เศรษฐกรเวิลด์แบงก์คาด ศก.โลกปีนี้ฟื้นช้า GDP ไทยขับเคลื่อนจากงบรัฐ-ท่องเที่ยว

ข่าวเศรษฐกิจ Wednesday July 15, 2015 18:22 —สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)

นางกิริฏา เภาพิจิตร นักเศรษฐกรอาวุโสประจำประเทศไทย กลุ่มธนาคารโลก กล่าวในงานสัมมนาในหัวข้อ"ก้าวทันความเคลื่อนไหวเศรษฐกิจโลก ครึ่งหลังปี 2558 จับทิศดอกเบี้ยและค่าเงิน"ว่า เศรษฐกิจโลกในปีนี้น่าจะเติบโตได้ราว 2.8% จากการฟื้นตัวที่ล่าช้า โดยเศรษฐกิจสหรัฐจะขยายตัวได้มากที่สุด ขณะที่ยุโรปจะเติบโตได้ไม่มาก และญี่ปุ่นมีการเติบโตที่อยู่ในระดับที่ทรงตัว หรือประมาณการณ์ไว้ว่าน่าจะอยู่ที่ 1%, จีนมีการขยายตัวที่ชะลอตัวลง ขณะที่อินเดียเป็นประเทศดาวรุ่งที่ปีนี้จะมีการขยายตัวเพิ่มขึ้น ซึ่งจะเติบโตใกล้เคียงกับจีน

ทั้งนี้ การขยายตัวของเศรษฐกิจไทยปีนี้จะสามารถเติบโตได้ 3-3.5% โดยมีปัจจัยสนับสนุนมาจากการลงทุนของภาครัฐที่มีการเร่งเบิกจ่ายงบประมาณมากขึ้นในช่วงครึ่งปีหลัง และภาคการท่องเที่ยวปรับตัวดีขึ้นจากฐานต่ำในปีก่อน แต่ยังมีปัจจัยเสี่ยงจากภายนอกประเทศที่ยังคงกดดันการเติบโตของเศรษฐกิจไทย ที่ส่งผลกระทบต่อภาคการส่งออก ขณะเดียวกันปัจจัยเสี่ยงภายในประเทศเอง ในระยะสั้นนี้ก็จะเป็นเรื่องของภัยแล้ง

ขณะที่ภาคการส่งออกปีนี้ประเมินว่าน่าจะขยายตัวราว 0-0.5% โดยไทยควรมองการส่งออกไปยังตลาดประเทศเพื่อนบ้านอย่าง CLMV ที่เศรษฐกิจมีการเติบโตรวมกันใกล้เคียงกับประเทศสหรัฐฯ และมีแนวโน้มการเติบโตอย่างรวดเร็ว ขณะที่สินค้าไทยเป็นที่ยอมรับของประเทศเหล่านี้ และค่าเงินบาทด้วย ขณะเดียวกันก็เป็นโอกาสที่ดีต่อการย้ายฐานไปลงทุนใน CLMV เพื่อใช้สิทธิประโยชน์จาก GSP ส่วนในอาเซียนเอง ก็มองประเทศอินโดนีเซียที่มีการเติบโตที่ดีที่น่าจะส่งผลดีต่อภาคการส่งออกไทย

อย่างไรก็ตาม ในระยะยาวไทยควรพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขัน เพื่อให้ทันต่อการเติบโตของเศรษฐกิจโลก โดยหันมาผลิตสินค้าที่มีความต้องการที่สูงขึ้นแทน เช่น ฮาร์ดดิสไดร์ ขณะที่ค่าเงินบาทที่ปรับตัวอ่อนค่าไปอย่างรวดเร็วในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา ก็ยังถือว่าแข็งค่าเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านในหลายประเทศ แต่อย่างไรก็ตาม ค่าเงินบาทอยู่ในทิศทางที่ควรจะเป็นแล้ว

นายกิตติ เจริญกิจชัยชนะ ผู้บริหาคกลุ่มงานขายผลิตภัณฑ์ทางการเงิน ธนาคารกสิกรไทย(KBANK) กล่าวว่า ทิศทางอัตราแลกเปลี่ยนปัจจุบันยังมีความผันผวน จากปัจจัยของกรีซที่กดดันตลาดทุนและตลาดเงินต่อเนื่อง เห็นได้ว่าค่าเงินยูโรปรับตัวอ่อนค่ามาพอสมควร จึงต้องจับตาการประชุมสภากรีซวันนี้ หากโหวตรับกฎหมายปฏิรูปเศรษฐกิจที่เสนอให้กับเจ้าหนี้ก็จะส่งผลดีต่อตลาดในระยะสั้น เนื่องจากตลาดตอบรับข่าวกรีซมาพอสมควรแล้ว และอาจทำให้ค่าเงินยูโรแข็งค่าขึ้นในช่วงสั้น เพราะภาพรวมค่าเงินยูโรยังเป็นทิศทางที่อ่อนค่าอยู่ และจะส่งผลต่อค่าเงินบาทที่จะเคลื่อนไหวตาม ถ้าอ่อนค่าทะลุ 33.90 บาท/ดอลลาร์ให้จับตาดูว่าหากยืนอยู่ได้ก็มีสิทธิ์อ่อนค่าไปต่อที่ 34.00-34.25 บาท/ดอลลาร์

นอกจากนั้น ให้จับตาดูประธานธนาคารเฟด นางเจเน็ต เยลเลน จะออกมาแถลงนโยบายการเงินรอบครึ่งปี ต่อสภาคองเกรส ซึ่งอาจจะออกมาส่งสัญญาณในเรื่องของการปรับขึ้นดอกเบี้ย ถ้าหากมีการปรับขึ้นดอกเบี้ยจริงภายในปีนี้ จะส่งผลต่อค่าเงินดอลลาร์ที่จะปรับตัวแข็งค่า และค่าเงินบาทก็จะปรับตัวอ่อนค่า


เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อตกลงการใช้บริการ รับทราบ