ข่าวอินโฟเควสท์
07:29 รายงานหุ้นถูกชอร์ตเซล ประจำวันที่ 21 สิงหาคม 2562   หลักทรัพย์ ปริมาณหุ้นที่ มูลค่าการ %ปริมาณการขายชอร์ต ขายซอร์ต ขายชอร์ต เทียบกับปริมาณการซื…
07:26 ภาวะตลาดทองคำนิวยอร์ก: ทองปิดทรงตัว ก่อนเฟดเปิดเผยรายงานการประชุม   สัญญาทองคำตลาดนิวยอร์กปิดทรงตัวเมื่อคืนนี้ (21 ส.ค.) โดยสัญญาทองคำปรับตัวใน…
07:25 ภาวะตลาดหุ้นลอนดอน: ฟุตซี่ปิดบวก 78.97 จุด หุ้นกลุ่มน้ำมัน,ส่งออกหนุนตลาด   ตลาดหุ้นลอนดอนปิดปรับตัวขึ้นเมื่อคืนนี้ (21 ส.ค.) โดยได้แรงหนุนจากห…
07:15 ภาวะตลาดน้ำมัน: น้ำมัน WTI ปิดลบ 45 เซนต์ หลังสหรัฐเผยสต็อกน้ำมันเบนซิน,น้ำมันกลั่นพุ่ง   สัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ตลาดนิวยอร์กปิดลบเมื…
07:06 ภาวะตลาดหุ้นยุโรป: หุ้นยุโรปปิดบวก กลุ่มรถยนต์ดีดตัวขึ้นรับข่าวเฟียต-เรโนลต์เจรจาควบกิจการ   ตลาดหุ้นยุโรปปิดปรับตัวขึ้นเมื่อคืนนี้ (21 ส.ค.) โ…

ทริสเรทติ้งคงอันดับเครดิตองค์กร “LVMC Holdings” ที่ “BB+”  และเปลี่ยนแนวโน้ม เป็น “Negative” จาก “Stable”

ข่าวหุ้น-การเงิน ทริส เรตติ้ง -- จันทร์ที่ 22 กรกฎาคม 2562 13:50:00 น.

ทริสเรทติ้งคงอันดับเครดิตองค์กรของ LVMC Holdings (LVMC) ซึ่งมีชื่อเดิมว่า Kolao Holdings (KOLAO) ที่ระดับ “BB+” ในขณะเดียวกัน ทริสเรทติ้งลดแนวโน้มอันดับเครดิตของ LVMC เป็น “Negative” หรือ “ลบ” จากเดิม “Stable” หรือ “คงที่” ด้วย โดยแนวโน้มอันดับเครดิต “Negative” หรือ “ลบ” สะท้อนการลดลงอย่างมีนัยสำคัญของผลการดำเนินงานของบริษัทในสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป. ลาว) ซึ่งเป็นตลาดหลักของบริษัท ซึ่งทำให้บริษัทอาจต้องใช้เวลาในการฟื้นฟูผลการดำเนินงานที่ยาวนานกว่าที่เคยคาดไว้

อันดับเครดิตสะท้อนถึงสถานะด้านการตลาดที่ด้อยลงของบริษัทในอุตสาหกรรมรถยนต์ใน สปป. ลาว ตลอดจนความเสี่ยงด้านการดำเนินงานที่เพิ่มขึ้นจากการขยายธุรกิจไปในประเทศเวียดนามและเมียนม่า รวมถึงสถานะด้านการเงินที่อ่อนแอลง ทั้งนี้ ความสามารถในการทำกำไรและโครงสร้างเงินทุนที่อ่อนแอลงเป็นปัจจัยที่ท้าทายบริษัทในการที่จะปฏิบัติให้เป็นไปตามข้อกำหนดในการดำรงอัตราส่วนทางการเงินของหุ้นกู้ให้ได้ ในขณะเดียวกัน การพิจารณาอันดับเครดิตยังคำนึงถึงความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราและลักษณะที่เป็นวงจรขึ้นลงของอุตสาหกรรมรถยนต์อีกด้วย

ประเด็นสำคัญที่กำหนดอันดับเครดิต
ความสามารถในการแข่งขันอ่อนแอลง

ทริสเรทติ้งคาดว่าความสามารถในการแข่งขันของบริษัทในตลาดรถยนต์ใน สปป. ลาว จะฟื้นตัวแต่จะเป็นไปในอัตราที่ช้ากว่าที่เคยคาดไว้ และสถานะด้านการตลาดของบริษัทในตลาดนี้ก็จะไม่แข็งแกร่งเท่าแต่ก่อน สินค้าของบริษัทกำลังสูญเสียความนิยมไปไม่ใช่แค่เพียงเพราะการสูญเสียจุดแข็งในด้านราคาเท่านั้น แต่เพราะการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของพฤติกรรมของลูกค้าอีกด้วย โดยยอดขายของบริษัทลดลงอย่างชัดเจนหลังจากที่ภาษีนำเข้ารถยนต์ที่ประกอบในกลุ่มประเทศสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) ลดลงเหลือ 0% ในช่วงปลายปี 2558

ภาษีนำเข้าที่ลดลงเหลือ 0% นั้นทำให้การแข่งขันของอุตสาหกรรมเปลี่ยนแปลงไป โดยผู้ผลิตรถยนต์ที่มีฐานการผลิตในอาเซียน อาทิ โตโยต้า ที่เป็นคู่แข่งสำคัญของบริษัทนั้นเป็นฝ่ายได้ประโยชน์ ซึ่งราคารถซีดานญี่ปุ่นนำเข้าลดลงจากเดิมมาก ทำให้ในปี 2560 บริษัทได้เปิดสายการประกอบรถยนต์ “ฮุนได” และ “เกีย” แบบกึ่งสำเร็จรูป (Semi Knocked Down - SKD) ในสปป. ลาว การประกอบรถแทนการนำเข้าจากประเทศเกาหลีใต้ช่วยลดต้นทุนให้แก่บริษัทลงเกือบ 30% จากการได้รับประโยชน์ทางภาษีสำหรับผู้ผลิต แต่แม้ราคาจะปรับลดลง ยอดขายของบริษัทก็ยังคงลดลงอย่างต่อเนื่องจนถึงช่วงไตรมาสแรกของปี 2562

พฤติกรรมของลูกค้าใน สปป. ลาว เริ่มเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม โดยประชาชนลาวเริ่มคุ้นเคยกับการซื้อสินค้าเงินผ่อนมากขึ้นหลังจากที่ธนาคารพาณิชย์หลายแห่งได้ขยายบริการธุรกิจเช่าซื้อ ประชาชนชาวลาวเต็มใจที่จะจ่ายแพงขึ้นเพื่อให้ได้รถยนต์รุ่นใหม่ล่าสุด ซึ่งผู้ผลิตรถยนต์อย่างโตโยต้านั้นดูจะได้ประโยชน์ บริษัทจึงได้ปรับกลยุทธ์ทางการตลาดเพื่อพัฒนาปรับเปลี่ยน โดยบริษัทได้ขายรถยนต์รุ่นเก่าออกไปในราคาต่ำและเปิดตัวรถยนต์รุ่นที่ใหม่กว่า ทั้งนี้ ความสำเร็จของกลยุทธ์ทางการตลาดดังกล่าวยังต้องรอการพิสูจน์ต่อไป

สถานะทางการเงินอ่อนแอลง

ทริสเรทติ้งคาดว่าหนี้สินของบริษัทเมื่อเทียบกับกำไรจะยังคงอยู่ในระดับสูง โดยอัตราส่วนหนี้สินทางการเงินต่อกำไรก่อนดอกเบี้ยจ่าย ภาษี ค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่ายจะทรงตัวอยู่ที่ประมาณ 7 เท่าในปี 2562 ก่อนจะค่อย ๆ ลดลงต่ำกว่า 5 เท่าภายในปี 2564 อัตราส่วนเงินทุนจากการดำเนินงานต่อหนี้สินทางการเงินไม่น่าจะฟื้นตัวกลับไปอยู่ที่ระดับเดิมในอดีตที่สูงกว่า 25% โดยทริสเรทติ้งคาดว่าอัตราส่วนดังกล่าวจะเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 17% ในช่วง 3 ปีข้างหน้า

นอกจากนี้ ทริสเรทติ้งยังคาดด้วยว่าความสามารถในการทำกำไรของบริษัทก็จะไม่กลับไปที่ระดับเดิมในอดีต โดยอัตรากำไรขั้นต้นของบริษัทลดลงอย่างมากเหลือเพียงหลักเดียวในช่วงปี 2561 จนถึงไตรมาสแรกของปี 2562 ขณะที่อัตรากำไรจากการดำเนินงานติดลบในปี 2561 ก่อนที่จะฟื้นตัวเพียงเล็กน้อยเป็น 2.3% ในช่วงไตรมาสแรกของปี 2562 ทั้งนี้ การลดลงเป็นอย่างมากของกำไรเป็นเพราะบริษัทได้ขายรถยนต์รุ่นเก่าออกไปในราคาที่ต่ำและยังต้องเผชิญกับค่าใช้จ่ายล่วงหน้าจากการขยายตลาดอีกด้วย ปัจจุบันบริษัทให้ความสำคัญมากขึ้นกับรถยนต์ในรุ่นที่ทำกำไรและพยายามลดต้นทุนการดำเนินงานลง เช่น การปรับลดขนาดธุรกิจใน สปป. ลาว นอกจากนี้ รายได้ที่เพิ่มขึ้นจากตลาดอื่น ๆ นอกเหนือจาก สปป. ลาว ยังจะช่วยลดค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารต่อรายได้ให้ต่ำลงอีกด้วย ทริสเรทติ้งคาดว่าอัตรากำไรขั้นต้นของบริษัทจะค่อย ๆ ปรับตัวดีขึ้นเป็นประมาณ 14% และอัตรากำไรจากการดำเนินงานจะปรับตัวดีขึ้นเป็นประมาณ 7% ภายในปี 2564 ทั้งนี้ ในอดีตอัตราส่วนแรกทรงตัวอยู่ในระดับที่สูงกว่า 20% และอัตราส่วนหลังทรงตัวอยู่ในระดับที่สูงกว่า 10% รายได้จากการดำเนินงานรวมน่าจะกลับมาเติบโตอีกครั้ง โดยจะเพิ่มขึ้นเป็น 365 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในระยะ 3 ปีข้างหน้า

ความเสี่ยงจากการดำเนินงานเพิ่มมากขึ้นจากการขยายธุรกิจไปในต่างประเทศ

แม้จะมีรายได้เพิ่มขึ้น แต่การขยายธุรกิจไปในประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่อื่น ๆ ก็จะเพิ่มความเสี่ยงด้านการดำเนินงานให้แก่บริษัทด้วย โดยบริษัทกำลังขยายกิจการไปยังประเทศกำลังพัฒนาอื่น ๆ เช่น เวียดนาม เมียนม่า ปากีสถาน และกัมพูชา ซึ่งเป็นประเทศที่ทำให้บริษัทต้องเผชิญกับความเสี่ยงด้านกฎระเบียบ ทั้งนี้ กฎระเบียบที่ยังอยู่ในช่วงของการพัฒนานั้นก่อให้เกิดความไม่แน่นอนในการดำเนินงานที่อาจให้คุณหรือโทษต่อผู้ประกอบการได้ โดยการจัดเก็บภาษีนำเข้าแบบใหม่ใน สปป. ลาว ก็เป็นตัวอย่างที่แสดงให้เห็นถึงผลกระทบในด้านลบต่อผู้ประกอบการเดิมเช่นบริษัท

นอกจากนี้ บริษัทยังต้องสู้กับผู้ผลิตรายใหญ่จำนวนมากที่มีอยู่แล้วในประเทศอื่น ๆ อีกด้วย ยกตัวอย่างเช่นในประเทศเวียดนามที่บริษัทต้องแข่งขันกับ Truong Hai Auto Corporation (THACO) ซึ่งเป็นผู้ผลิตรถยนต์ในประเทศรายใหญ่ที่ครองส่วนแบ่งทางการตลาดสูงสุดที่ประมาณ 1 ใน 4 ของตลาดรถยนต์ในประเทศเวียดนาม

บริษัทยังจะต้องเผชิญกับความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราเพิ่มมากขึ้นอีกด้วย โดยการขยายธุรกิจไปในต่างประเทศนั้นเพิ่มความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราเนื่องจากบริษัทตั้งราคาขายรถยนต์เป็นสกุลเงินท้องถิ่นแต่บริษัทนำเข้ารถยนต์และชิ้นส่วนรถยนต์เป็นสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯ การเคลื่อนไหวของค่าเงินจึงอาจส่งผลกระทบต่อผลการดำเนินงานได้หากบริษัทไม่สามารถบริหารจัดการความแตกต่างของค่าเงินในสกุลที่ต่างกันให้เหมาะสม

เมื่อมองในด้านบวก รายได้ที่เพิ่มขึ้นจากตลาดใหม่ ๆ จะช่วยฟื้นฟูผลการดำเนินงานของบริษัท โดยบริษัทจะเริ่มเก็บเกี่ยวผลประโยชน์จากสิ่งที่ได้ลงทุนไปในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา อาทิ ในประเทศเมียนมา สายการประกอบรถยนต์ฮุนไดแบบกึ่งสำเร็จรูปได้เริ่มการผลิตแล้วในช่วงไตรมาสแรกของปี 2562 ในประเทศเวียดนาม บริษัทกำลังขยายไปสู่ตลาดรถบรรทุกขนาดเล็กและตลาดรถบรรทุกขนาดใหญ่ และในประเทศกัมพูชา บริษัทจะเริ่มรับรู้รายได้จากการขายรถยนต์ใหม่นำเข้าและรถยนต์มือสองนำเข้าตั้งแต่ช่วงกลางปี 2562 อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จในการขยายไปสู่ตลาดใหม่ ๆ เหล่านี้ยังต้องใช้เวลาในการพิสูจน์

สภาพคล่องตึงตัว

บริษัทมีสภาพคล่องที่ตึงตัว ดังนั้นจึงจำเป็นจะต้องบริหารจัดการกระแสเงินสดด้วยความระมัดระวัง ทั้งนี้ ในช่วง 9 เดือนที่เหลือของปี 2562 นี้ บริษัทจะมีภาระหนี้ประมาณ 104 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ที่จะครบกำหนดชำระ ณ เดือนมีนาคม 2562 บริษัทมีเงินสดและหลักทรัพย์ในความต้องการของตลาดรวมกัน 14 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และมีวงเงินกู้จากธนาคารที่ยังไม่ได้เบิกถอนอยู่ที่ประมาณ 21 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ทริสเรทติ้งคาดว่าบริษัทจะมีเงินทุนจากการดำเนินงานในช่วง 9 เดือนที่เหลือของปี 2562 อยู่ที่ 10 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งจะทำให้บริษัทมีแหล่งเงินสดรวมกันทั้งสิ้นจำนวน 45 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ นอกจากนี้ ลูกหนี้จากการขายรถยนต์เงินผ่อนซึ่งมีมูลค่าอยู่เกือบ 183 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ นั้นก็สามารถใช้เป็นแหล่งเงินสดได้อีกทางหนึ่งเพื่อรองรับเงินที่ขาดอยู่อีกจำนวนประมาณ 59 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ด้วย ทั้งนี้ หุ้นกู้ที่จะครบกำหนดในปีนี้ได้ขยายระยะเวลาการชำระออกไปแล้ว แต่ความเสี่ยงในการหาแหล่งเงินทดแทนยังคงเป็นประเด็นกังวลของทริสเรทติ้งเนื่องจากหุ้นกู้จำนวนรวม 34 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ จะครบกำหนดไถ่ถอนในปี 2563 โดยบริษัทหวังที่จะออกหุ้นกู้ใหม่เพื่อทดแทนหุ้นกู้เดิมดังกล่าว

บริษัทมีข้อผ่อนปรนในการปฏิบัติตามข้อกำหนดทางการเงินที่จำกัด โดยบริษัทจะต้องรักษาอัตราส่วนหนี้สินรวมต่อส่วนของผู้ถือหุ้นไว้ไม่ให้เกิน 1 เท่าตลอดเวลา ทั้งนี้ ณ เดือนมีนาคม 2562 บริษัทมีอัตราส่วนดังกล่าวอยู่ที่ 0.9 เท่า ทริสเรทติ้งคาดว่าอัตราส่วนหนี้สินรวมต่อส่วนของผู้ถือหุ้นจะค่อย ๆ ปรับตัวดีขึ้น หากโครงสร้างเงินทุนของบริษัทยังคงด้อยลงต่อไปในอนาคต ทริสเรทติ้งก็คาดว่าบริษัทจะได้รับการยกเว้นจากผู้ถือหุ้นกู้เป็นการล่วงหน้า ทั้งนี้ ข้อกำหนดในการดำรงอัตราส่วนเงินกู้ที่มีดอกเบี้ยต่อกำไรจากการดำเนินงานก่อนค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่ายเอาไว้ที่ไม่เกิน 5 เท่านั้นได้ยกเลิกไปแล้ว

สมมติฐานพื้นฐาน
• รายได้จากการดำเนินงานรวมของบริษัทจะเติบโตขึ้นในอัตรา 5% ต่อปี โดยจะถึงระดับ 365 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในช่วง 3 ปีข้างหน้า
• อัตรากำไรจากการดำเนินงานจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นประมาณ 7%
• เงินลงทุนรวมจะอยู่ที่ไม่เกิน 10 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อปี
แนวโน้มอันดับเครดิต

แนวโน้มอันดับเครดิต “Negative” หรือ “ลบ” สะท้อนถึงการลดลงอย่างมีนัยสำคัญของผลการดำเนินงานของบริษัทในตลาดยานยนต์ใน สปป. ลาว ความสามารถในการทำกำไรมีแนวโน้มที่จะฟื้นตัวช้ากว่าที่ทริสเรทติ้งคาดไว้ก่อนหน้า นอกจากนี้ บริษัทยังมีความเป็นไปได้ที่จะไม่สามารถปฏิบัติให้เป็นไปตามข้อกำหนดในการดำรงอัตราส่วนทางการเงินของหุ้นกู้อีกด้วย ในขณะที่การขยายธุรกิจไปในประเทศอื่น ๆ ที่กฎระเบียบยังอยู่ในช่วงการพัฒนาก็จะทำให้ความเสี่ยงด้านการดำเนินงานเพิ่มสูงขึ้น ทั้งนี้ ความสำเร็จในการขยายธุรกิจไปในต่างประเทศยังต้องรอการพิสูจน์ต่อไป

ปัจจัยที่อาจทำให้อันดับเครดิตเปลี่ยนแปลง

การปรับเพิ่มอันดับเครดิตหรือแนวโน้มอันดับเครดิตอาจเกิดขึ้นได้หากการขยายธุรกิจไปในต่างประเทศของบริษัทประสบความสำเร็จตามที่บริษัทวางแผนไว้ โดยอัตราส่วนหนี้สินทางการเงินต่อกำไรก่อนดอกเบี้ยจ่าย ภาษี ค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่ายลดลงเหลือ 5 เท่าอย่างต่อเนื่อง ในทางตรงกันข้าม การฟื้นตัวที่ช้ากว่าคาดทั้งในส่วนของรายได้และกำไรก็อาจนำไปสู่การปรับลดอันดับเครดิตได้

เกณฑ์การจัดอันดับเครดิตที่เกี่ยวข้อง
- อัตราส่วนทางการเงินที่สำคัญและการปรับปรุงตัวเลขทางการเงิน, 5 กันยายน 2561
- วิธีการจัดอันดับเครดิตธุรกิจทั่วไป,  31 ตุลาคม 2550

LVMC Holdings (LVMC)
อันดับเครดิตองค์กร: BB+
แนวโน้มอันดับเครดิต: Negative

บริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด/ www.trisrating.com

ติดต่อ santaya@trisrating.com  โทร. 0-2098-3000 อาคารสีลมคอมเพล็กซ์ ชั้น 24 191 ถ. สีลม กรุงเทพฯ 10500

? บริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด สงวนลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2562 ห้ามมิให้บุคคลใด ใช้ เปิดเผย ทำสำเนาเผยแพร่ แจกจ่าย หรือเก็บไว้เพื่อใช้ในภายหลังเพื่อประโยชน์ใดๆ ซึ่งรายงานหรือข้อมูลการจัดอันดับเครดิต ไม่ว่าทั้งหมดหรือเพียงบางส่วน และไม่ว่าในรูปแบบ หรือลักษณะใดๆ หรือด้วยวิธีการใดๆ โดยที่ยังไม่ได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรจาก บริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด ก่อน การจัดอันดับเครดิตนี้มิใช่คำแถลงข้อเท็จจริง หรือคำเสนอแนะให้ซื้อ ขาย หรือถือตราสารหนี้ใดๆ แต่เป็นเพียงความเห็นเกี่ยวกับความเสี่ยงหรือความน่าเชื่อถือของตราสารหนี้นั้นๆ หรือของบริษัทนั้นๆ โดยเฉพาะ ความเห็นที่ระบุในการจัดอันดับเครดิตนี้มิได้เป็นคำแนะนำเกี่ยวกับการลงทุน หรือคำแนะนำในลักษณะอื่นใด การจัดอันดับและข้อมูลที่ปรากฏในรายงานใดๆ ที่จัดทำ หรือพิมพ์เผยแพร่โดย บริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด ได้จัดทำขึ้นโดยมิได้คำนึงถึงความต้องการด้านการเงิน พฤติการณ์ ความรู้ และวัตถุประสงค์ของผู้รับข้อมูลรายใดรายหนึ่ง ดังนั้น ผู้รับข้อมูลควรประเมินความเหมาะสมของข้อมูลดังกล่าวก่อนตัดสินใจลงทุน บริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด ได้รับข้อมูลที่ใช้สำหรับการจัดอันดับเครดิตนี้จากบริษัทและแหล่งข้อมูลอื่นๆ ที่เชื่อว่าเชื่อถือได้ ดังนั้น บริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด จึงไม่รับประกันความถูกต้อง ความเพียงพอ หรือความครบถ้วนสมบูรณ์ของข้อมูลใดๆ ดังกล่าว และจะไม่รับผิดชอบต่อความสูญเสีย หรือความเสียหายใดๆ อันเกิดจากความไม่ถูกต้อง ความไม่เพียงพอ หรือความไม่ครบถ้วนสมบูรณ์นั้น และจะไม่รับผิดชอบต่อข้อผิดพลาด หรือการละเว้นผลที่ได้รับหรือการกระทำใดๆโดยอาศัยข้อมูลดังกล่าว ทั้งนี้ รายละเอียดของวิธีการจัดอันดับเครดิตของ บริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด เผยแพร่อยู่บน Website: http://www.trisrating.com/th/rating-information-th2/rating-criteria.html

ข่าวที่เกี่ยวข้อง