1. ญี่ปุ่นเป็นตลาดนำเข้าสำคัญอันดับ 4 ของโลก รองจาก สหรัฐฯ เยอรมนี จีน โดยมีมูลค่าการนำเข้า 469,736.889
ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 13.30 (ม.ค.-พ.ย) ปี 2548
2. แหล่งนำเข้าสำคัญของญี่ปุ่น ในเดือนมกราคม — ธันวาคม 2548
- จีน มูลค่า 108,515.672 ล้านเหรียญสหรัฐ สัดส่วนร้อยละ 21.05 เพิ่มขึ้นร้อยละ 14.90
- สหรัฐฯ มูลค่า 64,166.934 ล้านเหรียญสหรัฐ สัดส่วนร้อยละ 12.45 เพิ่มขึ้นร้อยละ 2.56
- ซาอุดิฯ มูลค่า 28,596.102 ล้านเหรียญสหรัฐ สัดส่วนร้อยละ 5.55 เพิ่มขึ้นร้อยละ 54.50
- สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ มูลค่า 25,191.229 ล้านเหรียญสหรัฐ สัดส่วนร้อยละ 4.89 เพิ่มขึ้นร้อยละ 37.21
ไทยอยู่อันดับที่ 10 มูลค่า 15,587.900 ล้านเหรียญสหรัฐ สัดส่วนร้อยละ 3.02 เพิ่มขึ้นร้อยละ 10.41
3. ดุลการค้า ประเทศญี่ปุ่นได้เปรียบดุลการค้าในเดือนมกราคม — ธันวาคม 2548 เป็นมูลค่า 79,755.196
ล้านเหรียญสหรัฐฯ ลดลงร้อยละ 27.84 ดังตัวอย่างสถิติต่อไปนี้
ตารางเปรียบเทียบดุลการค้าของประเทศญี่ปุ่นเดือนมกราคม — ธันวาคม 2548
ลำดับที่ ประเทศ 2546 2547 2548 อัตราการเปลี่ยนแปลง(%)
มูลค่า: ล้านเหรียญ สหรัฐ 47/46 48/47
ทั่วโลก 88,551.17 110,529.92 79,755.20 24.82 -27.84
1 สหรัฐฯ 56,976.62 64,539.48 70,057.59 13.27 8.55
2 ฮ่องกง 28,565.24 33,811.75 34,385.07 18.37 1.70
3 จีน -18,105.20 -20,474.41 -28,543.48 13.09 39.41
4 ไต้หวัน 16,998.90 25,351.70 25,630.19 49.14 1.10
5 ซาอุดิอาระเบีย -10,837.90 -14,828.11 -24,425.20 36.82 64.72
16 ไทย 4,148.26 6,175.34 6,903.88 48.87 11.80
ที่มา : WTA Japan Customs
4. ญี่ปุ่นเป็นตลาดส่งออกสำคัญอันดับ 2 ของไทยโดยมีสัดส่วนการส่งออกไปตลาดนี้ร้อยละ 13.67 ของมูลค่าการส่งออก
โดยรวมในเดือนมกราคม - ธันวาคม 2548
การส่งออกสินค้าไทยไปญี่ปุ่นในเดือน มกราคม - ธันวาคม 2548 มีมูลค่า 15,156.40 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น
ร้อยละ 12.28 หรือคิดเป็นร้อยละ 104.99 ของเป้าหมายการส่งออกที่มูลค่า 16,252 ล้านเหรียญสหรัฐฯ
5. สินค้าไทยส่งออกไปญี่ปุ่นในเดือนมกราคม — ธันวาคม 2548 25 อันดับแรกมีสัดส่วนรวมกันร้อยละ 62.59 ของ
มูลค่าการส่งออกโดยรวมไปตลาดนี้ สินค้าที่มีมูลค่าเพิ่มขึ้นมากกว่า ร้อยละ 80 มี 1 รายการ สินค้าที่มีมูลค่าเพิ่มขึ้น
มากกว่าร้อยละ 50 มี 1 รายการ และสินค้า ที่มีมูลค่าลดลงมากกว่าร้อยละ 20 มี 1 รายการ ดังสถิติต่อไปนี้
สถิติการส่งออกสินค้าไทยไปญี่ปุ่นที่มีมูลค่าการเปลี่ยนแปลงสูง
อันดับที่ มูลค่า : ล้านเหรียญสหรัฐ มูลค่าการ % สัดส่วน: ร้อยละ
ตลาด ม.ค.-ธ.ค47 ม.ค.-ธ.ค48 เปลี่ยนแปลง เปลี่ยนแปลง 2547 2548
1. สินค้าที่มีมูลค่าการส่งออกไปญี่ปุ่นเพิ่มขึ้นมากกว่า
ร้อยละ 80 มี 1 รายการ
- เครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ 15 160.88 302.51 141.63 88.04 1.19 2.00
2. สินค้าที่มีมูลค่าการส่งออกไปญี่ปุ่นเพิ่มขึ้นมากกว่า
ร้อยละ 50 มี 1 รายการ
- เม็ดพลาสติก 22 124.91 219.23 94.32 75.51 0.93 1.45
3. สินค้าที่มีมูลค่าการส่งออกไปญี่ปุ่นลดลงมากกว่า
ร้อยละ 20 มี 1 รายการ
- อุปกรณ์กึ่งตัวนำทรานซิสเตอร์และไดโอด 10 483.46 340.41 143.05 -29.59 3.58 2.25
รวบรวมโดย : ศูนย์สารสนเทศการค้าระหว่างประเทศ
จากสถิติการส่งออกดังกล่าวมีข้อสังเกต ดังนี้
1) เครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ (HS 8415) Air Conditioning
- การนำเข้าของญี่ปุ่น (ม.ค-ธ.ค 48) มูลค่า 1,334.063 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นร้อยละ 28.49
มีการนำเข้าจาก จีน ไทย สหรัฐฯ เป็นหลัก
- การนำเข้าจากไทยอยู่อันดับที่ 2 สัดส่วนร้อยละ 23.80 มูลค่า 317.509 ล้านเหรียญสหรัฐฯ
เพิ่มขึ้นร้อยละ 64.06
2) เม็ดพลาสติก (HS. 3901) Ethylene, Primary Form
- การนำเข้าของญี่ปุ่น (ม.ค-ธ.ค 48) มูลค่า 297.006 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นร้อยละ 28.64 มี
การนำเข้าจาก สหรัฐฯ ซาอุดิอาระเบีย ไทย เป็นหลัก
- การนำเข้าจากไทยอยู่อันดับที่ 3 สัดส่วนร้อยละ 15.38 มูลค่า 45.693 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น
ร้อยละ 88.92
3) อุปกรณ์กึ่งตัวนำทรานซิสเตอร์และไดโอด (HS. 8541) Semi Con DV ; L — EMT Diod
- การนำเข้าของญี่ปุ่น (ม.ค-ธ.ค 48) มูลค่า 2,507.153 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นร้อยละ 4.09 มี
การนำเข้าจาก จีน มาเลเซีย สหรัฐฯ เป็นหลัก
- การนำเข้าจากไทยอยู่อันดับที่ 5 สัดส่วนร้อยละ 10.06 มูลค่า 252.278 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ลดลง
ร้อยละ 3.42
6. ข้อมูลเพิ่มเติมและข้อคิดเห็นเกี่ยวกับการค้าระหว่างไทย — ญี่ปุ่น
บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือชั้นนำระดับโลก สแตนดาร์ด แอนด์ พัวร์ (เอสแอนด์พี)ให้ความเห็นว่า
สถานการณ์ฉุกเฉินในญี่ปุ่นเริ่มถดถอยลง และมีแนวโน้มว่าเศรษฐกิจจะเป็นไปในแนวทาง ดีที่สุดในรอบหลายปี ในขณะ
เดียวกันเอสแอนด์พีก็ให้ข้อสังเกตุว่า ตลาดอสังหาริมทรัพย์ของญี่ปุ่นเริ่ม เข้าสู่ภาวะฟองสบู่อย่างเห็นได้ชัดในใจกลาง
กรุงโตเกียว อย่างไรก็ตามภาวะดังกล่าวจะไม่ร้ายแรงเท่ากับเมื่อปลายทศวรรษ 2523 นอกจากนี้ยังเป็นที่คาดหมายว่า
ธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) จะยุตินโยบาย ผ่อนคลายมากเป็นพิเศษในเดือนเมษายนนี้ หลังจากที่นโยบายดังกล่าว
ส่งเสริมให้เงินเข้าสู่ระบบมากพอ ที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจแล้ว
กระทรวงการคลังญี่ปุ่นรายงานว่า ทุนสำรองเงินตราระหว่างประเทศของญี่ปุ่นเมื่อปลายเดือนมกราคม
เพิ่มขึ้น 3,630 ล้านเหรียญสหรัฐ เป็น 851,670 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งทำลายสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยสาเหตุ
หลักมาจากการแข็งค่าของเงินยูโรต่อเงินดอลลาร์
อดีตประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) นายอลัน กรีนสแปน ให้ความเห็นต่อที่ประชุมด้านการเงินใน
กรุงโตเกียวว่า เศรษฐกิจญี่ปุ่นอยู่บนเส้นทางแห่งการฟื้นตัวและกลับเข้าสู่ภาวะปกติอีกครั้งหนึ่ง นอกจากนี้นายอลันยังชี้
ว่าราคาสินทรัพย์ที่ลดลง เป็นสาเหตุทำให้ญี่ปุ่นต้องอยู่ในภาวะชะงักงัน ทางเศรษฐกิจเป็นเวลานาน หลังเกิดภาวะฟอง
สบู่แตก อีกทั้งการปรับตัวลงของราคาอสังหาริมทรัพย์ที่นำมาใช้เป็นสินทรัพย์ค้ำประกันเงินกู้ยังสร้างแรงกดดันอย่างหนัก
ให้กับระบบการเงินของญี่ปุ่น ดังนั้นการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของญี่ปุ่นถือเป็นเรื่องที่มีความสำคัญอย่างมาก เนื่องจาก
ประเทศนี้มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลกรองจากสหรัฐฯ
ภายหลังจากที่นายกรัฐมนตรีไทยและญี่ปุ่นได้ลงนามความตกลงหุ้นส่วนหุ้นส่วนเศรษฐกิจไทย-ญี่ปุ่น หรือ
JTEPA เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2548 ซึ่งมีเพียงประเด็นเดียวที่ยังติดค้างอยู่ คือ การเจรจาแหล่งกำเนิดสินค้า
(rules of origin) และเมื่อต้นเดือนมกราคม 2549 มีการหารือระหว่าง 2 ฝ่ายอีกครั้งหนึ่ง ในกลุ่มสินค้าที่ยัง
มีปัญหาค้างอยู่ ได้แก่ ยานยนต์และชิ้นส่วน เกษตรและอาหารรวมถึงปลาทูน่ากระป๋องและเครื่องนุ่งห่ม โดยฝ่ายไทย
ยืนยันว่าจะยังไม่ลงนาม หากสินค้าส่งออกสำคัญของไทยไม่ได้รับประโยชน์ เนื่องจากติดขัดในระเบียบของ ROO ที่ฝ่าย
ญี่ปุ่นสร้างขึ้นดูเหมือนจะเป็นอุปสรรคทางการค้าในการเข้าสู่ตลาดญี่ปุ่น ทั้งนี้หากญี่ปุ่นไม่ยอมรับข้อเสนอในเรื่องสินค้า
อาหารทะเลสำเร็จรูป/ แช่เยือกแข็งและสิ่งทอบางรายการ ไทยก็จะไม่ยอมรับข้อเรียกร้องของญี่ปุ่นในเรื่องของ
รถยนต์สำเร็จรูป (CBU) ที่ต้องการให้ไทยลดเงื่อนไขการใช้ชิ้นส่วนภายในประเทศร้อยละ 20 ที่ประกอบในไทยเช่นกัน
ที่มา: http://www.depthai.go.th