ตามเอกสารงบประมาณสำหรับปีงบประมาณ 2546 รัฐบาลประมาณการรายได้จัดเก็บสุทธิ 825.0 พันล้านบาท ขณะที่กำหนดวงเงินงบประมาณรายจ่าย 999.9 พันล้านบาท ส่งผลให้ประมาณการงบประมาณขาดดุลเท่ากับ 174.9 พันล้านบาท
อย่างไรก็ตาม ปรากฎว่าในปีงบประมาณดังกล่าวรัฐบาลจัดเก็บรายได้จริงสูงเกินคาดเนื่องจากเศรษฐกิจเติบโตดีและมีการปรับปรุงประสิทธิภาพในการจัดเก็บภาษีด้วยขณะที่รายจ่ายของรัฐบาลลดลงจากปีก่อน ส่วนหนึ่งเพราะอัตราการเบิกจ่ายต่ำกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ รัฐบาลจึงเกินดุลเงินสดในปีงบประมาณนี้
สำหรับปีงบประมาณ 2547 รัฐบาลดำเนินนโยบายงบประมาณแบบขาดดุลในจำนวนที่ลดลงเพื่อรักษาแรงกระตุ้นทางการคลังพร้อมๆกับกรอบความยั่งยืนทางการคลังระยะปานกลาง โดยกำหนดวงเงินงบประมาณรวมทั้งสิ้น 1,028 พันล้านบาท ทำให้งบประมาณการงบประมาณขาดดุล 99.9 พันล้านบาท
อย่างไรก็ดี ในช่วงต้นปีงบประมาณ 2547 กระทรวงการคลังคาดว่าจะจัดเก็บรายได้ได้สูงกว่าที่ประมาณการไว้เดิมประมาณ 135.5 พันล้านบาท จึงได้จำทำงบประมาณเพิ่มเติมในจำนวนเดียวกันเพื่อรักษาแรงกระตุ้นทางการคลังให้เท่ากับเมื่อตอนจัดทำงบประมาณโดยกำหนดรายการค่าใช้จ่ายในลักษณะงบกลาง 5 รายการ ได้แก่ (1)เงินเบี้ยหวัด บำเหน็จ บำนาญ 33.0 พันล้านบาท (2)ค่าใช้จ่ายตามมาตรการพัฒนาและบริหารกำลังคนเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลง 14.6 พันล้านบาท (3)ค่าใช้จ่ายการปรับเงินค่าตอบแทนบุคลากรภาครัฐ 16.6 พันล้านบาท(4)ค่าใช้จ่ายเพื่อการเสริมสร้างศักยภาพการแข่งขันและการพัฒนาที่ยั่งยืนของประเทศ 59.0 พันล้านบาท และ(5)เงินอุดหนุนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น(อปท.)เพื่อดำเนินการตามแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาจังหวัด 12.3 พันล้านบาท
ฐานะการคลังรัฐบาล
รายได้
ในปีงบประมาณ 2546 รัฐบาลมีรายได้นำส่งสุทธิ 960.6 พันล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนร้อยละ 13.6 โดยเป็นรายได้ภาษีอากร 869.8 พันล้านบาท ซึ่งขยายตัวร้อยละ 14.8 จากปีก่อนตามภาวะเศรษฐกิจที่ดีขึ้นและการปรับปรุงประสิทธิภาพในการจัดเก็บภาษีที่รวมถึงขยายฐานภาษีทั้งนี้รายได้ภาษีสำคัญที่เพิ่มขึ้น ได้แก่ ภาษีเงินได้นิติบุคคลร้อยละ 27.0 ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาร้อยละ 7.9 และภาษีสรรพสามิตร้อยละ 18.6 ส่วนหนึ่งเพราะมีการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตใหม่ เช่น ภาษีจากกิจการโทรคมนาคมเป็นต้นส่วนภาษีมูลค่าเพิ่มขยายตัวเพียงร้อยละ 2.8 เนื่องจากการโอนภาษีมูลค่าเพิ่มให้แก่ อปท.จำนวน 40.6 พันล้านบาทเทียบกับ 16.5 พันล้านบาทในปีงบประมาณก่อน อย่างไรก็ดีหากไม่นับรวมการโอนภาษีให้แก่ อปท.ดังกล่าว ภาษีมูลค่าเพิ่มจะขยายตัวร้อยละ 18.0
สำหรับในไตรมาสที่ 1 ของปีงบประมาณ 2547 รัฐบาลมีรายได้นำส่งสุทธิ 256.8 พันล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 25.4 จากระยะเดียวกันปีก่อน โดยส่วนหนึ่งมาจากการขายหุ้นให้แก่กองทุนวายุภักษ์ 1 จำนวน 70.0 พันล้านบาทและนำส่งเป็นรายได้แผ่นดิน 25.1 พันล้านบาท
อนึ่งเมื่อพิจารณาผลการจัดเก็บรายได้พบว่ารัฐบาลจัดเก็บรายได้สุทธิจำนวน 257.5 พันล้านบาท ซึ่งสูงกว่าเอกสารงบประมาณ 71.9 พันล้านบาท โดยรายได้ภาษีและรายได้ที่มิใช่ภาษีสูงกว่าเอกสารงบประมาณ 40.9 และ 31.7 พันล้านบาท ตามลำดับ
รายจ่าย
ในปีงบประมาณ 2546 รายจ่ายของรัฐบาลมีจำนวนทั้งสิ้น 938.4 พันล้านบาท ลดลงจากปีก่อนร้อยละ 3.5 โดยใน 2 ไตรมาสแรกรายจ่ายลดลงจากระยะเดียวกันปีก่อนร้อยละ 6.5 และ 20.2 ตามลำดับ ส่วนหนึ่งเนื่องจากการปฎิรูประบบราชการที่มีการปรับโครงสร้างกระทรวง ทบวง กรม ประกอบกับการเปลี่ยนแปลงวิธีการเบิกจ่ายเงินอุดหนุนที่จัดสรรให้แก่ อปท. ในลักษณะงบลงทุน อย่างไรก็ตามในไตรมาสที่ 3 และ 4 รายจ่ายเร่งตัวขึ้นเนื่องจากมาตรการเร่งรัดการเบิกจ่ายของรัฐบาล โดยขยายตัวขึ้นร้อยละ 13.2 และ 2.6 จากระยะเดียวกันปีก่อน ตามลำดับ ส่งผลให้อัตราเบิกจ่ายทั้งปีงบประมาณเท่ากับร้อยละ 89.1 แต่ยังต่ำกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ในอัตราร้อยละ 92.0
ส่วนในไตรมาสแรกของปีงบประมาณ 2547 รายจ่ายของรัฐบาลมีจำนวน 298.3 พันล้านบาท เพิ่มขึ้นจากระยะเดียวกันปีก่อนร้อยละ 24.0 อนึ่ง แม้ว่ารายจ่ายจะหดตัวร้อย 2.9ในเดือนตุลาคม แต่ก็เร่งตัวขึ้นในช่วง 2 เดือนหลังของไตรมาส โดยรายจ่ายที่สำคัญ ได้แก่ รายจ่ายเงินบำเหน็จดำรงชีพ 32.5 พันล้านบาท รายจ่ายกองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษา 14.7 พันล้านบาท และรายจ่ายเพื่อกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ 14.8 พันล้านบาท ส่งผลให้อัตราเบิกจ่ายทั้งไตรมาสเท่ากับร้อยละ 26.0 สูงกว่าร้อยละ 22.3 ในไตรมาสแรกของปีงบประมาณก่อน
การชดเชยการขาดดุล
ในปีงบประมาณ 2546 รัฐบาลเกินดุลเงินสด 34.3 พันล้านบาท ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 0.6 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ(GDP) ขณะที่รัฐบาลมีการกู้ยืมในประเทศสุทธิ 45.0 พันล้านบาทและชำระคืนเงินกู้ต่างประเทศสุทธิ 38.9 พันล้านบาท เงินคงคลังจึงเพิ่มขึ้นเป็น 123.3 พันล้านบาท ณ สิ้นปีงบประมาณ
ในไตรมาสที่ 1 ของปีงบประมาณ 2547 รัฐบาลชดเชยการขาดดุลเงินสดจำนวน 37.5 พันล้านบาท พร้อมกับชำระคืนเงินกู้ในประเทศและต่างประเทศสุทธิจำนวน 33.1 พันล้านบาทและ 3.0 พันล้านบาท ตามลำดับ โดยการใช้เงินคงคลัง 73.6 พันล้านบาท ทำให้ยอดเงินคงคลัง ณ สิ้นไตรมาสลดลงเหลือ 49.7 พันล้านบาท
รัฐวิสาหกิจ
ในปีงบประมาณ 2546 รัฐวิสาหกิจมีกำไรสุทธิจากการดำเนินงาน 83.7 พันล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนร้อยละ 7.3 แต่เนื่องจากการนำส่งรายได้ให้กระทรวงการคลังเพิ่มขึ้นร้อยละ 12.4 รัฐวิสาหกิจจึงมีเงินสดเพื่อใช้ในการลงทุน 137.5 พันล้านบาท ลดลงร้อยละ 6.4 จากปีก่อน
ในส่วนของการเบิกจ่ายรายจ่ายลงทุนรวมเป็นจำนวนทั้งสิ้น 93.0 พันล้านบาท ลดลงจากปีก่อนร้อยละ 20.4 และเท่ากับร้อยละ 62.9 ของเป้าหมายที่ตั้งไว้ 147.9 พันล้านบาทการเบิกจ่ายงบลงทุนของรัฐวิสาหกิจที่ต่ำกว่าเป้าหมายนี้ส่วนหนึ่งเป็นผลจากความล่าช้าในการดำเนินการโครงการลงทุนขนาดใหญ่ เช่น โครงการท่าอากาศยานสุวรรณภูมิโครงการซื้อเครื่องบินใหม่ของบริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน) และโครงการโรงไฟฟ้ากระบี่ เป็นต้น ดังนั้นรัฐวิสาหกิจจึงเกินดุล 44.5 พันล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 0.8 ของ GDP
หนี้สาธารณะ
ณ สิ้นปีงบประมาณ 2546 รัฐบาลมีหนี้สาธารณะ 2,918.1 พันล้านบาท ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 49.7 ของ GDP และโน้มลดลงจากร้อยละ 55.1 ของ GDP ณ สิ้นปีงบประมาณก่อน โดยเป็นหนี้ที่รัฐบาลกู้โดยตรง 1,639.6 พันล้านบาท หนี้ของรัฐวิสาหกิจที่ไม่เป็นสถาบันการเงินทั้งที่รัฐบาลค้ำประกันและไม่ค้ำประกัน 694.6 และ 156.5 พันล้านบาทตามลำดับ และหนี้สินของกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน (FIDF) อีก 427.4 พันล้านบาท
การลดลงของสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP ดังกล่าวส่วนหนึ่งเป็นผลจากการลดวงเงินขาดดุลงบประมาณในปีงบประมาณ 2546 ประกอบกับภาวะเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องทำให้การจัดเก็บรายได้ขยายตัวสูงกว่าเป้าหมายการก่อหนี้สาธารณะจึงน้อยกว่าที่คาด และรัฐบาลสามารถชำระหนี้ต่างประเทศก่อนกำหนดอีกด้วย
อนึ่ง กระทรวงการคลังได้กำหนดกรอบความยั่งยืนทางการคลังไว้ ดังนี้(1)รักษาสัดส่วนหนี้สาธารณะให้ไม่เกินร้อยละ 55 ของGDP (2) รักษาภาระหนี้ซึ่งรวมถึงรายจ่ายเพื่อการชำระคืนเงินกู้ รายจ่ายดอกเบี้ย และค่าธรรมเนียมให้ไม่เกินร้อยละ 16 ของงบประมาณรายจ่ายและ(3)จัดทำงบประมาณสมดุลให้ได้ในปีงบประมาณ 2548
--ธนาคารแห่งประเทศไทย--
-ชพ-/-ดพ-
อย่างไรก็ตาม ปรากฎว่าในปีงบประมาณดังกล่าวรัฐบาลจัดเก็บรายได้จริงสูงเกินคาดเนื่องจากเศรษฐกิจเติบโตดีและมีการปรับปรุงประสิทธิภาพในการจัดเก็บภาษีด้วยขณะที่รายจ่ายของรัฐบาลลดลงจากปีก่อน ส่วนหนึ่งเพราะอัตราการเบิกจ่ายต่ำกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ รัฐบาลจึงเกินดุลเงินสดในปีงบประมาณนี้
สำหรับปีงบประมาณ 2547 รัฐบาลดำเนินนโยบายงบประมาณแบบขาดดุลในจำนวนที่ลดลงเพื่อรักษาแรงกระตุ้นทางการคลังพร้อมๆกับกรอบความยั่งยืนทางการคลังระยะปานกลาง โดยกำหนดวงเงินงบประมาณรวมทั้งสิ้น 1,028 พันล้านบาท ทำให้งบประมาณการงบประมาณขาดดุล 99.9 พันล้านบาท
อย่างไรก็ดี ในช่วงต้นปีงบประมาณ 2547 กระทรวงการคลังคาดว่าจะจัดเก็บรายได้ได้สูงกว่าที่ประมาณการไว้เดิมประมาณ 135.5 พันล้านบาท จึงได้จำทำงบประมาณเพิ่มเติมในจำนวนเดียวกันเพื่อรักษาแรงกระตุ้นทางการคลังให้เท่ากับเมื่อตอนจัดทำงบประมาณโดยกำหนดรายการค่าใช้จ่ายในลักษณะงบกลาง 5 รายการ ได้แก่ (1)เงินเบี้ยหวัด บำเหน็จ บำนาญ 33.0 พันล้านบาท (2)ค่าใช้จ่ายตามมาตรการพัฒนาและบริหารกำลังคนเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลง 14.6 พันล้านบาท (3)ค่าใช้จ่ายการปรับเงินค่าตอบแทนบุคลากรภาครัฐ 16.6 พันล้านบาท(4)ค่าใช้จ่ายเพื่อการเสริมสร้างศักยภาพการแข่งขันและการพัฒนาที่ยั่งยืนของประเทศ 59.0 พันล้านบาท และ(5)เงินอุดหนุนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น(อปท.)เพื่อดำเนินการตามแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาจังหวัด 12.3 พันล้านบาท
ฐานะการคลังรัฐบาล
รายได้
ในปีงบประมาณ 2546 รัฐบาลมีรายได้นำส่งสุทธิ 960.6 พันล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนร้อยละ 13.6 โดยเป็นรายได้ภาษีอากร 869.8 พันล้านบาท ซึ่งขยายตัวร้อยละ 14.8 จากปีก่อนตามภาวะเศรษฐกิจที่ดีขึ้นและการปรับปรุงประสิทธิภาพในการจัดเก็บภาษีที่รวมถึงขยายฐานภาษีทั้งนี้รายได้ภาษีสำคัญที่เพิ่มขึ้น ได้แก่ ภาษีเงินได้นิติบุคคลร้อยละ 27.0 ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาร้อยละ 7.9 และภาษีสรรพสามิตร้อยละ 18.6 ส่วนหนึ่งเพราะมีการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตใหม่ เช่น ภาษีจากกิจการโทรคมนาคมเป็นต้นส่วนภาษีมูลค่าเพิ่มขยายตัวเพียงร้อยละ 2.8 เนื่องจากการโอนภาษีมูลค่าเพิ่มให้แก่ อปท.จำนวน 40.6 พันล้านบาทเทียบกับ 16.5 พันล้านบาทในปีงบประมาณก่อน อย่างไรก็ดีหากไม่นับรวมการโอนภาษีให้แก่ อปท.ดังกล่าว ภาษีมูลค่าเพิ่มจะขยายตัวร้อยละ 18.0
สำหรับในไตรมาสที่ 1 ของปีงบประมาณ 2547 รัฐบาลมีรายได้นำส่งสุทธิ 256.8 พันล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 25.4 จากระยะเดียวกันปีก่อน โดยส่วนหนึ่งมาจากการขายหุ้นให้แก่กองทุนวายุภักษ์ 1 จำนวน 70.0 พันล้านบาทและนำส่งเป็นรายได้แผ่นดิน 25.1 พันล้านบาท
อนึ่งเมื่อพิจารณาผลการจัดเก็บรายได้พบว่ารัฐบาลจัดเก็บรายได้สุทธิจำนวน 257.5 พันล้านบาท ซึ่งสูงกว่าเอกสารงบประมาณ 71.9 พันล้านบาท โดยรายได้ภาษีและรายได้ที่มิใช่ภาษีสูงกว่าเอกสารงบประมาณ 40.9 และ 31.7 พันล้านบาท ตามลำดับ
รายจ่าย
ในปีงบประมาณ 2546 รายจ่ายของรัฐบาลมีจำนวนทั้งสิ้น 938.4 พันล้านบาท ลดลงจากปีก่อนร้อยละ 3.5 โดยใน 2 ไตรมาสแรกรายจ่ายลดลงจากระยะเดียวกันปีก่อนร้อยละ 6.5 และ 20.2 ตามลำดับ ส่วนหนึ่งเนื่องจากการปฎิรูประบบราชการที่มีการปรับโครงสร้างกระทรวง ทบวง กรม ประกอบกับการเปลี่ยนแปลงวิธีการเบิกจ่ายเงินอุดหนุนที่จัดสรรให้แก่ อปท. ในลักษณะงบลงทุน อย่างไรก็ตามในไตรมาสที่ 3 และ 4 รายจ่ายเร่งตัวขึ้นเนื่องจากมาตรการเร่งรัดการเบิกจ่ายของรัฐบาล โดยขยายตัวขึ้นร้อยละ 13.2 และ 2.6 จากระยะเดียวกันปีก่อน ตามลำดับ ส่งผลให้อัตราเบิกจ่ายทั้งปีงบประมาณเท่ากับร้อยละ 89.1 แต่ยังต่ำกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ในอัตราร้อยละ 92.0
ส่วนในไตรมาสแรกของปีงบประมาณ 2547 รายจ่ายของรัฐบาลมีจำนวน 298.3 พันล้านบาท เพิ่มขึ้นจากระยะเดียวกันปีก่อนร้อยละ 24.0 อนึ่ง แม้ว่ารายจ่ายจะหดตัวร้อย 2.9ในเดือนตุลาคม แต่ก็เร่งตัวขึ้นในช่วง 2 เดือนหลังของไตรมาส โดยรายจ่ายที่สำคัญ ได้แก่ รายจ่ายเงินบำเหน็จดำรงชีพ 32.5 พันล้านบาท รายจ่ายกองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษา 14.7 พันล้านบาท และรายจ่ายเพื่อกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ 14.8 พันล้านบาท ส่งผลให้อัตราเบิกจ่ายทั้งไตรมาสเท่ากับร้อยละ 26.0 สูงกว่าร้อยละ 22.3 ในไตรมาสแรกของปีงบประมาณก่อน
การชดเชยการขาดดุล
ในปีงบประมาณ 2546 รัฐบาลเกินดุลเงินสด 34.3 พันล้านบาท ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 0.6 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ(GDP) ขณะที่รัฐบาลมีการกู้ยืมในประเทศสุทธิ 45.0 พันล้านบาทและชำระคืนเงินกู้ต่างประเทศสุทธิ 38.9 พันล้านบาท เงินคงคลังจึงเพิ่มขึ้นเป็น 123.3 พันล้านบาท ณ สิ้นปีงบประมาณ
ในไตรมาสที่ 1 ของปีงบประมาณ 2547 รัฐบาลชดเชยการขาดดุลเงินสดจำนวน 37.5 พันล้านบาท พร้อมกับชำระคืนเงินกู้ในประเทศและต่างประเทศสุทธิจำนวน 33.1 พันล้านบาทและ 3.0 พันล้านบาท ตามลำดับ โดยการใช้เงินคงคลัง 73.6 พันล้านบาท ทำให้ยอดเงินคงคลัง ณ สิ้นไตรมาสลดลงเหลือ 49.7 พันล้านบาท
รัฐวิสาหกิจ
ในปีงบประมาณ 2546 รัฐวิสาหกิจมีกำไรสุทธิจากการดำเนินงาน 83.7 พันล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนร้อยละ 7.3 แต่เนื่องจากการนำส่งรายได้ให้กระทรวงการคลังเพิ่มขึ้นร้อยละ 12.4 รัฐวิสาหกิจจึงมีเงินสดเพื่อใช้ในการลงทุน 137.5 พันล้านบาท ลดลงร้อยละ 6.4 จากปีก่อน
ในส่วนของการเบิกจ่ายรายจ่ายลงทุนรวมเป็นจำนวนทั้งสิ้น 93.0 พันล้านบาท ลดลงจากปีก่อนร้อยละ 20.4 และเท่ากับร้อยละ 62.9 ของเป้าหมายที่ตั้งไว้ 147.9 พันล้านบาทการเบิกจ่ายงบลงทุนของรัฐวิสาหกิจที่ต่ำกว่าเป้าหมายนี้ส่วนหนึ่งเป็นผลจากความล่าช้าในการดำเนินการโครงการลงทุนขนาดใหญ่ เช่น โครงการท่าอากาศยานสุวรรณภูมิโครงการซื้อเครื่องบินใหม่ของบริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน) และโครงการโรงไฟฟ้ากระบี่ เป็นต้น ดังนั้นรัฐวิสาหกิจจึงเกินดุล 44.5 พันล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 0.8 ของ GDP
หนี้สาธารณะ
ณ สิ้นปีงบประมาณ 2546 รัฐบาลมีหนี้สาธารณะ 2,918.1 พันล้านบาท ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 49.7 ของ GDP และโน้มลดลงจากร้อยละ 55.1 ของ GDP ณ สิ้นปีงบประมาณก่อน โดยเป็นหนี้ที่รัฐบาลกู้โดยตรง 1,639.6 พันล้านบาท หนี้ของรัฐวิสาหกิจที่ไม่เป็นสถาบันการเงินทั้งที่รัฐบาลค้ำประกันและไม่ค้ำประกัน 694.6 และ 156.5 พันล้านบาทตามลำดับ และหนี้สินของกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน (FIDF) อีก 427.4 พันล้านบาท
การลดลงของสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP ดังกล่าวส่วนหนึ่งเป็นผลจากการลดวงเงินขาดดุลงบประมาณในปีงบประมาณ 2546 ประกอบกับภาวะเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องทำให้การจัดเก็บรายได้ขยายตัวสูงกว่าเป้าหมายการก่อหนี้สาธารณะจึงน้อยกว่าที่คาด และรัฐบาลสามารถชำระหนี้ต่างประเทศก่อนกำหนดอีกด้วย
อนึ่ง กระทรวงการคลังได้กำหนดกรอบความยั่งยืนทางการคลังไว้ ดังนี้(1)รักษาสัดส่วนหนี้สาธารณะให้ไม่เกินร้อยละ 55 ของGDP (2) รักษาภาระหนี้ซึ่งรวมถึงรายจ่ายเพื่อการชำระคืนเงินกู้ รายจ่ายดอกเบี้ย และค่าธรรมเนียมให้ไม่เกินร้อยละ 16 ของงบประมาณรายจ่ายและ(3)จัดทำงบประมาณสมดุลให้ได้ในปีงบประมาณ 2548
--ธนาคารแห่งประเทศไทย--
-ชพ-/-ดพ-