แท็ก
เกษตรกร
1. ภาคเกษตรกรรม
ในเดือนมิถุนายน 2548 รายได้เกษตรกรจากการขายพืชผลสำคัญเพิ่มขึ้นจากระยะเดียวกันปีก่อน
ร้อยละ 18.9 เร่งตัวขึ้นจากเดือนก่อน โดยเป็นผลมาจากด้านปริมาณที่เพิ่มขึ้นหลังจากที่ปรับลดลงต่อเนื่องในช่วง 7 เดือนที่ผ่านมาส่วนด้านราคาเพิ่มขึ้นในอัตราที่ชะลอลง
ผลผลิตพืชผล เพิ่มขึ้นร้อยละ 2.6 จากระยะเดียวกันปีก่อน โดยผลผลิตยางพาราเพิ่มขึ้น
ร้อยละ 8.3 เนื่องจากความต้องการที่อยู่ในระดับสูงทำให้ราคาเพิ่มขึ้นซึ่งช่วยจูงใจให้เกษตรกรเร่งนำผลผลิต
ออกสู่ตลาด ขณะที่มันสำปะหลังเพิ่มขึ้นร้อยละ 5.4 อย่างไรก็ดี ข้าวนาปรัง และข้าวโพด ปรับลดลงร้อยละ 18.9 และ 14.1 ตามลำดับ เป็นผลจากภาวะภัยแล้งที่เกิดขึ้นในปี 2547
ราคาพืชผล เพิ่มขึ้นร้อยละ 15.9 จากระยะเดียวกันปีก่อน ชะลอตัวจากเดือนก่อน แต่ยังคงอยู่
ในเกณฑ์ดี โดยราคามันสำปะหลังเพิ่มขึ้นร้อยละ 32.7 ขณะที่ราคายางพาราเพิ่มขึ้นร้อยละ 5.0 เนื่องจากอุปสงค์จากต่างประเทศที่ยังคงมีอย่างต่อเนื่อง ส่วนราคาข้าวเปลือกเจ้า 5% และ 25% เพิ่มขึ้นร้อยละ 24.4 และ 26.1 ตามลำดับ เนื่องจากผลผลิตน้อยจากภาวะภัยแล้งในปี 2547
ราคาสินค้าเกษตรโดยรวมของไทยเพิ่มขึ้นร้อยละ 12.1 จากระยะเดียวกันปีก่อน โดยเป็นการเพิ่มขึ้นในทุกหมวดสินค้าราคาปศุสัตว์ เพิ่มขึ้นร้อยละ 9.3 โดยเพิ่มขึ้นเกือบทุกหมวดสินค้า ยกเว้นโคและกระบือ โดย
เป็นผลมาจากทานที่มีน้อยในขณะที่อุปสงค์ยังคงมีอยู่มาก ประกอบกับต้นทุนการเลี้ยงปศุสัตว์ที่เพิ่มสูงขึ้นตามราคาขายปลีกน้ำมันดีเซล รวมทั้งความต้องการไก่ปรุงสุกเพื่อส่งออกที่เพิ่มขึ้นหลังจากปัญหาไข้หวัดนกเริ่มคลี่คลาย
ราคาประมง เพิ่มขึ้นร้อยละ 1.1 โดยราคาสัตว์น้ำปรับตัวสูงขึ้นจากต้นทุนน้ำมันดีเซลที่เพิ่มขึ้นใน
ช่วงที่ผ่านมา ส่วนราคากุ้งยังคงปรับลดลงต่อเนื่องแต่ในอัตราที่ชะลอลงเป็นผลจากโครงการรับจำนำกุ้งจากเกษตรกรทำให้ราคากุ้งภายในประเทศปรับตัวดีขึ้น
สำหรับในไตรมาสที่ 2 รายได้เกษตรกรเพิ่มขึ้น จากระยะเดียวกันปีก่อนถึงร้อยละ 14.9 เป็นผลจากด้านราคาที่เพิ่มขึ้นร้อยละ 18.3 ส่วนผลผลิตลดลงร้อยละ 2.9 ตามการลดลงของผลผลิตพืชสำคัญที่ได้รับผลกระทบจากภัยแล้ง ทั้งอ้อย ข้าวโพด ข้าวนาปรัง และมันสำปะหลังสำหรับราคาปศุสัตว์เพิ่มขึ้นร้อยละ 5.9 ขณะที่ราคาประมงเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อยที่ร้อยละ 1.8
แนวโน้มราคาสินค้าเกษตรโดยรวมของไทยคาดว่าราคาสินค้าเกษตรจะเพิ่มขึ้นในอัตราที่ชะลอตัวลงจากการขยายตัวของอุปทานของพืชผล และปศุสัตว์รวมทั้งราคาประมงที่คาดว่าจะเพิ่มไม่มากเนื่องจากราคากุ้ง
ที่จะมีแนวโน้มลดลงต่อเนื่องตามราคาส่งออก
ในเดือนมิถุนายน 2548 ราคาสินค้าเกษตร (ที่สำคัญต่อเศรษฐกิจไทย 12 ชนิด) ในตลาดโลกเพิ่มขึ้นราคาที่เพิ่มขึ้นร้อยละ 18.3 ส่วนผลผลิตลดลงร้อยละ 2.9 ร้อยละ 11.8 จากระยะเดียวกันปีก่อน โดย
ราคาข้าว ยางพารา น้ำตาลทราย และมันสำปะหลังเพิ่มขึ้นมาก เนื่องจากความต้องการในตลาดโลกที่อยู่ใน
ระดับสูง ขณะที่อุปทานลดลงจากภาวะภัยแล้งที่เกิดขึ้นในหลายประเทศ
ในไตรมาสที่ 2 ราคาสินค้าเกษตรในตลาดโลกเพิ่มขึ้นร้อยละ 8.7 เมื่อเทียบกับระยะเดียวกัน
ปีก่อน และ มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่องในช่วงครึ่งหลังของปี ตามราคายางพาราที่คาดว่าจะสูงขึ้นจากความต้องการในตลาดโลกส่วนหนึ่งเพื่อทดแทนยางสังเคราะห์ที่มีราคาสูงขึ้นตามราคาน้ำมัน
2. ภาคอุตสาหกรรม
ในเดือนมิถุนายน 2548 ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมขยายตัวจากระยะเดียวกันปีก่อนร้อยละ 8.8
สูงกว่าเดือนก่อนเล็กน้อย โดยการผลิตเพื่อการส่งออกยังขยายตัวดีต่อเนื่อง โดยเฉพาะในหมวดอิเล็กทรอนิกส์
ที่ขยายตัวในอัตราสูงจากการผลิต Hard Disk Drive ซึ่งมีการย้ายฐานมาผลิตในไทย และแผงวงจรรวมที่มี
แนวโน้มดีขึ้น ตลอดจนหมวดเครื่องใช้ไฟฟ้าในกลุ่มเครื่องปรับอากาศที่สามารถขยายการส่งออกไปตลาดใหม่ได้
มากขึ้น นอกจากนี้ หมวดยานยนต์ปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่อง แม้ว่าการผลิตรถยนต์นั่งจะลดลง แต่การผลิตรถยนต์พาณิชย์ยังขยายตัวในอัตราสูง หมวดวัสดุก่อสร้างขยายตัวในเกณฑ์ดี รวมทั้งหมวดเหล็กและผลิตภัณฑ์จากเหล็กที่เพิ่มขึ้นมากจากระยะเดียวกันปีก่อน ซึ่งการผลิตลดลงเนื่องจากทางการยกเลิกภาษีตอบโต้การทุ่มตลาดชั่วคราว อย่างไรก็ตามในหมวดเครื่องดื่มปรับลดลง เนื่องจากมีการเร่งผลิตมากในช่วงที่ผ่านมา ส่งผลให้สต็อกในปัจจุบันอยู่ในระดับสูง
อัตราการใช้กำลังการผลิตของภาคอุตสาหกรรมในเดือนนี้อยู่ที่ร้อยละ 71.8 ไม่เปลี่ยนแปลงจาก
เดือนก่อนหน้า
สำหรับไตรมาสที่ 2 ปี 2548 ผลผลิตภาคอุตสาหกรรมขยายตัวร้อยละ 7.7 เทียบกับระยะเดียวกัน
ปีก่อน เร่งขึ้นจากไตรมาสก่อนหน้า โดยเฉพาะหมวดซึ่งผลิตเพื่อส่งออกขยายตัวสูงที่สำคัญคือ หมวดอิเล็กทรอนิกส์ตามการผลิตแผงวงจรไฟฟ้าที่ปรับตัวดีขึ้นตามอุปสงค์ต่างประเทศ หมวดเครื่องใช้ไฟฟ้าจากเครื่องปรับอากาศที่สามารถส่งออกไปยังตลาดใหม่ได้เพิ่มขึ้น หมวดอาหารปรับตัวดีขึ้นจากปัญหาวัตถุดิบที่คลี่คลายประกอบกับหมวด
เครื่องดื่มที่เร่งผลิตเบียร์เพื่อสะสมสต็อกจากข่าวการที่จะมีการปรับภาษีสรรพสามิต
อัตราการใช้กำลังการผลิตในไตรมาสที่ 2 อยู่ที่ร้อยละ 70.5
3. การท่องเที่ยวและโรงแรม
การท่องเที่ยวในเดือนมิถุนายน 2548 มีแนวโน้มดีขึ้น โดยนักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศมีจำนวน 904,000 คนเพิ่มขึ้นร้อยละ 4.5 จากระยะเดียวกันปีก่อน สำหรับการท่องเที่ยวภาคใต้ก็มีการปรับตัวดีขึ้น
อย่างช้าๆ ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลจากภาคทางการและเอกชนมีการส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะ
ในจังหวัดชายฝั่งทะเลอันดามัน
อัตราเข้าพักโรงแรมในเดือนนี้เท่ากับร้อยละ 57.8 เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับระยะเดียวกันปีก่อนซึ่งอยู่ที่ร้อยละ 54.3 ทั้งนี้ อัตราเข้าพักในภาคกลางโดยเฉพาะกรุงเทพฯ เพิ่มขึ้นค่อนข้างมากจากระยะเดียวกันปีก่อน โดยอยู่ที่ร้อยละ 72.7 เทียบกับเดือนเดียวกันปีก่อนที่อยู่ที่ร้อยละ 66.3 ส่วนอัตราเข้าพักในภาคอื่นๆ มีแนวโน้ม
ดีขึ้นแต่ยังคงอยู่ในระดับต่ำกว่าปีก่อน
สำหรับไตรมาสที่ 2 จำนวนนักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศเพิ่มขึ้นจากระยะเดียวกันปีก่อนร้อยละ 1.9 ขณะที่อัตราการเข้าพักโรงแรมซึ่งสะท้อนภาวะ การท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ในไตรมาส 2 อยู่ที่ร้อยละ 56.1 ใกล้เคียงกับร้อยละ 56.5 ในปีก่อน โดยการท่องเที่ยวในภาคใต้ยังอยู่ในภาวะซบเซาแต่มีแนวโน้มดีขึ้นกว่าไตรมาสก่อน
สำหรับแนวโน้มการท่องเที่ยวในระยะต่อไปนั้น คาดว่าการท่องเที่ยวในภาพรวมจะปรับตัวดีขึ้นเป็นลำดับแต่ภาคใต้อาจจะยังไม่ฟื้นตัวอย่างเต็มที่เพราะสถานการณ์ความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้นจากเหตุการณ์ภัยธรรมชาติ และปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ นอกจากนี้ยังมีปัจจัยลบอื่นๆ ที่อาจกระทบการท่องเที่ยวในระยะ
ต่อไปได้ อาทิ ราคาน้ำมัน การแข่งขันที่มีมากขึ้น เป็นต้น
4. ภาคอสังหาริมทรัพย์
ในเดือนพฤษภาคม 2548 ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ได้แสดงแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงลักษณะหรือรูปแบบของอสังหาริมทรัพย์ในตลาดจากที่เน้นกลุ่มเป้าหมายลูกค้าระดับราคาปานกลาง-สูงมาเป็นลูกค้าระดับล่าง-ปานกลางมากขึ้น โดยจำนวนรายการซื้อขายที่ดินทั่วประเทศมีจำนวน 78,720 รายการ เพิ่มขึ้นจากระยะเดียวกันปีก่อนร้อยละ 11.6 แต่มูลค่าซื้อขายที่ดินและสิ่งปลูกสร้างเฉลี่ยต่อรายต่ำกว่าปีก่อน ที่อยู่อาศัยสร้างเสร็จและจดทะเบียนเพิ่มในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑลมีจำนวนหน่วยเพิ่มขึ้นจากระยะเดียวกันปีก่อนร้อยละ 60.6 เป็นผลจากการเพิ่มขึ้นของอาคารชุดอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งจากผลการสำรวจของ Agency for Real Estate Affair พบว่าโครงการที่อยู่อาศัยที่มีการพัฒนาออกสู่ตลาดมากที่สุด คือ ทาวน์เฮ้าส์ระดับราคา 0.5 - 1 ล้านบาท รองลงมาคือ บ้านเดี่ยวและอาคารชุด ระดับราคา 3 - 5 และ 0.5 - 1 ล้านบาท ตามลำดับ
อย่างไรก็ตาม พื้นที่รับอนุญาตก่อสร้างประเภทที่อยู่อาศัยในเขตเทศบาลทั่วประเทศในเดือนนี้มีประมาณ 1.1 ล้านตารางเมตร เทียบกับ 0.9 ล้านตารางเมตรในเดือนก่อนลดลงจากระยะเดียวกันปีก่อน
ร้อยละ 18.4
สำหรับแนวโน้มอสังหาริมทรัพย์ในระยะต่อไปคาดว่าจะชะลอลงเมื่อเทียบกับระยะเดียวกันปีก่อน
ส่วนหนึ่งเป็นผลจากราคาน้ำมันที่ยังคงทรงตัวอยู่ในระดับสูงและอัตราดอกเบี้ยที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้กำลังซื้อของผู้บริโภคปรับตัวลดลง
5. ภาคการค้า
ในเดือนพฤษภาคม 2548 ภาวะการค้าโดยรวมชะลอลงค่อนข้างมาก จากราคาสินค้าที่เพิ่มขึ้นตามการเพิ่มขึ้นของราคาขายปลีกน้ำมันดีเซลประกอบกับกำลังซื้อของเกษตรกรที่ชะลอลงตามการลดลงของผลผลิตพืชผลสำคัญจากปัญหาภัยแล้งในช่วงที่ผ่านมา
อย่างไรก็ดี ยอดขายสินค้าในกลุ่มที่มีความจำเป็นในการดำรงชีพยังคงขยายตัวอยู่ในเกณฑ์ดีขณะที่ยอดขายสินค้าฟุ่มเฟือยเริ่มชะลอลง
6. โทรคมนาคม
ในเดือนพฤษภาคม 2548 จำนวนเลขหมายการใช้บริการโทรศัพท์ยังคงเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ทั้งในส่วนของโทรศัพท์เคลื่อนที่และโทรศัพท์พื้นฐาน
อนึ่ง ภาวะการแข่งขันด้านราคาค่าใช้บริการของธุรกิจโทรศัพท์เคลื่อนที่ที่ยังคงมีต่อเนื่อง มีส่วนทำให้ความต้องการใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่เพิ่มขึ้นมาก ซึ่งส่งผลให้การจัดสรรเลขหมายไม่สมดุลกับระบบเครือข่ายจนกระทั่งทำให้เกิดปัญหาด้านคุณภาพการให้บริการ
สำหรับด้านธุรกิจโทรศัพท์พื้นฐาน มีอัตราการขยายตัวที่ค่อนข้างคงที่สอดคล้องกับความต้องการซึ่งเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมา โดยเฉพาะความนิยมใช้บริการอินเตอร์เน็ต (Internet)
--ธนาคารแห่งประเทศไทย--
ในเดือนมิถุนายน 2548 รายได้เกษตรกรจากการขายพืชผลสำคัญเพิ่มขึ้นจากระยะเดียวกันปีก่อน
ร้อยละ 18.9 เร่งตัวขึ้นจากเดือนก่อน โดยเป็นผลมาจากด้านปริมาณที่เพิ่มขึ้นหลังจากที่ปรับลดลงต่อเนื่องในช่วง 7 เดือนที่ผ่านมาส่วนด้านราคาเพิ่มขึ้นในอัตราที่ชะลอลง
ผลผลิตพืชผล เพิ่มขึ้นร้อยละ 2.6 จากระยะเดียวกันปีก่อน โดยผลผลิตยางพาราเพิ่มขึ้น
ร้อยละ 8.3 เนื่องจากความต้องการที่อยู่ในระดับสูงทำให้ราคาเพิ่มขึ้นซึ่งช่วยจูงใจให้เกษตรกรเร่งนำผลผลิต
ออกสู่ตลาด ขณะที่มันสำปะหลังเพิ่มขึ้นร้อยละ 5.4 อย่างไรก็ดี ข้าวนาปรัง และข้าวโพด ปรับลดลงร้อยละ 18.9 และ 14.1 ตามลำดับ เป็นผลจากภาวะภัยแล้งที่เกิดขึ้นในปี 2547
ราคาพืชผล เพิ่มขึ้นร้อยละ 15.9 จากระยะเดียวกันปีก่อน ชะลอตัวจากเดือนก่อน แต่ยังคงอยู่
ในเกณฑ์ดี โดยราคามันสำปะหลังเพิ่มขึ้นร้อยละ 32.7 ขณะที่ราคายางพาราเพิ่มขึ้นร้อยละ 5.0 เนื่องจากอุปสงค์จากต่างประเทศที่ยังคงมีอย่างต่อเนื่อง ส่วนราคาข้าวเปลือกเจ้า 5% และ 25% เพิ่มขึ้นร้อยละ 24.4 และ 26.1 ตามลำดับ เนื่องจากผลผลิตน้อยจากภาวะภัยแล้งในปี 2547
ราคาสินค้าเกษตรโดยรวมของไทยเพิ่มขึ้นร้อยละ 12.1 จากระยะเดียวกันปีก่อน โดยเป็นการเพิ่มขึ้นในทุกหมวดสินค้าราคาปศุสัตว์ เพิ่มขึ้นร้อยละ 9.3 โดยเพิ่มขึ้นเกือบทุกหมวดสินค้า ยกเว้นโคและกระบือ โดย
เป็นผลมาจากทานที่มีน้อยในขณะที่อุปสงค์ยังคงมีอยู่มาก ประกอบกับต้นทุนการเลี้ยงปศุสัตว์ที่เพิ่มสูงขึ้นตามราคาขายปลีกน้ำมันดีเซล รวมทั้งความต้องการไก่ปรุงสุกเพื่อส่งออกที่เพิ่มขึ้นหลังจากปัญหาไข้หวัดนกเริ่มคลี่คลาย
ราคาประมง เพิ่มขึ้นร้อยละ 1.1 โดยราคาสัตว์น้ำปรับตัวสูงขึ้นจากต้นทุนน้ำมันดีเซลที่เพิ่มขึ้นใน
ช่วงที่ผ่านมา ส่วนราคากุ้งยังคงปรับลดลงต่อเนื่องแต่ในอัตราที่ชะลอลงเป็นผลจากโครงการรับจำนำกุ้งจากเกษตรกรทำให้ราคากุ้งภายในประเทศปรับตัวดีขึ้น
สำหรับในไตรมาสที่ 2 รายได้เกษตรกรเพิ่มขึ้น จากระยะเดียวกันปีก่อนถึงร้อยละ 14.9 เป็นผลจากด้านราคาที่เพิ่มขึ้นร้อยละ 18.3 ส่วนผลผลิตลดลงร้อยละ 2.9 ตามการลดลงของผลผลิตพืชสำคัญที่ได้รับผลกระทบจากภัยแล้ง ทั้งอ้อย ข้าวโพด ข้าวนาปรัง และมันสำปะหลังสำหรับราคาปศุสัตว์เพิ่มขึ้นร้อยละ 5.9 ขณะที่ราคาประมงเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อยที่ร้อยละ 1.8
แนวโน้มราคาสินค้าเกษตรโดยรวมของไทยคาดว่าราคาสินค้าเกษตรจะเพิ่มขึ้นในอัตราที่ชะลอตัวลงจากการขยายตัวของอุปทานของพืชผล และปศุสัตว์รวมทั้งราคาประมงที่คาดว่าจะเพิ่มไม่มากเนื่องจากราคากุ้ง
ที่จะมีแนวโน้มลดลงต่อเนื่องตามราคาส่งออก
ในเดือนมิถุนายน 2548 ราคาสินค้าเกษตร (ที่สำคัญต่อเศรษฐกิจไทย 12 ชนิด) ในตลาดโลกเพิ่มขึ้นราคาที่เพิ่มขึ้นร้อยละ 18.3 ส่วนผลผลิตลดลงร้อยละ 2.9 ร้อยละ 11.8 จากระยะเดียวกันปีก่อน โดย
ราคาข้าว ยางพารา น้ำตาลทราย และมันสำปะหลังเพิ่มขึ้นมาก เนื่องจากความต้องการในตลาดโลกที่อยู่ใน
ระดับสูง ขณะที่อุปทานลดลงจากภาวะภัยแล้งที่เกิดขึ้นในหลายประเทศ
ในไตรมาสที่ 2 ราคาสินค้าเกษตรในตลาดโลกเพิ่มขึ้นร้อยละ 8.7 เมื่อเทียบกับระยะเดียวกัน
ปีก่อน และ มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่องในช่วงครึ่งหลังของปี ตามราคายางพาราที่คาดว่าจะสูงขึ้นจากความต้องการในตลาดโลกส่วนหนึ่งเพื่อทดแทนยางสังเคราะห์ที่มีราคาสูงขึ้นตามราคาน้ำมัน
2. ภาคอุตสาหกรรม
ในเดือนมิถุนายน 2548 ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมขยายตัวจากระยะเดียวกันปีก่อนร้อยละ 8.8
สูงกว่าเดือนก่อนเล็กน้อย โดยการผลิตเพื่อการส่งออกยังขยายตัวดีต่อเนื่อง โดยเฉพาะในหมวดอิเล็กทรอนิกส์
ที่ขยายตัวในอัตราสูงจากการผลิต Hard Disk Drive ซึ่งมีการย้ายฐานมาผลิตในไทย และแผงวงจรรวมที่มี
แนวโน้มดีขึ้น ตลอดจนหมวดเครื่องใช้ไฟฟ้าในกลุ่มเครื่องปรับอากาศที่สามารถขยายการส่งออกไปตลาดใหม่ได้
มากขึ้น นอกจากนี้ หมวดยานยนต์ปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่อง แม้ว่าการผลิตรถยนต์นั่งจะลดลง แต่การผลิตรถยนต์พาณิชย์ยังขยายตัวในอัตราสูง หมวดวัสดุก่อสร้างขยายตัวในเกณฑ์ดี รวมทั้งหมวดเหล็กและผลิตภัณฑ์จากเหล็กที่เพิ่มขึ้นมากจากระยะเดียวกันปีก่อน ซึ่งการผลิตลดลงเนื่องจากทางการยกเลิกภาษีตอบโต้การทุ่มตลาดชั่วคราว อย่างไรก็ตามในหมวดเครื่องดื่มปรับลดลง เนื่องจากมีการเร่งผลิตมากในช่วงที่ผ่านมา ส่งผลให้สต็อกในปัจจุบันอยู่ในระดับสูง
อัตราการใช้กำลังการผลิตของภาคอุตสาหกรรมในเดือนนี้อยู่ที่ร้อยละ 71.8 ไม่เปลี่ยนแปลงจาก
เดือนก่อนหน้า
สำหรับไตรมาสที่ 2 ปี 2548 ผลผลิตภาคอุตสาหกรรมขยายตัวร้อยละ 7.7 เทียบกับระยะเดียวกัน
ปีก่อน เร่งขึ้นจากไตรมาสก่อนหน้า โดยเฉพาะหมวดซึ่งผลิตเพื่อส่งออกขยายตัวสูงที่สำคัญคือ หมวดอิเล็กทรอนิกส์ตามการผลิตแผงวงจรไฟฟ้าที่ปรับตัวดีขึ้นตามอุปสงค์ต่างประเทศ หมวดเครื่องใช้ไฟฟ้าจากเครื่องปรับอากาศที่สามารถส่งออกไปยังตลาดใหม่ได้เพิ่มขึ้น หมวดอาหารปรับตัวดีขึ้นจากปัญหาวัตถุดิบที่คลี่คลายประกอบกับหมวด
เครื่องดื่มที่เร่งผลิตเบียร์เพื่อสะสมสต็อกจากข่าวการที่จะมีการปรับภาษีสรรพสามิต
อัตราการใช้กำลังการผลิตในไตรมาสที่ 2 อยู่ที่ร้อยละ 70.5
3. การท่องเที่ยวและโรงแรม
การท่องเที่ยวในเดือนมิถุนายน 2548 มีแนวโน้มดีขึ้น โดยนักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศมีจำนวน 904,000 คนเพิ่มขึ้นร้อยละ 4.5 จากระยะเดียวกันปีก่อน สำหรับการท่องเที่ยวภาคใต้ก็มีการปรับตัวดีขึ้น
อย่างช้าๆ ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลจากภาคทางการและเอกชนมีการส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะ
ในจังหวัดชายฝั่งทะเลอันดามัน
อัตราเข้าพักโรงแรมในเดือนนี้เท่ากับร้อยละ 57.8 เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับระยะเดียวกันปีก่อนซึ่งอยู่ที่ร้อยละ 54.3 ทั้งนี้ อัตราเข้าพักในภาคกลางโดยเฉพาะกรุงเทพฯ เพิ่มขึ้นค่อนข้างมากจากระยะเดียวกันปีก่อน โดยอยู่ที่ร้อยละ 72.7 เทียบกับเดือนเดียวกันปีก่อนที่อยู่ที่ร้อยละ 66.3 ส่วนอัตราเข้าพักในภาคอื่นๆ มีแนวโน้ม
ดีขึ้นแต่ยังคงอยู่ในระดับต่ำกว่าปีก่อน
สำหรับไตรมาสที่ 2 จำนวนนักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศเพิ่มขึ้นจากระยะเดียวกันปีก่อนร้อยละ 1.9 ขณะที่อัตราการเข้าพักโรงแรมซึ่งสะท้อนภาวะ การท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ในไตรมาส 2 อยู่ที่ร้อยละ 56.1 ใกล้เคียงกับร้อยละ 56.5 ในปีก่อน โดยการท่องเที่ยวในภาคใต้ยังอยู่ในภาวะซบเซาแต่มีแนวโน้มดีขึ้นกว่าไตรมาสก่อน
สำหรับแนวโน้มการท่องเที่ยวในระยะต่อไปนั้น คาดว่าการท่องเที่ยวในภาพรวมจะปรับตัวดีขึ้นเป็นลำดับแต่ภาคใต้อาจจะยังไม่ฟื้นตัวอย่างเต็มที่เพราะสถานการณ์ความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้นจากเหตุการณ์ภัยธรรมชาติ และปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ นอกจากนี้ยังมีปัจจัยลบอื่นๆ ที่อาจกระทบการท่องเที่ยวในระยะ
ต่อไปได้ อาทิ ราคาน้ำมัน การแข่งขันที่มีมากขึ้น เป็นต้น
4. ภาคอสังหาริมทรัพย์
ในเดือนพฤษภาคม 2548 ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ได้แสดงแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงลักษณะหรือรูปแบบของอสังหาริมทรัพย์ในตลาดจากที่เน้นกลุ่มเป้าหมายลูกค้าระดับราคาปานกลาง-สูงมาเป็นลูกค้าระดับล่าง-ปานกลางมากขึ้น โดยจำนวนรายการซื้อขายที่ดินทั่วประเทศมีจำนวน 78,720 รายการ เพิ่มขึ้นจากระยะเดียวกันปีก่อนร้อยละ 11.6 แต่มูลค่าซื้อขายที่ดินและสิ่งปลูกสร้างเฉลี่ยต่อรายต่ำกว่าปีก่อน ที่อยู่อาศัยสร้างเสร็จและจดทะเบียนเพิ่มในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑลมีจำนวนหน่วยเพิ่มขึ้นจากระยะเดียวกันปีก่อนร้อยละ 60.6 เป็นผลจากการเพิ่มขึ้นของอาคารชุดอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งจากผลการสำรวจของ Agency for Real Estate Affair พบว่าโครงการที่อยู่อาศัยที่มีการพัฒนาออกสู่ตลาดมากที่สุด คือ ทาวน์เฮ้าส์ระดับราคา 0.5 - 1 ล้านบาท รองลงมาคือ บ้านเดี่ยวและอาคารชุด ระดับราคา 3 - 5 และ 0.5 - 1 ล้านบาท ตามลำดับ
อย่างไรก็ตาม พื้นที่รับอนุญาตก่อสร้างประเภทที่อยู่อาศัยในเขตเทศบาลทั่วประเทศในเดือนนี้มีประมาณ 1.1 ล้านตารางเมตร เทียบกับ 0.9 ล้านตารางเมตรในเดือนก่อนลดลงจากระยะเดียวกันปีก่อน
ร้อยละ 18.4
สำหรับแนวโน้มอสังหาริมทรัพย์ในระยะต่อไปคาดว่าจะชะลอลงเมื่อเทียบกับระยะเดียวกันปีก่อน
ส่วนหนึ่งเป็นผลจากราคาน้ำมันที่ยังคงทรงตัวอยู่ในระดับสูงและอัตราดอกเบี้ยที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้กำลังซื้อของผู้บริโภคปรับตัวลดลง
5. ภาคการค้า
ในเดือนพฤษภาคม 2548 ภาวะการค้าโดยรวมชะลอลงค่อนข้างมาก จากราคาสินค้าที่เพิ่มขึ้นตามการเพิ่มขึ้นของราคาขายปลีกน้ำมันดีเซลประกอบกับกำลังซื้อของเกษตรกรที่ชะลอลงตามการลดลงของผลผลิตพืชผลสำคัญจากปัญหาภัยแล้งในช่วงที่ผ่านมา
อย่างไรก็ดี ยอดขายสินค้าในกลุ่มที่มีความจำเป็นในการดำรงชีพยังคงขยายตัวอยู่ในเกณฑ์ดีขณะที่ยอดขายสินค้าฟุ่มเฟือยเริ่มชะลอลง
6. โทรคมนาคม
ในเดือนพฤษภาคม 2548 จำนวนเลขหมายการใช้บริการโทรศัพท์ยังคงเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ทั้งในส่วนของโทรศัพท์เคลื่อนที่และโทรศัพท์พื้นฐาน
อนึ่ง ภาวะการแข่งขันด้านราคาค่าใช้บริการของธุรกิจโทรศัพท์เคลื่อนที่ที่ยังคงมีต่อเนื่อง มีส่วนทำให้ความต้องการใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่เพิ่มขึ้นมาก ซึ่งส่งผลให้การจัดสรรเลขหมายไม่สมดุลกับระบบเครือข่ายจนกระทั่งทำให้เกิดปัญหาด้านคุณภาพการให้บริการ
สำหรับด้านธุรกิจโทรศัพท์พื้นฐาน มีอัตราการขยายตัวที่ค่อนข้างคงที่สอดคล้องกับความต้องการซึ่งเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมา โดยเฉพาะความนิยมใช้บริการอินเตอร์เน็ต (Internet)
--ธนาคารแห่งประเทศไทย--