การนำข้าวโพดที่ใช้เป็นวัตถุดิบอาหารสัตว์และกากถั่วเหลืองเข้ามาในราชอาณาจักรภายใต้เขตการค้าเสรีอาเซียน (AFTA)

ข่าวเศรษฐกิจ Thursday June 10, 2004 16:18 —สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย

                               ประกาศกระทรวงพาณิชย์
เรื่อง การนำข้าวโพดที่ใช้เป็นวัตถุดิบอาหารสัตว์และกากถั่วเหลืองเข้ามาในราชอาณาจักร
ภายใต้เขตการค้าเสรีอาเซียน (AFTA)
ตามที่ได้มีประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่องการนำข้าวโพดที่ใช้เป็นวัตถุดิบอาหารสัตว์ และกากถั่วเหลืองเข้ามาในราชอาณาจักรภายใต้เขตการค้าเสรีอาเซียน กำหนดให้การนำเข้าข้าวโพดที่ใช้เป็นวัตถุดิบอาหารสัตว์ตามพิกัดศุลกากรประเภทย่อยที่ 1005.90 และกากถั่วเหลืองตามพิกัดศุลกากรประเภทย่อย ที่ 2304.00 ที่มีถิ่นกำเนิดและส่งมาจากประเทศภาคีความตกลงว่าด้วยการใช้มาตรการกำหนดอัตราอากรร่วมเพื่อจัดตั้งเขตการค้าเสรีอาเซียน เป็นสินค้าที่ต้องมีหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า (Form D)
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์โดยอนุมัติของคณะรัฐมนตรีออกประกาศไว้ ดังต่อไปนี้
1. ประกาศนี้เรียกว่า “ประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่องการนำข้าวโพดที่ใช้เป็นวัตถุดิบอาหารสัตว์และกากถั่วเหลืองเข้ามาในราชอาณาจักรภายใต้เขตการค้าเสรีอาเซียน (AFTA)
ฉบับที่ 2 พ.ศ. 2547 “
2. ประกาศฉบับนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาจนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2547
3. ภายใต้บังคับของประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่อง การนำข้าวโพดที่ใช้เป็นวัตถุดิบอาหารสัตว์และกากถั่วเหลืองเข้ามาในราชอาณาจักรภายใต้เขตการค้าเสรีอาเซียน (AFTA) พ.ศ. 2546 ยกเว้นความในข้อ 3. เฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับสินค้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ตามพิกัดอัตราศุลกากรขาเข้าประเภทที่ 1005.90 ที่มีถิ่นกำเนิดและส่งมาจากประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ราชอาณาจักกัมพูชาและสหภาพพม่า ที่นำเข้ามาในราชอาณาจักรภายในปี 2547 ภายใต้ข้อผูกพันตามมาตรการกระชับการรวมกลุ่มอาเซียนโดยให้สิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากร (ASEAN Integration System of Preferences : AISP) แก่ประเทศสมาชิกใหม่อาเซียนสำหรับสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ราชอาณาจักรกัมพูชา และสหภาพพม่า ให้สินค้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ดังกล่าวชำระค่าธรรมเนียมพิเศษในอัตราน้ำหนักสุทธิเมตริกตันละศูนย์บาท
4. ผู้นำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ตามข้อ 3. จะต้องขึ้นทะเบียนไว้ต่อกรมการค้าต่างประเทศเพื่อกรมการค้าต่างประเทศแจ้งกรมศุลกากรทราบ และผู้นำเข้าดังกล่าวต้องรายงานปริมาณการนำเข้าการใช้การจำหน่ายซึ่งต้องระบุผู้รับซื้อและปริมาณคงเหลือของสินค้าที่นำเข้าตามแบบที่กรมการค้าต่างประเทศกำหนด
2. ห้ามนำแบตเตอรี่ทุกชนิดมาใช้ใหม่
สำนักงานพาณิชย์ในต่างประเทศ ณ กรุงบรัสเซลส์ รายงานว่าคณะกรรมาธิการยุโรปได้ประกาศร่างข้อเสนอแนะระเบียบใหม่ว่าด้วยแบตเตอรี่ ซึ่งกำหนดระบบควบคุมการเก็บรวบรวมและการนำแบตเตอรี่ทุกชนิดมาใช้ใหม่ เพื่อลดเศษซากในการฝังลงดิน หรือเผาทิ้ง ต่อมาเมื่อวันที่ 6 เมษายน 2547 คณะกรรมการด้านสิ่งแวดล้อมของสภายุโรปได้พิจารณาร่างข้อเสนอดังกล่าวเป็นครั้งแรก และมีข้อแนะนำให้ปรับปรุงในประเด็นต่อไปนี้
1. เพิ่มอัตราการเก็บรวบรวมจากร้อยละ 40 เป็นร้อยละ 50
2. ห้ามวางจำหน่ายสินค้าแบตเตอรี่หรือ accumulator ทุกชนิดที่มีส่วนประกอบ ดังนี้
2.1 ปรอทเกิน 5 ppm ของน้ำหนัก
2.2 ตะกั่วเกิน 40 ppm ของน้ำหนัก
2.3 แคดเมี่ยม 20 ppm ของน้ำหนัก
ยกเว้น ในกรณีจำเป็นเนื่องจากไม่สามารถหาสารอื่นมาใช้ทดแทนได้
อนึ่ง การจัดทำร่างข้อเสนอใหม่ว่าด้วยแบตเตอรี่ มีวัตถุประสงค์เพื่อให้เกิดความชัดเจนและเข้มงวดยิ่งขึ้นเกี่ยวกับการกำจัดสินค้าแบตเตอรี่ที่มีสารอันตรายในส่วนประกอบ เนื่องจากปัจจุบันประเด็นดังกล่าวมีการควบคุมโดยระเบียบ 3 ฉบับ กล่าวคือ Directive 91/157/EEC, Directive 98/86/EEC และ Directive 98/101/EC โดยครอบคลุมข้อกำหนดสารโลหะหนักเฉพาะบางรายการ ทำให้ขาดความรัดกุมในการกำจัดซากเหลือจากแบตเตอรี่ทุกประเภท ในขณะที่การอนุญาตให้ใช้ปรอทแม้ในอัตราที่น้อยแต่ก็ไม่ได้คำนึงถึงการแพร่กระจายของธาตุโลหะหนักในกรณีที่มีการนำกลับมาใช้โดยวิธีที่ไม่ถูกต้อง รวมทั้งยังมีความแตกต่างของระบบการเก็บรวบรวมและนำกลับมาใช้ในแต่ละประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป
ทั้งนี้ สำนักงานพาณิชย์ฯ ได้ให้ข้อคิดเห็นเพิ่มเติมต่อเรื่องดังกล่าว ดังนี้
องค์กร European Environmental Bureau (EEB) ได้แสดงความไม่พอใจต่อการอนุญาตให้คงใช้แคดเมี่ยม แม้ในปริมาณที่จำกัดก็ตาม โดยให้เหตุผลว่าตาม Waste Framework Directive ได้จำแนกแคดเมี่ยมให้อยู่ในรายการสาร 10 อันดับแรกที่ต้องระงับการกระจาย แพร่ หรือสูญเสีย โดยสิ้นเชิงภายใน 20 ปีข้างหน้า อย่างไรก็ตาม แคดเมี่ยมยังเป็นที่นิยมใช้อยู่เนื่องจากมีราคาถูก
การห้ามใช้แคดเมี่ยมในการผลิตแบตเตอรี่ในยานยนต์ไฟฟ้า ผลิตภัณฑ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งจะถูกห้ามใช้ในสหภาพฯโดยสิ้นเชิงในอนาคตนั้น อาจจูงใจให้มีการห้ามใช้แคดเมี่ยมในแบตเตอรี่ทุกชนิดโดยสิ้นเชิงเช่นกัน
ค่าใช้จ่ายในการปฎิบัติตามระบบเก็บรวบรวม บำบัด และนำกลับมาใช้จะตกเป็นภาระของผู้ผลิต โดยผู้นำเข้าของสหภาพฯ ต้องมีภาระรับผิดชอบเช่นเดียวกันกับ “ผู้ผลิต” ดังนั้น ผู้นำเข้าของสหภาพฯ คงต้องเลือกนำเข้าสินค้าที่สามารถดำเนินการกับเศษซากตามข้อกำหนดของระเบียบฯ หรืออาจผลักภาระรับผิดชอบค่าใช้จ่ายบางส่วนให้กับผู้ผลิต
3. อินโดนีเซียขาดแคลนเหล็ก
กรมการค้าต่างประเทศ รายงานว่ากระทรวงการคลังของประเทศอินโดนีเซีย ได้ประกาศเรื่อง ลดภาษีนำเข้าเหล็กแผ่นรีดร้อน (Hot Rolled Coil) พิกัด 7208 เหล็กแผ่นรีดร้อน (Cold Rolled Coil) พิกัด 7209 และเหล็กแผ่น (Steel Sheet) พิกัด 7211 ในอัตราร้อยละ 0 ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2547 เป็นต้นไป เป็นเวลา 12 เดือน ทั้งนี้ เนื่องจากอินโดนีเซียขาดแคลนเหล็กเพื่อใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตสินค้า
ที่มา: หอการค้าไทย ศูนย์ข้อมูลธุรกิจ www.thaiechamber.com
-ดท-

เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อตกลงการใช้บริการ รับทราบ