ทริสเรทติ้งคงอันดับเครดิตองค์กร “บล. อาร์ เอช บี (ประเทศไทย)” ที่ “AA-” แนวโน้ม “Stable”

ข่าวหุ้น-การเงิน 26 เมษายน พ.ศ. 2562 14:00 น. —ทริส เรตติ้ง

ทริสเรทติ้งคงอันดับเครดิตองค์กรระดับ “AA-/Stable” ของ บริษัทหลักทรัพย์ อาร์ เอช บี (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) โดยอันดับเครดิดสะท้อนถึงสถานะเครดิตเฉพาะของ บล. อาร์ เอช บี ซึ่งได้รับการปรับเพิ่มขึ้นจากการมีฐานะเป็นบริษัทย่อยที่มีความสำคัญเชิงกลยุทธ์ในระดับสูงของ RHB Bank Group (ได้รับอันดับเครดิต “AA/Stable” จากทริสเรทติ้ง) ซึ่งเป็นกลุ่มธุรกิจการเงินขนาดใหญ่เป็นอันดับ 4 ในประเทศมาเลเซีย ทั้งนี้ สถานะเครดิตเฉพาะของ บล. อาร์ เอช บี มีปัจจัยสนับสนุนจากการมีสภาพคล่องและฐานทุนที่เพียงพอและการมีความเสี่ยงต่อความผันผวนของราคาหลักทรัพย์และความเสี่ยงด้านเครดิตที่จำกัด อย่างไรก็ตาม อันดับเครดิตของบริษัทมีข้อจำกัดจากผลประกอบการที่อ่อนแอและจากการที่บริษัทพึ่งพารายได้ค่านายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์เป็นแหล่งรายได้หลัก
ประเด็นสำคัญที่กำหนดอันดับเครดิต
เป็นบริษัทลูกที่มีความสำคัญเชิงกลยุทธ์ในระดับสูงของ RHB bank Group
ทริสเรทติ้งพิจารณา บล. อาร์ เอช บี ว่ามีสถานะเป็นบริษัทย่อยที่มีความสำคัญเชิงกลยุทธ์ในระดับสูงของ RHB Bank Group (ประกอบด้วยธนาคาร อาร์ เอช บีและบริษัทย่อยอื่น ๆ) เนื่องจากบริษัทถือหุ้น 99.9% โดย RHB Investment Bank Berhad (RHBIB) ซึ่งเป็นบริษัทย่อยที่ถือหุ้นทั้งหมดโดยและมีสถานะเป็นบริษัทย่อยหลักของธนาคาร อาร์ เอช บี โดยบริษัทเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายในภูมิภาคเอเชียของ RHB Bank Group และได้รับการสนับสนุนทั้งทางด้านธุรกิจและการเงินจากกลุ่ม อีกทั้ง บริษัทยังดำเนินธุรกิจภายใต้ระบบบริหารจัดการความเสี่ยงและระบบปฏิบัติการร่วมกันกับกลุ่ม และยังได้รับวงเงินสินเชื่อจากกลุ่มซึ่งช่วยเสริมความยืดหยุ่นทางการเงินให้แก่บริษัทด้วย
สภาพคล่องและฐานทุนที่เพียงพอ
ทริสเรทติ้งคาดว่าบริษัทมีสภาพคล่องเพียงพอที่จะรองรับภาวะขาดแคลนสภาพคล่องที่อาจเกิดขึ้นตามขนาดของการดำเนินธุรกิจในปัจจุบัน เนื่องจากบริษัทมีวงเงินสินเชื่อจากสถาบันการเงินหลายแห่ง นอกเหนือไปจากวงเงินสินเชื่อที่ได้รับจากธนาคาร อาร์ เอช บี (สาขาประเทศไทย)
ฐานเงินทุนของบริษัทมีความเพียงพอที่จะรองรับการขาดทุนจากความเสี่ยงทางด้านเครดิตของธุรกิจเงินให้กู้ยืมเพื่อซื้อหลักทรัพย์ของบริษัทและเพียงพอสำหรับรองรับความเสี่ยงด้านความผันผวนของราคาหลักทรัพย์จากธุรกิจการลงทุนของบริษัท โดย ณ เดือนมิถุนายน 2561 บริษัทมีอัตราส่วนส่วนของผู้ถือหุ้นต่อสินทรัพย์ที่ปรับตัวเลขแล้ว ซึ่งเป็นมาตรวัดโครงสร้างเงินทุน ที่ระดับ 58.2% ซึ่งอยู่ในระดับเดียวกับค่าเฉลี่ยอุตสาหกรรมที่ 54.2% บริษัทมีอัตราส่วนเงินกองทุนสภาพคล่องสุทธิต่อหนี้สินทั่วไปอยู่ที่ระดับ 52% เทียบกับ 54% ในปีที่แล้ว และสูงกว่าเกณฑ์ 7% ที่ทางการกำหนด
การบริหารความเสี่ยงที่รัดกุมมากขึ้นช่วยจำกัดความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาหลักทรัพย์และความเสี่ยงด้านเครดิต
ความเสี่ยงต่อความผันผวนของราคาหลักทรัพย์ของบริษัทอยู่ในระดับที่จัดการได้เนื่องจากธุรกิจการลงทุนของบริษัทจำกัดอยู่ที่การลงทุนเพื่อป้องกันความเสี่ยงจากผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่ออกโดยบริษัทเท่านั้น
ยอดเงินกู้ยืมเพื่อซื้อหลักทรัพย์ของบริษัทอยู่ที่ 1.4 พันล้านบาท ณ สิ้นปี 2561 หรือคิดเป็นส่วนแบ่ง 2.3% ของเงินกู้ยืมเพื่อซื้อหลักทรัพย์ของตลาด หรือ 0.9 เท่าของส่วนของผู้ถือหุ้นของบริษัท โดยยอดเงินกู้ยืมเพื่อซื้อหลักทรัพย์ของบริษัทปรับตัวลดลงจาก 2.2 พันล้านบาท ณ สิ้นปี 2560 เนื่องจากบริษัทได้มีการชะลอส่วนธุรกิจดังกล่าวจากการบริหารความเสี่ยงที่รัดกุมมากขึ้น ซึ่งเกิดขึ้นหลังจากการเกิดลูกหนี้ด้อยคุณภาพในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2560 ทริสเรทติ้งเชื่อว่าการบริหารความเสี่ยง และนโยบายด้านเครดิตที่เข้มงวดมากขึ้นของบริษัท นอกเหนือจากการปฏิบัติตามนโยบายบริหารความเสี่ยงจาก RHB Bank Group นั้นจะช่วยจำกัดความเสี่ยงทางด้านเครดิตของบริษัทได้
ผลประกอบการที่อ่อนแอ
ผลประกอบการของบริษัทได้รับแรงกดดันจากทั้งการแข่งขันที่รุนแรงในอุตสาหกรรมและค่าใช้จ่ายดำเนินงานที่อยู่ในระดับสูงของบริษัท โดยบริษัทรายงานผลขาดทุนสุทธิ 127.6 ล้านบาทในปี 2561 เทียบกับผลขาดทุนสุทธิ 80 ล้านบาทในปี 2560 บริษัทมีอัตราส่วนผลตอบแทนต่อสินทรัพย์รวมถัวเฉลี่ยที่ปรับให้เป็นตัวเลขเต็มปีแล้วเท่ากับ -1.6% ในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2561 ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยอุตสาหกรรมที่ 4.3% โดยรายได้ที่ลดลงในปี 2561 ของบริษัทเกิดจากการลดลงของรายได้ค่าธรรมเนียมและบริการซึ่งส่วนใหญ่มาจากการเป็นตัวแทนจัดจำหน่ายหลักทรัพย์และการเป็นที่ปรึกษาทางการเงิน และจากการลดลงของกำไรจากการซื้อขายหลักทรัพย์เป็นหลัก อย่างไรก็ตาม ทริสเรทติ้งคาดว่าแหล่งรายได้ทั้ง 2 แหล่งนี้จะปรับตัวดีขึ้นในอีก 2-3 ปีข้างหน้า เนื่องจากบริษัทได้ทีมวาณิชธนกิจที่มีประสบการณ์มาช่วยเสริมและยังมีแผนจะเพิ่มผลิตภัณฑ์ทางการเงินเพื่อเสนอขาย ซึ่งจะช่วยเสริมฐานรายได้ของบริษัทในอีก 2-3 ปีข้างหน้า
?
ในขณะเดียวกัน บริษัทยังคงได้รับแรงกดดันต่อรายได้ค่านายหน้าซื้อหลักทรัพย์ โดยส่วนแบ่งรายได้ของรายได้ค่านายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ของบริษัทปรับตัวลดลงเล็กน้อยมาอยู่ที่ 1.3% หรืออันดับที่ 25 ในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2561 จาก 1.6% หรืออันดับที่ 23 ในปี 2560 จากส่วนแบ่งการตลาดทางด้านมูลค่าการซื้อขายหลักทรัพย์และอัตราค่านายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์เฉลี่ยที่ลดลงของบริษัท ทั้งนี้ ถึงแม้ว่าอัตราส่วนค่านายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์เฉลี่ยของบริษัทจะอยู่ในระดับต่ำกว่าค่าเฉลี่ยอุตสาหกรรมที่ 0.10% ในปี 2561 ทริสเรทติ้งคาดว่าอัตราค่านายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์เฉลี่ยของบริษัทจะต้องคงอยู่ที่ระดับในปัจจุบันเพื่อให้บริษัทสามารถรักษารายได้จากธุรกิจนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ได้
บริษัทยังได้รับแรงกดดันเพิ่มเติมต่อความสามารถในการทำกำไรจากค่าใช้จ่ายดำเนินงานที่อยู่ในระดับสูงของบริษัท นอกเหนือไปจากความสามารถในการสร้างรายได้ที่อยู่ในระดับต่ำ โดยบริษัทมีอัตราส่วนค่าใช้จ่ายดำเนินงานต่อรายได้สุทธิอยู่ที่ 94.5% ในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2561 ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยอุตสาหกรรมที่ 59.8% โดยทริสเรทติ้งประมาณการว่าอัตราส่วนดังกล่าวจะอยู่ที่ระดับ 80-85% ในช่วง 2-3 ปีข้างหน้าเนื่องจากคาดว่ารายได้ของบริษัทจะปรับตัวดีขึ้น
การพึ่งพารายได้ค่านายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์
การพึ่งพารายได้ค่านายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์เป็นแหล่งรายได้หลักของบริษัทนั้นส่งผลให้รายได้ของบริษัทมีความเสี่ยงต่อความผันผวนของตลาดและมีความเสี่ยงต่อการแข่งขันที่รุนแรงในอุตสาหกรรมหลังจากการเปิดเสรีอัตราค่านายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ โดยรายได้ค่านายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ของบริษัทคิดเป็น 61.1% ของรายได้รวมของบริษัทในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2561 ใกล้เคียงกับค่าเฉลี่ยอุตสาหกรรมที่ 61.5% อย่างไรก็ตาม นักลงทุนทั่วไปซึ่งมีความอ่อนไหวต่อราคามากกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับนักลงทุนสถาบันคิดเป็น 86.5% ของมูลค่าการซื้อขายทั้งหมดของบริษัทในปี 2561
ในขณะเดียวกัน สัดส่วนของรายได้ที่มาจากแหล่งรายได้อื่นยังคงมีอยู่จำกัด โดยรายได้ค่าธรรมเนียมและบริการคิดเป็น 3.8% ของรายได้รวมของบริษัทในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2561 ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยอุตสาหกรรมที่ 12.0% อีกทั้ง กำไรจากการซื้อขายหลักทรัพย์ของบริษัทได้หดตัวลง โดยคิดเป็น 9.0% ของรายได้รวมของบริษัทในปี 2561 จาก 16.8% ในปี 2560 ส่วนหนึ่งมาจากการชะลอธุรกิจการลงทุนเพื่อป้องกันความเสี่ยงหลังจากที่เกิดหนี้เสียในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2560 อย่างไรก็ตาม จากการที่บริษัทมีแผนจะพัฒนาและเพิ่มผลิตภัณฑ์ที่จะเสนอขาย อาทิเช่น ตราสารอนุพันธ์ ทริสเรทติ้งเชื่อว่ากลยุทธ์ดังกล่าวจะช่วยกระจายแหล่งรายได้ของบริษัทในอีก 2-3 ปีข้างหน้า
สมมติฐานกรณีพื้นฐานในปี 2562-2564
• อัตราค่านายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์เฉลี่ยคงอยู่ที่ประมาณระดับในปัจจุบัน
• อัตราส่วนค่าใช้จ่ายดำเนินงานต่อรายได้สุทธิจะอยู่ระหว่าง 80%-85%
• อัตราส่วนผลตอบแทนต่อสินทรัพย์รวมถัวเฉลี่ยจะอยู่ระหว่าง 5%-7%
แนวโน้มอันดับเครดิต
แนวโน้มอันดับเครดิต “Stable” หรือ “คงที่” สะท้อนถึงความคาดหมายว่าบริษัทจะคงความเป็นบริษัทย่อยที่มีความสำคัญเชิง
กลยุทธ์ในระดับสูงของ RHB Bank Group และยังคงมีการดำเนินงานที่เป็นส่วนหนึ่งของ RHB Bank Group อย่างต่อเนื่องด้วย
ปัจจัยที่อาจทำให้อันดับเครดิตเปลี่ยนแปลง
อันดับเครดิตของบริษัทอาจถูกปรับขึ้นหรือลดลงจากการเปลี่ยนแปลงของสถานะเครดิตของ RHB Bank Group หรือเมื่อมีเหตุสำคัญที่ส่งผลให้มุมมองของทริสเรทติ้งต่อระดับการสนับสนุนที่บริษัทจะได้รับหรือความสำคัญเชิงกลยุทธ์ของบริษัทที่มีต่อ RHB Bank Group เมื่อเทียบกับบริษัทย่อยอื่น ๆ นั้นเปลี่ยนแปลงไป
เกณฑ์การจัดอันดับเครดิตที่เกี่ยวข้อง
- การจัดอันดับเครดิตบริษัทหลักทรัพย์, 21 ธันวาคม 2560
- Group Rating Methodology, 10 กรกฎาคม 2558
บริษัทหลักทรัพย์ อาร์ เอช บี จำกัด (มหาชน) (RHBS)
อันดับเครดิตองค์กร: AA-
แนวโน้มอันดับเครดิต: Stable
บริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด/ www.trisrating.com
ติดต่อ santaya@trisrating.com  โทร. 0-2098-3000 อาคารสีลมคอมเพล็กซ์ ชั้น 24 191 ถ. สีลม กรุงเทพฯ 10500
? บริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด สงวนลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2562 ห้ามมิให้บุคคลใด ใช้ เปิดเผย ทำสำเนาเผยแพร่ แจกจ่าย หรือเก็บไว้เพื่อใช้ในภายหลังเพื่อประโยชน์ใดๆ ซึ่งรายงานหรือข้อมูลการจัดอันดับเครดิต ไม่ว่าทั้งหมดหรือเพียงบางส่วน และไม่ว่าในรูปแบบ หรือลักษณะใดๆ หรือด้วยวิธีการใดๆ โดยที่ยังไม่ได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรจาก บริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด ก่อน การจัดอันดับเครดิตนี้มิใช่คำแถลงข้อเท็จจริง หรือคำเสนอแนะให้ซื้อ ขาย หรือถือตราสารหนี้ใดๆ แต่เป็นเพียงความเห็นเกี่ยวกับความเสี่ยงหรือความน่าเชื่อถือของตราสารหนี้นั้นๆ หรือของบริษัทนั้นๆ โดยเฉพาะ ความเห็นที่ระบุในการจัดอันดับเครดิตนี้มิได้เป็นคำแนะนำเกี่ยวกับการลงทุน หรือคำแนะนำในลักษณะอื่นใด การจัดอันดับและข้อมูลที่ปรากฏในรายงานใดๆ ที่จัดทำ หรือพิมพ์เผยแพร่โดย บริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด ได้จัดทำขึ้นโดยมิได้คำนึงถึงความต้องการด้านการเงิน พฤติการณ์ ความรู้ และวัตถุประสงค์ของผู้รับข้อมูลรายใดรายหนึ่ง ดังนั้น ผู้รับข้อมูลควรประเมินความเหมาะสมของข้อมูลดังกล่าวก่อนตัดสินใจลงทุน บริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด ได้รับข้อมูลที่ใช้สำหรับการจัดอันดับเครดิตนี้จากบริษัทและแหล่งข้อมูลอื่นๆ ที่เชื่อว่าเชื่อถือได้ ดังนั้น บริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด จึงไม่รับประกันความถูกต้อง ความเพียงพอ หรือความครบถ้วนสมบูรณ์ของข้อมูลใดๆ ดังกล่าว และจะไม่รับผิดชอบต่อความสูญเสีย หรือความเสียหายใดๆ อันเกิดจากความไม่ถูกต้อง ความไม่เพียงพอ หรือความไม่ครบถ้วนสมบูรณ์นั้น และจะไม่รับผิดชอบต่อข้อผิดพลาด หรือการละเว้นผลที่ได้รับหรือการกระทำใดๆโดยอาศัยข้อมูลดังกล่าว ทั้งนี้ รายละเอียดของวิธีการจัดอันดับเครดิตของ บริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด เผยแพร่อยู่บน Website: http://www.trisrating.com/th/rating-information-th2/rating-criteria.html

เราใช้ cookies เพื่อบริการที่ดีขึ้นสำหรับคุณ อ่านข้อตกลงการใช้บริการ