหฬารขึ้น ดูดีเป็นสากลขึ้น ก็เลยลองเอาโปรเจ็กท์นี้ไปคุยกับเสี่ย เล่าให้เสี่ยฟังว่าประมาณนี้นะเสี่ย เสี่ยหันหน้ามาถามว่า
”เท่าไหร่” ผมบอก “100 นึง” เสี่ยเบิกตาโพลง (ทำท่าเลียนแบบ) มองหน้าผมแป๊ปนึงแล้วก็บอกว่า “.แล้วแต่มึง... ไปทำมาไป” ผมก็ไม่ได้รู้สึกกดดันอะไร เสี่ยบอกให้ทำก็ทำเลย
Q: ที่บอกว่าสากลขึ้นนี่เป็นยังไงค่ะ?
ภาพรวมทั้งหมดแหละ อย่างแอ๊คชั่นมันก็ต้องดูดีกว่าเดิมจะมาเหยาะแหยะไม่ได้แล้ว มุขตลกมันก็ต้องทำให้คนในหมู่กว้างเข้าใจได้ด้วย ฝรั่งขึ้นหน่อย ยุโรปนิดๆ อเมริกันหน่อยๆ เอเชียอย่างมากมาย งงไหม (หัวเราะ) คือมันต้องคิดให้หนัก หนังเรื่องนี้ผมคิดไว้แค่ให้คนแถบเอเชียดูแล้วเข้าใจก็โอเคแล้ว ประเทศเพื่อนบ้านเราใกล้ๆ ต้องดูรู้เรื่อง แต่ภาคต่อไปผมอาจจะมีมุขแบบที่ทุกคนดูได้ทั่วไปกว้างกว่านี้ก็ได้...ไม่แน่
Q: เราจะเห็นอะไรบ้างค่ะกับหนังแอ๊คชั่น-คอเมดี้ทุนร้อยล้านเรื่องนี้?
ได้เห็นหมดแหละ ได้เห็นทั้งความอลังการของฉากแต่ละฉาก มีทั้งรถเกราะรถถังทั้งนู้นนี่มายิงกัน กระจุยกระจายกันหมดเลย และมุขตลกทั้งเรื่อง
Q: ภาคนี้แอ๊คชั่นเท่ห์ๆ แบบเจมส์บอนด์เลยไหมค่ะ?
มันคงไม่ถึงขนาดนั้นหรอก เพราะว่าทุนเราเยอะก็จริงแต่ก็ยังไม่ยิ่งใหญ่เท่าของเมืองนอกเค้า แต่สนุกมันส์ได้เหมือนกัน แต่ถ้าทุนเยอะขนาดนั้นก็ไม่แน่นะ ผมก็อาจจะทำได้เยอะกว่านี้ เมืองนอกทุนเค้าสูงมาก แต่ถ้าเสี่ยวให้ผมมาสัก 300-400 ล้านนะ ที่นี้แหละ...สนุกมือผมเลยล่ะ
Q: ที่พี่ว่าเรื่องนี้มีรถเจ๋งๆ ที่มาเข้าฉากเยอะมาก ยกตัวอย่างให้ฟังหน่อยได้ไหมว่ามีอะไรบ้าง?
ในภาคนี้เราขนของมาใช้กันเยอะมาก ตั้งแต่เรื่องของเอฟเฟคยิงกัน ระเบิดตูมตามแล้ว ยังมีพวกเรือเฟอรี่ มีรถถัง รถฮัมเมอร์ บิ๊กฟุต มอเตอร์ไซด์ รถสปอร์ทแบบเฟอรารี่ด้วย แต่ละฉากเราก็จะดีไซน์การไล่ล่าของสิ่งเหล่านี้เอาไว้แล้ว ถามว่าทำไมต้องเอาของพวกนี้มาอยู่ในภาคนี้ด้วย ผมว่ามันเป็นแค่องค์ประกอบของภาพยนตร์ เพื่อให้ภาพยนตร์มันดูยิ่งใหญ่ขึ้น ดูมีคลาสขึ้น มีสีสันมากขึ้น ถ้าเราเอารถเข็นมาวิ่งชนกันมันก็กระไรอยู่นะ จะเอารถลูกชิ้นมาโดนยิงมันก็กระไรอยู่ ไหนๆ จะทำให้ดีแล้วเราก็ต้องทำให้มันดีสุดๆ ไปเลย ผมเลยเอาอันนี้แหละเอาไอ้พวกรถแบบนี้แหละ ทีมงานเอาภาพมาให้ดูก็จิ้มเลยเอารถคันนี้ๆๆๆๆ
Q: พี่หม่ำรักรถชอบรถพวกนี้อยู่แล้วหรือเปล่า เลยเลือกมาตามความชอบก่อน?
ไม่นะ ผมทำตามเนื้อของหนังที่ตั้งเป็นโจทย์มาแต่แรกแล้ว ว่ามันเหมาะสมกับที่จะใช้กับภาคนี้หรือเปล่า อย่างฉากระเบิดตึกก็เหมือนกัน เราก็ต้องดูก่อนว่าเราจะระเบิดแบบไหน มันต้องดูความเหมาะสมของทุกๆ อย่าง ของสตอรี่มัน ของธีมเรื่อง ทุกอย่างมันต้องต่อเนื่องกัน สมูทกันหมด
Q: ภาคนี้พี่เอา 100 ล้านเป็นตัวตั้ง หรือเอาภาคแรกเป็นตัวตั้งในการทำงานของภาคนี้?
ภาคแรกมันเป็นตัวบอกอยู่แล้วว่าเราควรทำให้เล็กหรือใหญ่ขึ้น ภาคนี้มันเลยต้องมีอะไรที่น่าสนใจน่าติดตามมากว่าอันแรก เพราะฉะนั้นเราเลยคิดก่อนว่าภาคนี้มันต้องดูแล้วรู้สึกดีกว่าภาคที่หนึ่ง พอเราได้ตรงนี้แล้วเราก็ต้องคิดให้หนักโดยเอาภาคหนึ่งมาเปรียบเทียบ อันไหนที่มันขาดหายไปก็ต้องเอามาใส่ในภาคนี้
อย่างภาคสองเนี่ยเรารู้อยู่แล้วว่าความยิ่งใหญ่มันอยู่ที่ตรงไหน เรามีฉากใหญ่ๆ ที่ตรงไหนบ้าง เราก็ทำเวิร์คชอปมันออกมาดูว่าน่าจะมีอะไรบ้าง พอคิดไปทำมาแล้วโอโห้มันเยอะมาก พอมันเยอะเราก็รู้แล้วว่างบมัน ต้องสูงตามแน่นอน แต่การทำให้หนังมันดูมีอะไรมากขึ้นมีความอลังการมากขึ้น มันก็ทำให้หนังน่าเชื่อถือขึ้นด้วย หน้าหนังมันก็แรงขึ้น แล้วยิ่งเป็นหนังแบบที่ดูแล้วอลังการงานสร้างแล้วได้ฮาด้วยมันก็ยิ่งเป็นบวกเข้าไปใหญ่ นั่นเป็นวิธีคิดของผม
ถ้าคนอยากจะทำหนังที่ทำให้คนดูมีความสุขความบันเทิงก็สามารถคิดทำได้ แล้วก็ทำได้ง่ายด้วย แต่ต้องรู้จักที่จะทำให้คนดูรู้สึกชอบไปด้วยได้ สนุกสนานกับภาพยนตร์ของคุณด้วย ไม่ใช่สักแต่ว่าทำ หนังแบบไหนไม่รู้รู้แต่ว่าอยากทำหนังแนวนี้ แต่ไม่เคยถามคนดูว่าเค้าอยากดูหนังอะไร บางคนบอกอยากทำหนังแบบนี้ แต่คนดูอาจจะไม่อยากดูก็ได้เพราะทุกวันเค้าก็เครียดอยู่แล้ว ทำงานมาเลิก 4 โมงเย็นโดนเจ้านายด่า เครียดมาแล้วทั้งวัน ไปดูหนังแล้วเครียดอีก กลับบ้านไปไม่ตรงเวลาไปเจอเมียอีกเครียดเข้าไปใหญ่อีก หนักกว่าเดิม
Q: ทำไมภาคนี้ถึงใช้เวลาในการทำงานนานเป็นปีค่ะ?
มันมีหลายเหตุผลที่ทำให้หนังเรื่องนี้ภาคนี้ถ่ายทำกันนาน มันเป็นเรื่องของแอ๊คชั่นด้วย เรื่องอุปสรรคการถ่ายทำด้วย อย่างที่บอกภาคนี้แอ๊คชั่นมันมีรถเข้ามาเกี่ยวข้องเยอะ การเอามาเข้าฉากแต่ละฉากความผิดพลาดมันก็มีเยอะด้วย ยิ่งเป็นเรื่องของคิวรถ คาร์สตั้น ทั้งหมดนี้ถ้านัดคิวกันไม่ดีมันก็อาจจะทำให้เกิดอุบัติเหตุหรือของเสียหายได้ แล้วแต่ละฉากที่เกี่ยวกับรถมันมีรถมาเข้าฉากไม่ใช่แค่คันสองคัน มันเข้าฉากกันแต่ละที 50-100 คัน แล้วรถ 100 คันต้องสั่งคิวเป็น 100 คนนะ แล้วอุปกรณ์สื่อสารพวกวิทยุสื่อสารมันมีไม่ถึงร้อยอันแล้วมันจะไปสั่งทุกคนพร้อมๆ กันได้ยังไง มันเลยมีการผิดพลาดกันบ้าง บางทีเลี้ยวซ้ายผิดนิดเดียวมันก็ต้องมานัดกันใหม่ แล้วเวลาฉากรถชนกันมันก็ไม่ใช่รถชนกันทีละคันสองคัน แต่มันชนพร้อมๆ กันตูมๆ 3-4 คัน ชนกันแต่ละครั้งเงินหายไปแล้ว ละลายไปกับควันระเบิดหมดแล้ว ความผิดพลาดมันทำให้เราต้องหยุดยาวเพื่อที่จะมาจัดสรรงบประมาณใหม่ให้มันพอดีกับหนัง
อย่างมีอยู่ฉากนึงที่รถต้องเหินขึ้นฟ้า แล้วรถดันตกลงมาไม่ตรงกับบล็อกกิ้งที่เราทำเอาไว้ รถตกลงมาก็พังหมด พังแล้วก็ต้องไปหารถใหม่มา เพราะว่าเราไม่มีรถดับเบิ้ลสำรองเอาไว้ เพราะรถแต่ละคันที่เอามาเข้าฉากไม่ใช่ถูกๆ แพงมาก รถบางคันคันละเป็นล้าน ล้านกว่าด้วยซ้ำ พังไปคันนึงต้องไปหามาอีกคัน คันละล้านกว่ามันก็ไม่ไหวไม่มีตังค์แล้ว
Q: ภาคนี้ต้องทำงานบนถนนเยอะมาก มีปัญหาเกิดขึ้นเยอะไหม?
เยอะมาก แต่ผมไม่มีปัญหา เพราะเวลาฉากแอ๊คชั่นหนักๆ ผมไม่ค่อยอยู่ใกล้ๆ กับเซ็ท ผมกลัว กลัวควันกลัวระเบิดกลัวทุกอย่าง อายุมากแล้วมั้งหรือว่าเป็นห่วงครอบครัวก็ไม่รู้ พอเห็นระเบิดเห็นไฟลุก เห็นรถเหาะขึ้นแล้มสูงๆ ผมก็ไม่อยากดูแล้ว เห็นแล้วมันเสียว ยิ่งเห็นรถขูดไปกับถนนนะ ไม่อยากดูเลย ไปเช็คเทปเอาตอนที่เค้าถ่ายเสร็จแล้ว
Q: แล้วพี่ทำงานยังไงค่ะ?
ก็เราวางแผนเอาไว้แล้วว่าเดี๋ยวจะมีฉากนี้นะ ฉากรถวิ่งมาแบบนี้นะแล้วระเบิดตูมบนนี้นะ อะไรอย่างนี้ แล้วเราก็เรียกทีมงานประชุมเรื่องการทำงานว่าจะทำยังไงแบบไหน พอเราวางแผนเสร็จแล้วเราก็ปล่อยให้ผู้ช่วยทำ ส่วนตัวเราก็หลบไปดูห่างๆ กลัว พอถ่ายเสร็จก็ไปเช็คเทปที่หน้ากอง
พี่ไม่ชอบระเบิดไม่ชอบสลิงแล้วทำไมถึงทำหนังแอ๊คชั่นหวาดเสียวแบบนี้ล่ะคะ
อันนี้ไม่ใช่ตัวผม นู้นมันเป็นเรื่องของคนที่เค้าดูในโรงนู้น ผมทำให้เค้าดู ถามผมว่าผมชอบไหมมีระเบิดตูมตามหวาดเสียวแบบนี้ ผมก็ชอบดู แต่ให้อยู่ใกล้ๆ ที่มีระเบิดมารถพลิกคว่ำผมไม่เอา คนดูหนังอยากดูแอ๊คชั่นอลังการผมก็ทำให้เค้าดู แล้วมันมาบวกกับมุขตลกที่เราถนัดเราก็ทำให้เค้าดู ทำให้มันกลมกลืนกัน ถามว่าชอบไหมชอบทุกเรื่องแหละ ชอบดูหนังแอ๊คชั่นไหมก็ชอบ ชอบหนังโรแมนติก,ดราม่า,พีเรียดไหมก็ชอบ ชอบทุกแบบแหละ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นถ้าจะต้องทำ ผมก็เอาคนดูเป็นหลักก่อนเลย เพราะว่าเราทำหนังให้คนเค้าดู
Q: รู้ว่ามันยากก็จะทำอย่างนั้นใช่ไหม?
ใช่ เราต้องสร้างความน่าเชื่อถือให้กับภาพยนตร์ เค้าเรียกว่าต้องสร้างเครดิตให้กับภาพยนตร์ รู้ว่ามันมียิงกันตามถนนหนทาง ยากเรื่องการประสานงานคิวจราจรการควบคุมรถเราก็ต้องทำ มีตำรวจมาสกัดถนนด้วยนะ มีรถวิ่งฝ่าไฟแดงมั่ง แล้วคิดดูเราต้องปิดถนนเป็นช่วงๆ เวลาคนใช้ถนนเค้าขับรถผ่านเราเค้าก็ด่าเอา ด่าพ่อด่าแม่ด้วย แต่ก็ต้องทน มันก็น่าเห็นใจเค้านะเค้าจะไปทำงานหรือจะกลับบ้านไปหาลูกหาเมียเค้า แล้วเราดันมากั้นถนนเพื่อที่จะระเบิดไฟลูกนี้ จะต้องมายิงกันตรงนี้ เค้าไม่เอาไม้มาตีหัวเราก็บุญแค่ไหนแล้ว รู้ว่ามันยากแต่ว่าเพื่อเครดิตของภาพยนตร์บางทีเราก็ต้องทนก็ต้องยอมให้เค้าด่าตรงนั้นไป
ตอนที่คิดจะทำ เราได้เห็นเวิร์คช๊อปได้เห็นสตอรี่บอร์ดที่ออกมาแล้ว แค่นี้ก็รู้แล้วว่ามันยากแน่นอน ผมงี้เกาหัวแกรกๆ แล้ว แค่รู้ว่าต้องมีปิดถนนก็เซ็งแล้ว เพราะเวลาปิดถนนเพื่อถ่ายทำเราปิดกันเป็นช่วงๆ ช่วงละ 15 นาที แล้วคิดดูคนที่รถติดอยู่บนถนน 15 นาทีจะเป็นยังไง คิดดูพ่อแม่เราจะเหลือหรือเปล่า ขนาดเสียชีวิตไปแล้วกระดูกยังสั่นปั๊ปๆๆๆเลย
Q: คือยากก็จะทำง่ายก็จะทำ?
ใช่ เวลาง่ายก็ง่ายนะ เหมือนแหยม ยโสธร อันนี้ง่ายมาก กล้องตั้งนิ่งๆ แล้วถ่ายเลย แต่นั่นมันก็ขึ้นอยู่กับวิธีคิดอีกนั่นแหละ อย่างแหยมเนี่ยอยากได้ง่ายๆ แบบนี้ ไม่เอาสวยนะ ไม่เอามุมกล้องแบบเริดหรู เอาง่ายๆ เลย แต่อยากบอดี้การ์ดนี่ยากมาก แต่ก็ต้องทำเพื่อคนดู การคิดมันก็ต้องรู้เรื่องราวตัวละครทั้งหมดก่อนว่าใครเป็นใครมาทำอะไรที่ไหน พอรู้เรื่องคร่าวๆ แล้วแอ๊คชั่นมันจ่ะค่อยๆ ตามมาทีหลัง พอเห็นเป็นรูปเป็นร่างบนงานเวิร์คช๊อปหมดแล้ว แก๊กตลกก็จะตามมาอีก เราเห็นภาพเห็นเรื่องแล้วอยู่ที่ว่าเราจะใส่มุขลงไปตรงไหนได้หมดเลย สบายมาก
Q: อย่างฉากบางฉากพี่เลี่ยงไม่ได้จริงๆ เป็นฉากเสี่ยงตายที่ต้องเห็นหน้าพี่ชัดๆ เลยพี่จะทำยังไง?
ก็ต้องทำ อย่างฉากที่ต้องกระโดดลงมาจากตึกนั่นก็ต้องเห็นหน้าพี่เต็มๆ เหมือนกัน ได้พี่ก็ทำให้ได้แต่ต้องถ่ายในที่ต่ำๆ นะ ย้อนกล้องให้มันดูสูงขึ้นมันทำได้นี่ มีเทคนิคการถ่ายทำเอาไว้ทำไมจริงเปล่า ไอ้ฉากที่ต้องขี่มอเตอร์ไซด์แล้วกระโดดลงมาพี่ก็กระโดดนะ แต่ต้องสักเมตรสองเมตรพอ กล้องต้องตั้งข้างล่างตรงนี้นะ ถ้าถ่ายแบบนี้ก็พอทน แล้วเวลาภาพออกมาก็ออกมาดูสูงเหมือนกันจริงไหม สูงมากเลย หนังพี่พี่ใช้ทุกอย่าง ใช้เทคนิค คอมพิวเตอร์ ซีจี กราฟฟิค ใช้ทุกอย่างที่จะใช้ได้ ใช้สตั้น ใช้ดับเบิ้ล ทุกอย่างเท่าที่มีอยู่ ผมไม่ใช่โทนี่ จานะ จาเค้าไม่ใช้อะไรเลย นั่นมันเป็นความสามารถเฉพาะตัวของเค้า ยิ่งองค์บากภาคสองนี่เค้ายิ่งไม่ใช้อะไรเลย อันนั้นไม่ใช่ทฤษฎีของผม ของผมนี่คือใช้ทุกอย่างที่มีอยู่ เพราะการใช้เทคนิคมันทำให้ผมสบายใจขึ้น ผมเป็นห่วงครอบครัวผมครับ ปากท้องอยู่กับผมครับ
Q: เลี่ยงแล้วยังมีพลาดบ้างไหมคะ?
มี รู้สึกว่าจะเป็นฉากที่ต้องขับรถฝ่าพวกถังแก๊สกระเด็น แล้วถังแก๊สมันต้องร่วงลงมาแล้วระเบิดตูมตาม เราก็รู้แล้วล่ะว่ามันจะน่ากลัวแบบไหน ถ่ายยังไง แต่ไอ้ทีมงานที่มันดูแลเรื่องเอฟเฟคมันบอกพี่ว่าไฟจากระเบิดไม่แรงหรอกครับ เราก็เชื่อมัน แต่พอถ่ายจริง มันดันใส่ดินปืนซะเยอะ ลูกไฟมันบึ้มเข้ามาที่หน้า คิ้วหายไปเลย พอลงจากรถที่พี่ขับได้เท่านั้นแหละพี่ด่าเลย บอกว่าไหนมึงว่าใส่หน่อยเดียวไง มันบอกก็ใส่หน่อยเดียวแหละพี่ แต่ว่าลมมันแรงมันปลิวตามลมมา ปลิวบ้านป้ามึงสิเอาซะคิ้วกูหายไปข้างนึงเลย เข็ดเลยให้เล่นอีกไม่เล่นแล้ว งอน
Q: ตอนนั้นโกธรไหม?
ไม่โกธรๆ (พอเห็นภาพช๊อตนั้นแล้วเป็นยังไงบ้าง?) อิ่มใจ ไปดูในมอนิเตอร์แล้วก็รู้สึกอิ่มใจ แต่ก็โกธรตรงที่ว่ามันโกหกเราแค่นั้นแหละ มันรู้ว่าเรากลัวเหมือนมันแกล้งเรา คือเราไม่อยากเล่นอยู่แล้ว มันก็ต่อรองน่าดู พี่ก็บอกว่าก็รับหน้ากูแคบๆ ได้ไหม แล้วก็เอาไฟเอากระดาษสีแดงหุ้มแบบนี้ (ทำท่าอยู่) มาเปิดไฟให้มันวาบขึ้น มันเป็นเทคนิคของการถ่ายทำอยู่แล้วถูกป่าว แค่นี้ได้ไหมล่ะ มันบอกว่ามันต้องเห็นภาพชัดๆเต็มตัวพี่ งั้นมึงอย่าใส่ดินปืนเยอะนะ คับพี่ แหมมันตอบซะดิบดี แต่เวลาใส่เล่นซะเยอะเลยไอ้เวรตะไล คิ้วหายไงตรงนี้แล้วก็ตรงนี้ด้วย (ชี้ให้ดู)
มีอีกฉากคือฉากที่พี่ต้องขี่มอเตอร์ไซด์ขึ้นไปบนหลังคารถคันอื่น ฉากนั้นมันถ่ายหลอกได้ถ่ายให้เห็นบางส่วนได้ แต่โอเคต้องมีอุปกรณ์มาลากผมวิ่งไปบนหลังคารถจริงๆ ทีมงานมันบอกว่าเดี๋ยวจะลากเบาๆ นะพี่ แต่พอถ่ายจริง อู้หู..มันลากซะไอ้ฟ้าผ่าไอ้นรกแตก มันลากทีเดียวเลยมันกะเอาเทคเดียวผมบอกผ่านเลย ลากเร็วมากแล้วมันตกแบบตุ๊บๆๆๆๆ แรงมาก ต้องจับรถไว้แน่นมากเลย ไม่งั้นผมร่วงแน่นอน พอมันลากไปซัก 3 ช่วงผมกระโดดลงเลย มีภาพเบื้องหลังด้วย ผมโดดลงมาด่ามันเลย ไหนมึงบอกว่าลากช้าๆ ไง แล้วมันก็จริงอย่างที่ทีมงานมันคิดไว้เลยว่าจะเอาเทคเดียวผ่าน แล้วมันผ่านจริงๆ ด้วย ดีนะที่มันเซฟตี้กันไว้หมดแล้ว วางเบาะไว้
Q: หมดแล้ว แล้วไปดูในหนังนะเหมือนจริงมาก ที่ผมยอมขึ้นแล้มเพราะรู้ว่าเซฟตี้ไว้ดีอันไหนไม่เซฟผมไม่เล่น อันตราย กลัว?
อีกฉากคือฉากรถถังที่มันต้องปลิวผ่านหัวไป ฉากใกล้ๆ จะจบแล้ว เราต้องเอาเครนยกรถถังขึ้นแล้วเหวี่ยงรถถังผ่านหัวผมไป ภาพมันจะสวยมากเท่ห์มาก แต่ถ้าหากว่าสลิงพลาดล่ะก็..เละ อันนี้ผมก็รู้อยู่แล้วว่าเดี๋ยวมันต้องมีฉากอย่างนี้นะ แต่ผมก็คิดไว้ถึงเทคนิคการถ่ายทำไง มันไม่ต้องถ่ายผ่านหัวจริงๆ ก็ได้ถูกไหม มีเทคนิคไว้ทำไมถ้างั้น ทีมงานมันมาอีกแล้ว “พี่ผมขอรถถังผ่านหัวพี่ทีเดียวเลยนะ” “อ้าวแล้วทำไมไม่ใช้ซีจีล่ะ มึงจะเอารถถังจริงมาผ่านหัวกูทำไม (ลากเสียง) ถ้าจะเอาจริงๆ งั้นถ่ายทีละช๊อตได้ไหมล่ะ ถ่ายพี่ก่อนแล้วไปถ่ายไอ้รถถังทีหลังแล้วก็เอามาแม็ทภาพกันสิ แล้วมึงจะมีเทคนิคไว้ทำไม มีก็เอามาช่วยกูสิ” ผมบอกมันไปอย่างนั้นแหละ มันก็ “ครับๆ แต่พี่...มีพี่ร่วมนิดเดียวได้ไหม รับรองว่ารถถังมันมาไม่ถึงตัวพี่หรอก” “กูไม่เอา มาไม่ถึงกูกูก็ไม่เอา กูกลัว เสียว” แค่มันลอยมายังไม่ถึงตัวเลย หน้าลูกกับหน้าเมียลอยกันมางุ้งงิ้งๆ อยู่ที่หน้าแล้ว
Q: แสดงว่าพี่รู้ทุกอย่างเลย แต่จะเลี่ยงได้หรือไม่อีกเรื่องนึงใช่ไหม?
ใช่ พี่อยากได้อะไรเป็นแบบไหนพี่ก็บอกหมด พี่อยากให้ฉากนี้เป็นแบบนี้นะ อยากได้รถแข่งรถถังแบบนี้นะ แล้วทีมงานไปจัดกันมาทำเป็นเวิร์คช๊อปให้พี่ดู พี่ชอบไหมไม่ชอบเปลี่ยน อันไหนชอบก็เก็บไว้ ตอนที่คุยกันพี่ก็บอกว่าอันนี้เอานะพี่ชอบแต่กูไม่เล่น อยากฉากที่ต้องมีรถคันนึงในเรื่องถูกลากขูดไปกับถนน เห็นมันเอารถไปขูดแล้วเสียวฟันมาก บอกให้มันเอาล้อมาใส่แล้วลากมันบอกไม่เอาพี่ เดี๋ยวไม่มีไฟแล่บออกมาไม่เก๋ โอ้โหตอนถ่ายนะพี่เสียวฟันมากมันขูดดังมาก ฟังแล้วขนลุกซู่ แล้วฉากนั้นเราต้องยิงปืนจากไอ้รถเวรนี้ด้วย ตอนยิงปืนมันก็ยิงไม่ออกมัวแต่เสียวฟันอยู่ หน้าตาก็บูดเบี้ยวเลย (ทำท่าให้ดู) พี่เลยบอกว่างั้นไปเอาล้อมาใส่ข้างล่างแล้วลากเหอะ เอาสลิงดึงเลยใช้รถริกลากเลย กูไม่เอาแล้วถ้ามึงไม่เอาล้อมาใส่ข้างล่างแล้วลาก
Q: ได้ยินกว่าถ่ายภาคนี้มีเหตุขัดข้องนักแสดงเกือบเอาชีวิตไม่รอด ฉากไหนเล่าให้ฟังได้ไหมค่ะ?
มี มีออยู่ฉากนึงเป็นฉากที่รู้สึกเสียใจเหมือนกันเสียใจที่มันไม่น่าเกิดขึ้นเลย เป็นฉากไล่ล่ากันระหว่างผมกับอาดาร์กี้แล้วก็เขมร สองคนนี้หนีผมมาเรื่อยๆ ในตึกแห่งหนึ่ง แล้วสองคนนี้ต้องหนีผมเข้าลิฟท์ไป แต่ระหว่างที่กำลังถ่ายฉากนี้อยู่ อาดาร์กี้กับลูกหยีเข้าก็กดลิฟท์จะหนีไป แต่บังเอิญว่าลิฟท์มันเกิดขัดข้องอยู่ๆ มันก็ล่วงลงไปทีละชั้นๆ ถ้าจำไม่ผิดเราถ่ายกันอยู่ที่ชั้น 40 หรือไงนี่แหละ แล้วมันล่วงไปเรื่อยๆ จนถึงชั้น 19 หรือชั้น 10 นี่แหละ แล้วมันก็ค้างเติ่งอยู่อย่างนั้น เลขลิฟท์ก็ไม่ขึ้นนะ แล้วทั้งอาดาร์กี้กับเขมรเค้าใส่ไวเลทอยู่ ผมก็ดูอยู่หน้ามอนิเตอร์ได้ยินแต่เสียงเค้าสองคนขาดๆ หายๆ เป็นช่วงๆ ฟังไม่ค่อยได้ศัพท์ ได้ยินสองคนพูดไปเรื่อยเปื่อย “โอ๊ย..จะรอดไหมน้อ” “โอ๊ย..อึดอัดจัง” “เฮ้ยๆๆๆ” อยู่อย่างนี้ ได้ยินลางๆ จนคลื่นมันไม่มีมันซ่าๆ จางลงไปเรื่อยๆ แล้วอยู่ๆ ลิฟท์มันก็หยุดเอง ทีมงานโทรหาเจ้าหน้าที่ที่ตึกเค้าก็ไปงัดสองคนนั้นออกมา คือเราก็ตกใจมากเลยนะ เอาแล้วกูทำคนตายแน่ๆ นี่ก็ถือว่าโชคดีไปที่ยังไม่มีใครเป็นอะไร
Q: ก้าวมาเป็นผู้กำกับแล้ว พี่ต้องเตรียมใจมาบ้างแล้วใช่ไหมกับอุบัติเหตุที่มันจะเกิดขึ้น ยิ่งโดยเฉพาะกับหนังแอ๊คชั่น?
ก็ประมาณนั้น ถ้ามีอะไรที่มันเสี่ยงตายเราก็รู้อยู่แล้วล่ะว่ามันมีปัญหาแน่ รู้นะแต่ไม่รู้วิธีแก้ไข รู้แต่ว่าถ้ามันเกิดผิดพลาดขึ้นจริงเราก็ต้องเป็นคนรับผิดชอบ เพราะว่าเราเป็นคน เป็นผู้กำกับดูแลเรื่องนี้อยู่ ก็ต้องทำใจ
Q: พูดถึงมุขตลกบ้าง แอ๊คชั่นเยอะแน่นอนสนุกแน่นอน แล้วมุขตลกเยอะแค่ไหนในภาคนี้?
มันก็พอๆ กันน่ะแหละ แอ๊คชั่นเยอะแค่ไหน ตลกก็เยอะแค่นั้น แอ๊คชั่น 50 ตลกก็ 50 เสมอๆ กัน มุขตลกมีตลอดเรื่อง สับเปลี่ยนกันไป แต่อยู่ที่ว่ามุขของผมมันจะไปโดนใจใครบ้าง ไปโดนคนเส้นตื้นหน่อยก็ดี เรื่องตลกไม่ต้องห่วงหนังผมให้ตายยังไงก็ต้องมีมุขตลกทั้งเรื่องแน่นอน
Q: ภาคนี้จะเป็นตลกแบบสถานการณ์หรือว่าตลกเพราะการแสดงแอ๊คติ้ง?
ตลกทั้งสถานการณ์ตลกทั้งแอ๊คติ้งด้วย ตลกทุกอย่าง หลายอย่างปนๆ กัน
Q: ฉากตลกอันไหนที่พี่หม่ำพอเปิดได้บ้างไหมค่ะ?
ฉากไอ้โหน่งเลย (โหน่ง ชะช่าช่า) อันนี้เปิดเผยเรื่องฉากไม่ได้ แต่เปิดเผยได้ว่ามีไอ้โหน่งมาเล่นด้วย แล้วตลกไม่ตลกไม่รู้ รู้แต่ว่าพี่สะใจมาก สะใจจริงๆ สุดยอด ไปดูเอาเองละกัน
Q: ภาคนี้นักแสดงรับเชิญมาร่วมฮามากเหมือนเดิมหรือเปล่า?
ใช่ เยอะ แต่การเอาเค้ามาเล่นภาคนี้ก็ต้องเป็นตัวตนของเค้าเลยนะ แม้กระทั่งนักแสดงนำอย่างพี่ชิน (สุชิน ควรสงวน รับบทเป็นเฮียสุชิน) นั่นก็ตัวตนจริงๆ ของเค้าเลย พูดจาดุโผงผาง อย่างเขียว (เจเนท เขียว รับบทเป็นภรรยา) นั่นก็ตัวเขียวเหมือนกัน
Q: แล้วจุดเด่นของพี่ในเรื่องนี้ล่ะ?
พี่ว่ามันก็โอเคหมดนะ แต่ที่พี่รู้สึกว่าเป็นตัวพี่ที่สุดน่าจะเป็นเรื่องของภาษามากกว่า พี่เล่นเป็นคนจากรัฐบาลเวียง แล้วสมมติให้ที่เวียงพูดภาษาบ้านพี่ (ภาษาอีสาน) พี่ก็ได้พูดภาษาอีสานบ้านพี่ด้วย ภาษาที่ใช้ก็เป็นภาษาที่พี่รัก ผมเป็นคนรักสำเนียงตัวเอง รักและภูมิใจในภาษาของตัวเองมากกว่าสิ่งใด แต่ภาษาที่พูดตอนอยู่รัฐเวียงก็ฟังไม่ยากนะ ไม่ต้องมีซับไตเติ้ลช่วย แล้วพอย้ายมาอยู่กรุงเทพมาเป็นนักร้องก็พูดภาษากลางแล้ว ไม่ต้องกลัวว่าจะดูไม่เข้าใจ สบายๆ
Q: ความสนุกระหว่างตอนเป็นคำเหลา กับตอนเป็นนักร้องดัง มัมมี่ เหลา พอๆ กันหรือเปล่า?
พอกัน ไม่มีแบ่งแยก ตอนเป็นคนธรรมดาก็สนุก มาเป็นนักร้องยิ่งสนุกใหญ่ (ภาคนี้พี่ต้องมาเป็นนักร้องด้วย เท่ากับว่าภาคนี้พี่เป็นทั้ง ผู้กำกับ นักสืบ นักร้อง?) ใช่ ก็เหนื่อยหน่อย แต่มันก็ไม่เป็นอะไร มันรู้สึกเหมือนกับว่าหน้าที่ทุกอย่างที่รับผิดชอบมันซึมอยู่ในตัวอยู่แล้ว อย่างเรื่องกำกับเราไม่ได้คิดว่าเป็นภาระอะไรเพราะเราเคยกำกับมาแล้ว สนุกกับงานตรงนี้ไม่แพ้อย่างอื่น ส่วนการเป็นนักแสดงก็ไม่ลำบาก แสดงมาตลอดเวลาที่อยู่ในวงการอยู่แล้ว เรื่องการมาร้องเพลงก็เป็นเรื่องธรรมดา ผมก็เป็นคนชอบร้องเพลงอยู่แล้วไม่งั้นจะเปิดบริษัทเพลงเพิ่มอีกทำไมจริงไหม ทุกอย่างมันอยู่ในตัวเราหมดแล้ว แทบไม่ต้องเตรียมตัวอะไรเลย
Q: นักร้องในเรื่องนี้มีทั้งร้องทั้งเต้นไม่ต้องเตรียมตัวอะไรเลยเหรอ ไปเข้าคอร์สร้องเพลง คอร์สฝึกเต้นอะไรบ้างไหม?
ไม่มี ทุกอย่างมันอยู่ในตัวหมดแล้วอย่างร้องก็อาจจะมีเตรียมตัวนิดหน่อยเรื่องของการต้องฝึกแต่ไม่ถึงขนาดเก็บตัวแบบนั้น ส่วนเรื่องเต้นก็เต้นไปตามประสาแหละ คิดท่าอะไรออกไปก็เต้นเลย เป็นตัวตนเรามากว่ากว่า
สามารถคลิกดูภาพประกอบได้ที่ www.thaipr.net

เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อตกลงการใช้บริการ รับทราบ