แท็ก
ข้าวโพด
สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร--17 ก.ย.--บิสนิวส์
1. สถานการณ์สินค้า
1.1 สินค้าที่มีปัญหา
สัปดาห์นี้ไม่มีสินค้าที่มีปัญหา
1.2 สินค้าที่ต้องคอยเฝ้าระวัง
ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ : การแทรกแซงตลาดข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ปี 2542/43
ผลิตข้าวโพด รุ่น 1 ปี 2542/43 เริ่มทะยอยออกสู่ตลาดมากขึ้นและในเดือนกันยายน - ตุลาคม 2542 จะออกสู่ตลาดประมาณร้อยละ 60- 70 ราคาข้าวโพดที่เกษตรกรขายได้ช่วงนี้ส่วนใหญ่มีความชื้นสูงกว่า 25 % และราคามีแนวโน้มลดลง กล่าวคือข้าวโพดที่เกษตรกรขายได้ความชื้น 14.5 % เดือนสิงหาคมมีราคาเฉลี่ยกิโลกรัมละ 4.21 บาท ลดลงจากกิโลกรัมละ 4.79 บาทของเดือนกรกฎาคม ร้อยละ 12.11 และข้าวโพดความชื้นเกิน 14.5 % เดือนสิงหาคมเฉลี่ยกิโลกรัมละ 2.89 บาท ลดลงจากกิโลกรัมละ 3.16 บาทของเดือนกรกฎาคม ร้อยละ 8.54 คาดว่าในช่วงที่ผลผลิตออกสู่ตลาดมากจะเกิดปัญหาราคาตกต่ำ เนื่องจากปีนี้ผลผลิตโลกเพิ่มขึ้น และไทยผลิตได้มากกว่าความต้องการใช้ ขณะที่พ่อค้ายังขาดสภาพคล่องไม่สามารถรองรับผลผลิตจากเกษตรกรได้
ดังนั้น เพื่อแก้ไขปัญหาราคาข้าวโพดตกต่ำ คณะกรรมการนโยบายและมาตร-การช่วยเหลือเกษตรกร (คชก.) มีมติเมื่อวันที่ 2 กันยายน 2542 ให้ดำเนินการแทรกแซงตลาดข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ปี 2542/43 โดยใช้มาตรการรับจำนำเช่นเดียวกับ ปี 2541/42 ซึ่งมีสาระสำคัญ ดังนี้
1) กำหนดราคาเป้าหมายนำข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ (ความชื้นไม่เกิน 14.5 %) ณ แหล่งผลิต กิโลกรัมละ 4.00 บาท
2) รับจำนำข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ปี 2542/43 จำนวน 500,000 ตัน ให้องค์การคลังสินค้า (อคส.)และองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อตก.) รับจำนำจากเกษตรกรที่ไม่มียุ้งฉางจำนวน 250,000 ตัน และ 150,000 ตันตามลำดับ และให้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) รับจำนำจากเกษตรกรที่มียุ้งฉางเป็นของตนเองจำนวน 100,000 ตัน ราคารับจำนำ ณ แหล่งผลิต กิโลกรัมละ 3.80 บาท หรือหน้าไซโลกิโลกรัมละ 4.00 บาท ระยะเวลารับจำนำ 4 เดือนนับถัดจากเดือนที่รับจำนำ เกษตรกรเสียดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 3
3) ระยะเวลาโครงการเริ่มตั้งแต่วันที่คณะกรรมการ คชก. อนุมัติให้ดำเนินการรับจำนำ สิ้นสุดโครงการ 30 มิถุนายน 2543 แต่การรับจำนำข้าวโพดให้สิ้นสุด 31 ธันวาคม 2542
4) ค่าใช้จ่ายในการดำเนินการตามที่จ่ายจริงจำนวน 197.67 ล้านบาท
5) อนุมัติในหลักการให้ผูกพันภาระที่เกิดขึ้นจากส่วนต่างราคารับจำนำกับราคาขายตามที่เป็นจริง โดยกองทุนรวมจะไม่รับภาระค่าเสียหายอื่น ๆ เช่นการสูญเสียน้ำหนัก และการเสื่อมคุณภาพที่ไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์มาตรฐานที่วางไว้นอกเหนือจากกรอบที่อนุมัติไว้แล้ว
2. สถานการณ์สินค้าเกษตรที่สำคัญ
2.1 หม่อนไหม : การเปิดเสรีนำเข้าไหม
ภายใต้ข้อตกลง WTO สินค้าเกษตรจำนวน 23 ชนิดที่เคยมีนโยบายห้ามนำเข้า ได้เปลี่ยนมาเป็นการนำเข้าโดยการกำหนดโควตาภาษีแทน เส้นไหมดิบเป็นหนึ่งใน 23 รายการที่กำหนดโควตานำเข้าไว้ 460 ตัน ในปี 2538 เพิ่มขึ้นเป็น 483 ตันในปี 2547 ภาษีในโควตาร้อยละ 30 และภาษีนอกโควตาร้อยละ 257 ในปี 2538 และลดลงเหลือร้อยละ 226 ในปี 2547 ส่วนการนำเข้าจากประเทศนอกสมาชิก WTO ผู้นำเข้าเส้นไหมดิบและเส้นไหมสำเร็จรูปจะต้องซื้อเส้นไหมในประเทศ 1 ส่วน สำหรับการนำเข้า 1.5 ส่วน เสียภาษีร้อยละ 10
ข้อเรียกร้อง
สมาคมไหมไทยมีหนังสือร้องเรียนให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์พิจารณายกเลิกการกำหนดโควตา เพื่อให้เป็นการนำเข้าเสรี อัตราภาษี 0 ส่วนการนำเข้าจากประเทศนอกกลุ่ม WTO ซึ่งไทยนำเข้าจากจีนเป็นส่วนใหญ่ สมาคมยังเห็นควรให้คงระบบสัดส่วนไว้อย่างเดิม และได้ขอให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์หันมาส่งเสริมการเลี้ยงไหมพันธุ์ไทย โดยสมาคมยินดีรับประกันรับซื้อผลผลิตทั้งหมด ซึ่งข้อร้องเรียนของสมาคมไหมไทยได้รับการคัดค้านจากเกษตรกรผู้เลี้ยงไหมเป็นจำนวนมาก เนื่องจากจะส่งผลกระทบต่อเกษตรกร ทำให้ขายรังไหมได้ในราคาต่ำ
ข้อเท็จจริง
การผลิต
ในอดีต กระทรวงเกษตรและสหกรณ์มีนโยบายเร่งรัดการผลิตเส้นไหมเพื่อทดแทนการนำเข้า ทำให้เส้นไหมอุตสาหกรรมขยายตัวอย่างมาก จากปี 2531 ผลิตได้ 64 ตัน เพิ่มขึ้นเป็น 460 ตัน ในปี 2535 สำหรับปี 2541 สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรคาดว่าจะมีผลผลิตเส้นไหม 1,189 ตัน เป็นเส้นไหมพื้นเมือง 889 ตัน และเส้นไหมอุตสาหกรรม 300 ตัน ส่วนปี 2542 ประมาณการว่าจะมีเส้นไหม 1,206 ตัน สูงขึ้นจากปีที่ผ่านมาเล็กน้อย เป็นเส้นไหมพื้นเมือง 906 ตันและเส้นไหมอุตสาหกรรม 300 ตัน
มาตรการความช่วยเหลือที่ผ่านมา
1. โครงการลดต้นทุนการผลิตหม่อนไหม ปี 2536 - 3540 ระยะเวลา 5 ปี ได้ดำเนินการชดเชยค่าไข่ไหม จำนวน 319,583 กล่อง วงเงิน 63.92 ล้านบาท และช่วยเหลือปัจจัยการผลิตแก่เกษตรกรผู้ผลิตเส้นไหม ผ้าไหม วงเงิน 38.68 ล้านบาท รวม 102.59 ล้านบาท
2. โครงการพัฒนาการผลิตหม่อนไหมในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภายใต้โครงการลดพื้นที่เพาะปลูกมันสำปะหลัง สหภาพยุโรปได้ให้ความช่วยเหลือแก่เกษตรกรผู้เลี้ยงไหมพื้นเมืองโดยปรับปรุงเทคโนโลยีการผลิตไหมและผลิตภัณฑ์ ซึ่งจะช่วยให้เกษตรกรมีรายได้มากขึ้น และปรับปรุงคุณภาพเส้นไหมให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดและออกสู่ตลาดอย่างสม่ำเสมอ
3. โครงการปรับโครงสร้างและระบบการผลิตทางการเกษตร สำหรับเกษตรกรที่ยังมีปัญหาหนี้สิน ได้ปรับเข้าสู่โครงการฯ เพื่อลดภาระดอกเบี้ยและยืดระยะเวลาการชำระหนี้คืน
ความต้องการใช้
ความต้องการใช้เส้นไหมในประเทศโน้มลดลง เนื่องจากปัญหาเศรษฐกิจที่เกิดขึ้น ทำให้การนำเข้าเส้นไหมทั้งเส้นไหมดิบและเส้นไหมสำเร็จรูปลดลงจากที่เคยนำเข้า 400 ตัน ในปี 2536 ลดลงเหลือเพียง 134 ตัน ในปี 2541 ทั้งหมดเป็นการนำเข้าเส้นไหมจากประเทศนอกสมาชิก WTO ผู้นำเข้าจึงมีภาระรับซื้อเส้นไหมในประเทศเพียง 89 ตันจากปริมาณผลผลิตในประเทศ 300 ตัน สำหรับปี 2542 ได้กำหนดโควตานำเข้าไว้ 470.22 ตัน ใน 6 เดือนแรกของปี 2542 (มค.-มิย.) มีการนำเข้าเส้นไหมแล้ว 108 ตัน ซึ่งเป็นการนำเข้าจากประเทศนอกสมาชิก WTO เช่นเดิม
ผลกระทบหากเปิดเสรีเส้นไหม
ปัจจุบันการนำเข้าเส้นไหมเกือบทั้งหมดนำเข้าจากจีน ซึ่งยังไม่ได้เป็นสมาชิก WTO การประกาศยกเลิกโควตาในขณะนี้จึงยังไม่มีผลกระทบ แต่การขอเข้าเป็นสมาชิก WTO ของจีน กำลังอยู่ระหว่างขั้นตอนตอบรับเข้าเป็นสมาชิก ดังนั้นการยกเลิกโควตานำเข้าภายใต้ข้อตกลง WTO และจีนเข้าเป็นสมาชิก WTO ผู้ทอผ้าก็จะนำเข้าเส้นไหมจากจีนโดยเสรีในอัตราภาษี 0 โดยไม่ต้องรับซื้อผลผลิตในประเทศแต่อย่างใด ซึ่งจะทำให้เส้นไหมนำเข้ามีราคาต่ำมากเนื่องจากค่าครองชีพของจีนต่ำ ทำให้ต้นทุนการผลิตเส้นไหมจีนอยู่ในระดับต่ำจนเส้นไหมไทยไม่สามารถแข่งขันได้ เมื่ออุตสาหกรรมสาวไหมในประเทศไม่สามารถอยู่รอดได้ก็จะกระทบต่อเกษตรกรผู้เลี้ยงไหมอุตสาหกรรมจำนวน 5,000 ราย ที่เลี้ยงไหมเป็นอาชีพหลัก โดยรัฐต้องหาอาชีพใหม่ทดแทน และทำให้การผลิตผ้าไหมในประเทศต้องอาศัยเส้นไหมยืนจากการนำเข้าเพียงอย่างเดียว
สำหรับข้อเสนอให้เกษตรกรผลิตเส้นไหมพันธุ์พื้นเมืองนั้น ขณะนี้การผลิตเส้นไหมร้อยละ 60 เป็นพันธุ์พื้นเมืองอยู่แล้ว ซึ่งใช้เป็นเส้นไหมพุ่งในการทอผ้า ผลผลิตในรูปเส้นไหมออกสู่ตลาดไม่มาก เนื่องจากส่วนใหญ่เกษตรกรจะแปรรูปเป็นผ้าไหมออกจำหน่ายแทน การประกันรับซื้อผลผลิตทั้งหมดไม่ใช่สิ่งที่จะสร้างความมั่นใจให้แก่เกษตรกรได้ การสร้างความมั่นใจจำเป็นต้องพิจารณาในเรื่องราคาขั้นต่ำที่จะรับซื้อจากเกษตรกรเป็นหลัก โดยราคาเส้นไหมพื้นเมืองชั้น 1 ที่เกษตรกรขายได้ ปี 2542 เฉลี่ยกิโลกรัมละ 1,017 บาท
สำหรับในระยะยาว ควรพิจารณาปรับลดอัตราภาษีนำเข้าในโควตาสำหรับประเทศสมาชิก WTO และการขยายอัตราส่วนในระบบสัดส่วน ให้สัดส่วนการนำเข้าเพิ่มขึ้น ตามสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป เพื่อให้เกษตรกรปรับตัวก่อนการเปิดเสรี ซึ่งเรื่องนี้ในการประชุมคณะทำงานแก้ไขปัญหาหม่อนไหม คราวประชุมวันที่ 1 กันยายน 2542 ได้พิจารณาและมอบหมายให้ผู้แทนจากกระทรวงพาณิชย์รับไปพิจารณา
2.2 สุกร : ราคายังคงมีแนวโน้มลดลง
รายการ มีค.42 เมย. พค. มิย. กค. สค.
ราคาที่เกษตรกรขายได้ (บาท/กก.) 45.16 47.34 48.16 48.01 46.31 42.86
ต้นทุนการผลิต (บาท/กก.) 36.91 37.99 38.31 38.27 38.80 39.30
ราคาลูกสุกร (บาท/ตัว) 1,450 1,500 1,500 1,450 1,200 900
ราคาสุกรขุนที่เกษตรกรขายได้เฉลี่ยทั้งประเทศในสัปดาห์นี้เฉลี่ยกิโลกรัมละ 41.08 บาท ลดลงจากสัปดาห์ที่แล้วซึ่งมีราคาเฉลี่ยกิโลกรัมละ 41.86 บาท ร้อยละ 1.86 และราคาลูกสุกรขุน (น้ำหนัก 12 กก.) เฉลี่ยตัวละ 800 บาท ลดลงจากสัปดาห์ที่แล้วซึ่งมีราคาเฉลี่ยตัวละ 850 บาท ร้อยละ 5.88 ทั้งนี้ราคาสุกรและลูกสุกรได้อ่อนตัวลงมาเป็นลำดับตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2542 เนื่องจากปริมาณสุกรที่ออกสู่ตลาดเริ่มมีมากขึ้น ราคาสุกรจึงปรับตัวลดลงเข้าสู่ภาวะปกติหลังจากที่ได้ปรับตัวสูงขึ้นมากตั้งแต่ต้นปี 2542 โดยปรับตัวสูงขึ้นจากเฉลี่ยกิโลกรัมละ 43.02 บาทในเดือนมกราคม เป็นเฉลี่ยกิโลกรัมละ 48.16 บาทในเดือนพฤษภาคม และราคาลูกสุกรได้ปรับตัวสูงขึ้นจากเฉลี่ยตัวละ 1,400 บาท เป็นเฉลี่ยตัวละ 1,500 บาท ซึ่งนับเป็นราคาที่สูงมากอย่างที่ไม่เคยปรากฎมาก่อน ทั้งนี้เป็นผลจากการที่ปริมาณการผลิตสุกรได้ลดลง เนื่องจากในปี 2541 ผู้เลี้ยงสุกรขาดสภาพคล่องประกอบกับได้เกิดโรคระบาดในสุกร ส่งผลให้ปริมาณสุกรที่ออกสู่ตลาดในช่วงครึ่งแรกของปี 2542 ขาดแคลน ราคาจึงได้ปรับตัวสูงขึ้นมากดังกล่าว
ราคาสุกรยังคงมีแนวโน้มลดลง เนื่องจากในช่วงปลายปีเป็นช่วงที่จะมีสุกรออกสู่ตลาดมากตามฤดูกาล คาดว่าราคาสุกรในช่วงปลายปีจะอยู่ในระดับกิโลกรัมละ 38 - 40 บาท ทำให้ผู้เลี้ยงสุกรมีกำไรลดลง อย่างไรก็ตามต้นทุนการผลิตสุกรก็มีแนวโน้มลดลง เนื่องจากราคาลูกสุกรขุนได้อ่อนตัวลงเช่นเดียวกัน ทำให้ต้นทุนในส่วนของค่าลูกสุกรที่ซื้อเข้าเลี้ยงขุนลดลง โดยคาดว่าต้นทุนการผลิตสุกรขุนในช่วงปลายปีจะอยู่ในระดับกิโลกรัมละ 34-36 บาท
--รายงานสถานการณ์สินค้าเกษตรประจำวันที่ 30 ส.ค. - 5 ก.ย. 2542--
1. สถานการณ์สินค้า
1.1 สินค้าที่มีปัญหา
สัปดาห์นี้ไม่มีสินค้าที่มีปัญหา
1.2 สินค้าที่ต้องคอยเฝ้าระวัง
ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ : การแทรกแซงตลาดข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ปี 2542/43
ผลิตข้าวโพด รุ่น 1 ปี 2542/43 เริ่มทะยอยออกสู่ตลาดมากขึ้นและในเดือนกันยายน - ตุลาคม 2542 จะออกสู่ตลาดประมาณร้อยละ 60- 70 ราคาข้าวโพดที่เกษตรกรขายได้ช่วงนี้ส่วนใหญ่มีความชื้นสูงกว่า 25 % และราคามีแนวโน้มลดลง กล่าวคือข้าวโพดที่เกษตรกรขายได้ความชื้น 14.5 % เดือนสิงหาคมมีราคาเฉลี่ยกิโลกรัมละ 4.21 บาท ลดลงจากกิโลกรัมละ 4.79 บาทของเดือนกรกฎาคม ร้อยละ 12.11 และข้าวโพดความชื้นเกิน 14.5 % เดือนสิงหาคมเฉลี่ยกิโลกรัมละ 2.89 บาท ลดลงจากกิโลกรัมละ 3.16 บาทของเดือนกรกฎาคม ร้อยละ 8.54 คาดว่าในช่วงที่ผลผลิตออกสู่ตลาดมากจะเกิดปัญหาราคาตกต่ำ เนื่องจากปีนี้ผลผลิตโลกเพิ่มขึ้น และไทยผลิตได้มากกว่าความต้องการใช้ ขณะที่พ่อค้ายังขาดสภาพคล่องไม่สามารถรองรับผลผลิตจากเกษตรกรได้
ดังนั้น เพื่อแก้ไขปัญหาราคาข้าวโพดตกต่ำ คณะกรรมการนโยบายและมาตร-การช่วยเหลือเกษตรกร (คชก.) มีมติเมื่อวันที่ 2 กันยายน 2542 ให้ดำเนินการแทรกแซงตลาดข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ปี 2542/43 โดยใช้มาตรการรับจำนำเช่นเดียวกับ ปี 2541/42 ซึ่งมีสาระสำคัญ ดังนี้
1) กำหนดราคาเป้าหมายนำข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ (ความชื้นไม่เกิน 14.5 %) ณ แหล่งผลิต กิโลกรัมละ 4.00 บาท
2) รับจำนำข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ปี 2542/43 จำนวน 500,000 ตัน ให้องค์การคลังสินค้า (อคส.)และองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อตก.) รับจำนำจากเกษตรกรที่ไม่มียุ้งฉางจำนวน 250,000 ตัน และ 150,000 ตันตามลำดับ และให้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) รับจำนำจากเกษตรกรที่มียุ้งฉางเป็นของตนเองจำนวน 100,000 ตัน ราคารับจำนำ ณ แหล่งผลิต กิโลกรัมละ 3.80 บาท หรือหน้าไซโลกิโลกรัมละ 4.00 บาท ระยะเวลารับจำนำ 4 เดือนนับถัดจากเดือนที่รับจำนำ เกษตรกรเสียดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 3
3) ระยะเวลาโครงการเริ่มตั้งแต่วันที่คณะกรรมการ คชก. อนุมัติให้ดำเนินการรับจำนำ สิ้นสุดโครงการ 30 มิถุนายน 2543 แต่การรับจำนำข้าวโพดให้สิ้นสุด 31 ธันวาคม 2542
4) ค่าใช้จ่ายในการดำเนินการตามที่จ่ายจริงจำนวน 197.67 ล้านบาท
5) อนุมัติในหลักการให้ผูกพันภาระที่เกิดขึ้นจากส่วนต่างราคารับจำนำกับราคาขายตามที่เป็นจริง โดยกองทุนรวมจะไม่รับภาระค่าเสียหายอื่น ๆ เช่นการสูญเสียน้ำหนัก และการเสื่อมคุณภาพที่ไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์มาตรฐานที่วางไว้นอกเหนือจากกรอบที่อนุมัติไว้แล้ว
2. สถานการณ์สินค้าเกษตรที่สำคัญ
2.1 หม่อนไหม : การเปิดเสรีนำเข้าไหม
ภายใต้ข้อตกลง WTO สินค้าเกษตรจำนวน 23 ชนิดที่เคยมีนโยบายห้ามนำเข้า ได้เปลี่ยนมาเป็นการนำเข้าโดยการกำหนดโควตาภาษีแทน เส้นไหมดิบเป็นหนึ่งใน 23 รายการที่กำหนดโควตานำเข้าไว้ 460 ตัน ในปี 2538 เพิ่มขึ้นเป็น 483 ตันในปี 2547 ภาษีในโควตาร้อยละ 30 และภาษีนอกโควตาร้อยละ 257 ในปี 2538 และลดลงเหลือร้อยละ 226 ในปี 2547 ส่วนการนำเข้าจากประเทศนอกสมาชิก WTO ผู้นำเข้าเส้นไหมดิบและเส้นไหมสำเร็จรูปจะต้องซื้อเส้นไหมในประเทศ 1 ส่วน สำหรับการนำเข้า 1.5 ส่วน เสียภาษีร้อยละ 10
ข้อเรียกร้อง
สมาคมไหมไทยมีหนังสือร้องเรียนให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์พิจารณายกเลิกการกำหนดโควตา เพื่อให้เป็นการนำเข้าเสรี อัตราภาษี 0 ส่วนการนำเข้าจากประเทศนอกกลุ่ม WTO ซึ่งไทยนำเข้าจากจีนเป็นส่วนใหญ่ สมาคมยังเห็นควรให้คงระบบสัดส่วนไว้อย่างเดิม และได้ขอให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์หันมาส่งเสริมการเลี้ยงไหมพันธุ์ไทย โดยสมาคมยินดีรับประกันรับซื้อผลผลิตทั้งหมด ซึ่งข้อร้องเรียนของสมาคมไหมไทยได้รับการคัดค้านจากเกษตรกรผู้เลี้ยงไหมเป็นจำนวนมาก เนื่องจากจะส่งผลกระทบต่อเกษตรกร ทำให้ขายรังไหมได้ในราคาต่ำ
ข้อเท็จจริง
การผลิต
ในอดีต กระทรวงเกษตรและสหกรณ์มีนโยบายเร่งรัดการผลิตเส้นไหมเพื่อทดแทนการนำเข้า ทำให้เส้นไหมอุตสาหกรรมขยายตัวอย่างมาก จากปี 2531 ผลิตได้ 64 ตัน เพิ่มขึ้นเป็น 460 ตัน ในปี 2535 สำหรับปี 2541 สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรคาดว่าจะมีผลผลิตเส้นไหม 1,189 ตัน เป็นเส้นไหมพื้นเมือง 889 ตัน และเส้นไหมอุตสาหกรรม 300 ตัน ส่วนปี 2542 ประมาณการว่าจะมีเส้นไหม 1,206 ตัน สูงขึ้นจากปีที่ผ่านมาเล็กน้อย เป็นเส้นไหมพื้นเมือง 906 ตันและเส้นไหมอุตสาหกรรม 300 ตัน
มาตรการความช่วยเหลือที่ผ่านมา
1. โครงการลดต้นทุนการผลิตหม่อนไหม ปี 2536 - 3540 ระยะเวลา 5 ปี ได้ดำเนินการชดเชยค่าไข่ไหม จำนวน 319,583 กล่อง วงเงิน 63.92 ล้านบาท และช่วยเหลือปัจจัยการผลิตแก่เกษตรกรผู้ผลิตเส้นไหม ผ้าไหม วงเงิน 38.68 ล้านบาท รวม 102.59 ล้านบาท
2. โครงการพัฒนาการผลิตหม่อนไหมในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภายใต้โครงการลดพื้นที่เพาะปลูกมันสำปะหลัง สหภาพยุโรปได้ให้ความช่วยเหลือแก่เกษตรกรผู้เลี้ยงไหมพื้นเมืองโดยปรับปรุงเทคโนโลยีการผลิตไหมและผลิตภัณฑ์ ซึ่งจะช่วยให้เกษตรกรมีรายได้มากขึ้น และปรับปรุงคุณภาพเส้นไหมให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดและออกสู่ตลาดอย่างสม่ำเสมอ
3. โครงการปรับโครงสร้างและระบบการผลิตทางการเกษตร สำหรับเกษตรกรที่ยังมีปัญหาหนี้สิน ได้ปรับเข้าสู่โครงการฯ เพื่อลดภาระดอกเบี้ยและยืดระยะเวลาการชำระหนี้คืน
ความต้องการใช้
ความต้องการใช้เส้นไหมในประเทศโน้มลดลง เนื่องจากปัญหาเศรษฐกิจที่เกิดขึ้น ทำให้การนำเข้าเส้นไหมทั้งเส้นไหมดิบและเส้นไหมสำเร็จรูปลดลงจากที่เคยนำเข้า 400 ตัน ในปี 2536 ลดลงเหลือเพียง 134 ตัน ในปี 2541 ทั้งหมดเป็นการนำเข้าเส้นไหมจากประเทศนอกสมาชิก WTO ผู้นำเข้าจึงมีภาระรับซื้อเส้นไหมในประเทศเพียง 89 ตันจากปริมาณผลผลิตในประเทศ 300 ตัน สำหรับปี 2542 ได้กำหนดโควตานำเข้าไว้ 470.22 ตัน ใน 6 เดือนแรกของปี 2542 (มค.-มิย.) มีการนำเข้าเส้นไหมแล้ว 108 ตัน ซึ่งเป็นการนำเข้าจากประเทศนอกสมาชิก WTO เช่นเดิม
ผลกระทบหากเปิดเสรีเส้นไหม
ปัจจุบันการนำเข้าเส้นไหมเกือบทั้งหมดนำเข้าจากจีน ซึ่งยังไม่ได้เป็นสมาชิก WTO การประกาศยกเลิกโควตาในขณะนี้จึงยังไม่มีผลกระทบ แต่การขอเข้าเป็นสมาชิก WTO ของจีน กำลังอยู่ระหว่างขั้นตอนตอบรับเข้าเป็นสมาชิก ดังนั้นการยกเลิกโควตานำเข้าภายใต้ข้อตกลง WTO และจีนเข้าเป็นสมาชิก WTO ผู้ทอผ้าก็จะนำเข้าเส้นไหมจากจีนโดยเสรีในอัตราภาษี 0 โดยไม่ต้องรับซื้อผลผลิตในประเทศแต่อย่างใด ซึ่งจะทำให้เส้นไหมนำเข้ามีราคาต่ำมากเนื่องจากค่าครองชีพของจีนต่ำ ทำให้ต้นทุนการผลิตเส้นไหมจีนอยู่ในระดับต่ำจนเส้นไหมไทยไม่สามารถแข่งขันได้ เมื่ออุตสาหกรรมสาวไหมในประเทศไม่สามารถอยู่รอดได้ก็จะกระทบต่อเกษตรกรผู้เลี้ยงไหมอุตสาหกรรมจำนวน 5,000 ราย ที่เลี้ยงไหมเป็นอาชีพหลัก โดยรัฐต้องหาอาชีพใหม่ทดแทน และทำให้การผลิตผ้าไหมในประเทศต้องอาศัยเส้นไหมยืนจากการนำเข้าเพียงอย่างเดียว
สำหรับข้อเสนอให้เกษตรกรผลิตเส้นไหมพันธุ์พื้นเมืองนั้น ขณะนี้การผลิตเส้นไหมร้อยละ 60 เป็นพันธุ์พื้นเมืองอยู่แล้ว ซึ่งใช้เป็นเส้นไหมพุ่งในการทอผ้า ผลผลิตในรูปเส้นไหมออกสู่ตลาดไม่มาก เนื่องจากส่วนใหญ่เกษตรกรจะแปรรูปเป็นผ้าไหมออกจำหน่ายแทน การประกันรับซื้อผลผลิตทั้งหมดไม่ใช่สิ่งที่จะสร้างความมั่นใจให้แก่เกษตรกรได้ การสร้างความมั่นใจจำเป็นต้องพิจารณาในเรื่องราคาขั้นต่ำที่จะรับซื้อจากเกษตรกรเป็นหลัก โดยราคาเส้นไหมพื้นเมืองชั้น 1 ที่เกษตรกรขายได้ ปี 2542 เฉลี่ยกิโลกรัมละ 1,017 บาท
สำหรับในระยะยาว ควรพิจารณาปรับลดอัตราภาษีนำเข้าในโควตาสำหรับประเทศสมาชิก WTO และการขยายอัตราส่วนในระบบสัดส่วน ให้สัดส่วนการนำเข้าเพิ่มขึ้น ตามสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป เพื่อให้เกษตรกรปรับตัวก่อนการเปิดเสรี ซึ่งเรื่องนี้ในการประชุมคณะทำงานแก้ไขปัญหาหม่อนไหม คราวประชุมวันที่ 1 กันยายน 2542 ได้พิจารณาและมอบหมายให้ผู้แทนจากกระทรวงพาณิชย์รับไปพิจารณา
2.2 สุกร : ราคายังคงมีแนวโน้มลดลง
รายการ มีค.42 เมย. พค. มิย. กค. สค.
ราคาที่เกษตรกรขายได้ (บาท/กก.) 45.16 47.34 48.16 48.01 46.31 42.86
ต้นทุนการผลิต (บาท/กก.) 36.91 37.99 38.31 38.27 38.80 39.30
ราคาลูกสุกร (บาท/ตัว) 1,450 1,500 1,500 1,450 1,200 900
ราคาสุกรขุนที่เกษตรกรขายได้เฉลี่ยทั้งประเทศในสัปดาห์นี้เฉลี่ยกิโลกรัมละ 41.08 บาท ลดลงจากสัปดาห์ที่แล้วซึ่งมีราคาเฉลี่ยกิโลกรัมละ 41.86 บาท ร้อยละ 1.86 และราคาลูกสุกรขุน (น้ำหนัก 12 กก.) เฉลี่ยตัวละ 800 บาท ลดลงจากสัปดาห์ที่แล้วซึ่งมีราคาเฉลี่ยตัวละ 850 บาท ร้อยละ 5.88 ทั้งนี้ราคาสุกรและลูกสุกรได้อ่อนตัวลงมาเป็นลำดับตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2542 เนื่องจากปริมาณสุกรที่ออกสู่ตลาดเริ่มมีมากขึ้น ราคาสุกรจึงปรับตัวลดลงเข้าสู่ภาวะปกติหลังจากที่ได้ปรับตัวสูงขึ้นมากตั้งแต่ต้นปี 2542 โดยปรับตัวสูงขึ้นจากเฉลี่ยกิโลกรัมละ 43.02 บาทในเดือนมกราคม เป็นเฉลี่ยกิโลกรัมละ 48.16 บาทในเดือนพฤษภาคม และราคาลูกสุกรได้ปรับตัวสูงขึ้นจากเฉลี่ยตัวละ 1,400 บาท เป็นเฉลี่ยตัวละ 1,500 บาท ซึ่งนับเป็นราคาที่สูงมากอย่างที่ไม่เคยปรากฎมาก่อน ทั้งนี้เป็นผลจากการที่ปริมาณการผลิตสุกรได้ลดลง เนื่องจากในปี 2541 ผู้เลี้ยงสุกรขาดสภาพคล่องประกอบกับได้เกิดโรคระบาดในสุกร ส่งผลให้ปริมาณสุกรที่ออกสู่ตลาดในช่วงครึ่งแรกของปี 2542 ขาดแคลน ราคาจึงได้ปรับตัวสูงขึ้นมากดังกล่าว
ราคาสุกรยังคงมีแนวโน้มลดลง เนื่องจากในช่วงปลายปีเป็นช่วงที่จะมีสุกรออกสู่ตลาดมากตามฤดูกาล คาดว่าราคาสุกรในช่วงปลายปีจะอยู่ในระดับกิโลกรัมละ 38 - 40 บาท ทำให้ผู้เลี้ยงสุกรมีกำไรลดลง อย่างไรก็ตามต้นทุนการผลิตสุกรก็มีแนวโน้มลดลง เนื่องจากราคาลูกสุกรขุนได้อ่อนตัวลงเช่นเดียวกัน ทำให้ต้นทุนในส่วนของค่าลูกสุกรที่ซื้อเข้าเลี้ยงขุนลดลง โดยคาดว่าต้นทุนการผลิตสุกรขุนในช่วงปลายปีจะอยู่ในระดับกิโลกรัมละ 34-36 บาท
--รายงานสถานการณ์สินค้าเกษตรประจำวันที่ 30 ส.ค. - 5 ก.ย. 2542--