ภาวะตลาดเงินบาท: เปิด 35.18/20 คาดวันนี้แกว่งแคบ ตลาดจับตาผลประชุม BoE ครั้งแรกหลัง Brexit พรุ่งนี้

ข่าวเศรษฐกิจ Wednesday July 13, 2016 09:18 —สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)

นักบริหารเงินจากธนาคารกรุงเทพ เปิดเผยว่า เงินบาทเปิดตลาดเช้านี้อยู่ที่ระดับ 35.18/20 บาท/ดอลลาร์ จากช่วง เย็นวานนี้ที่ปิดตลาดที่ระดับ 35.12 บาท/ดอลลาร์

วันนี้คาดว่าเงินบาทจะแกว่งอยู่ในกรอบแคบๆ เนื่องจากยังไม่มีปัจจัยสำคัญที่จะมีผลต่อการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทมาก นัก แต่ต้องติดตามวันพรุ่งนี้ที่จะมีการประชุมของธนาคารกลางอังกฤษ (BoE) เป็นครั้งแรก หลังจากที่อังกฤษลงประชามติออกจากการ เป็นสมาชิกสหภาพยุโรป (Brexit)

นักบริหารเงิน คาดว่า วันนี้เงินบาทจะเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบ 35.15 - 35.25 บาท/ดอลลาร์

  • ปัจจัยสำคัญ
  • ช่วงเช้านี้เงินเยนอยู่ที่ระดับ 104.27/70 เยน/ดอลลาร์ จากช่วงเย็นวานนี้ที่ระดับ 103.79 เยน/ดอลลาร์
  • ส่วนเงินยูโรอยู่ที่ระดับ 1.1041/1082 ดอลลาร์/ยูโร จากช่วงเย็นวานนี้ที่ระดับ 1.1107 ดอลลาร์/ยูโร
  • อัตราแลกเปลี่ยนเงินบาท/ดอลลาร์ ถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักระหว่างธนาคารของธปท.อยู่ที่ระดับ 35.1440 บาท/
ดอลลาร์
  • สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) ปรับเป้าหมายมูลค่าการออกตราสารหนี้ระยะยาวปีนี้เพิ่มขึ้นเป็น 6 แสน
ล้านบาท จากเดิมคาดไว้ที่ 5.2-5.5 แสนล้านบาท เป็นผลมาจากแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยที่ปรับตัวลดลง
  • ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เผยยอดลงทะเบียนผุกบัญชี PromptPay ล่วงหน้า ตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค.59 พบว่า
มีประชาชนเข้ามาลงทะเบียนแล้วรวม 9.7 ล้านราย แบ่งเป็นลงทะเบียนโดยหมายเลขบัตรประจำตัวประชาชน 8.1 ล้านราย และ
ลงทะเบียนโดยหมายเลขโทรศัพท์มือถือ 1.6 ล้านราย พร้อมยืนยันตัวระบบมีความปลอดภัยสูง
  • กรมพัฒนาธุรกิจการค้า คาดว่า ยอดขอจดทะเบียนจัดตั้งนิติบุคคลใหม่ในช่วงครึ่งปีหลังของปีนี้จะเพิ่มมากขึ้น แม้ว่าใน
ช่วงครึ่งปีแรก (ม.ค.-มิ.ย.) เพิ่มขึ้น 1% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน มาอยู่ที่ 31,792 ราย เนื่องจาก พ.ร.บ.หลักประกันทาง
ธุรกิจ พ.ศ.2558 มีผลบังคับใช้
  • ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบให้เปิดเสรีการประกอบธุรกิจบริการของต่างประเทศในไทยเพิ่มเติมอีก 6
กลุ่ม 17 รายการย่อย จากเดิมได้เปิดเสรีทางการเงินแล้ว 6 ธุรกิจ เนื่องจากเป็นธุรกิจบริการที่คนไทยสามารถแข่งขันกับต่าง
ประเทศได้และช่วยอำนวยความสะดวก เอื้อต่อการค้าการลงทุน และลดความซ้ำซ้อนในการกำกับดูแล เนื่องจากมีกฎหมายเฉพาะและ
มาตรการเฉพาะกำกับดูแลที่เข้มงวดอยู่แล้ว โดยจะมีผลบังคับใช้เมื่อกระทรวงพาณิชย์ออกประกาศบังคับใช้ต่อไป
  • ม.หอการค้าไทยเปิดผลสำรวจดัชนีคอร์รัปชั่นไทยเดือนมิถุนายน 59 ลดลงเล็กน้อย จับตาโครงการลงทุนภาครัฐที่อาจ
เกิดความเสี่ยงให้เกิดการทุจริตในกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง
  • การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ประเมินรายได้ในช่วงวันหยุดยาว ได้แก่ วันอาสาฬหบูชาและวันเข้า
พรรษา ระหว่างวันที่ 16-20 ก.ค.นี้ รวมกว่า 19,741 ล้านบาท เติบโต 28.74% จากปีก่อน แบ่งเป็นรายได้จากนักท่องเที่ยวต่าง
ชาติ 12,092 ล้านบาท เติบโต 28.60% จากจำนวนนักท่องเที่ยวที่เดินทางมา 1.09 ล้านคนรายได้จากตลาดคนไทยเที่ยวไทย ราย
ได้ 7.64 พันล้านบาท เติบโต 28.96% จากปีก่อน และมีคนไทยเดินทางท่องเที่ยวในประเทศ 2.40 ล้านคน เติบโต 26.38%
  • สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้นอย่างต่อเนื่องเมื่อเทียบกับเงินสกุลเยน ในการซื้อขายที่ตลาดนิวยอร์กเมื่อคืนนี้ (12
ก.ค.) เนื่องจากชัยชนะจากการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาของพรรคแกนนำรัฐบาลญี่ปุ่นนั้น ได้กระตุ้นได้เกิดกระแสคาดการณ์ว่า รัฐบาล
ญี่ปุ่นจะเดินหน้าออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและการคลังภายในประเทศ
  • นอกจากนี้สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐยังคงได้รับแรงหนุนจากรายงานของกระทรวงแรงงานสหรัฐรายที่ระบุว่า ตัวเลขการ
จ้างงานนอกภาคเกษตรพุ่งขึ้น 287,000 ตำแหน่งในเดือนมิ.ย. จากระดับ 38,000 ตำแหน่งในเดือนพ.ค. ขณะที่อัตราการว่างงาน
เพิ่มขึ้นสู่ระดับ 4.9% หลังจากอยู่ที่ 4.7% ในเดือนพ.ค.
  • เงินเยนอ่อนค่าลง หลังจากที่พรรคเสรีประชาธิปไตย (LDP) ของนายชินโซ อาเบะ ได้รับชัยชนะในการเลือกตั้ง
วุฒิสภาในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยชัยชนะของพรรครัฐบาลของนายชินโซ อาเบะ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ในการเลือกตั้งวุฒิสภาเมื่อวัน
อาทิตย์ที่ผ่านมาจะทำให้รัฐบาลของนายชินโซ อาเบะ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นมีเสถียรภาพมากขึ้น
  • ตลาดคาดการณ์ว่าในการประชุมธนาคารกลางอังกฤษ (BoE) วันพรุ่งนี้ BoE อาจจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย
และเพิ่มวงเงินการซื้อพันธบัตรตามมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) เพื่อรับมือกับผลกระทบ Brexit
  • กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ระบุว่า การลงประชามติของอังกฤษในการแยกตัวออกจากสหภาพยุโรป
(Brexit) ได้ก่อให้เกิดความไม่แน่นอน และเพิ่มความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจสหรัฐ แต่อย่างไรก็ดี จนถึงขณะนี้ปัจจัย Brexit ดูเหมือน
จะมีผลกระทบไม่มากนักต่อการขยายตัวของสหรัฐ

IMF ระบุว่า ปัจจัย Brexit ได้ทำให้ดอลลาร์แข็งค่าขึ้น แต่ก็ยังน้อยกว่าที่มีการคาดการณ์กันไว้ โดยเพิ่มขึ้นเพียง 1% ขณะที่ตลาดหุ้นสามารถลบช่วงติดลบที่เคยทำไว้นับตั้งแต่การลงประชามติ ขณะที่นักลงทุนแห่ซื้อพันธบัตรจนส่งผลให้อัตราผลตอบแทนปรับ ตัวลง และฉุดให้ต้นทุนในการระดมทุนของภาคธุรกิจต่ำลงอย่างมาก

  • กระทรวงพาณิชย์สหรัฐ เปิดเผยสต็อกสินค้าคงคลังภาคค้าส่งประจำเดือนพ.ค. เพิ่มขึ้น 0.1% หลังจากเพิ่มขึ้น
0.7% ในเดือนเม.ย. และต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดว่าจะเพิ่มขึ้น 0.2% ทั้งนี้ สต็อกสินค้าคงคลังภาคค้าส่งของสหรัฐถูกถ่วงลงจาก
การดิ่งลงของสต็อกรถยนต์ ซึ่งคาดว่าจะฉุดการขยายตัวของเศรษฐกิจสหรัฐในไตรมาส 2 ขณะที่ยอดขายภาคค้าส่งเพิ่มขึ้น 0.5% ใน
เดือนพ.ค. หลังจากเพิ่มขึ้น 0.8% ในเดือนเม.ย.
  • สัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ตลาดนิวยอร์กปิดพุ่งขึ้นกว่า 4% เมื่อคืนนี้ หลังจากกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน
(โอเปก) ออกรายงานคาดการณ์ว่าอุปสงค์น้ำมันจะสูงกว่ากำลังการผลิตน้ำมันในปัจจุบัน และคาดว่าแนวโน้มตลาดน้ำมันในปีหน้าจะยัง
คงสดใส

โดยสัญญาน้ำมันดิบ WTI ส่งมอบเดือนส.ค.พุ่งขึ้น 2.04 ดอลลาร์ หรือ 4.6% ปิดที่ 46.80 ดอลลาร์/บาร์เรล ส่วน สัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ส่งมอบเดือนก.ย.พุ่งขึ้น 2.22 ดอลลาร์ หรือ 4.8% ปิดที่ 48.47 ดอลลาร์/บาร์เรล

  • นักลงทุนจับตารายงานสต็อกน้ำมันรายสัปดาห์ของสหรัฐ โดยสำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานสหรัฐ (EIA) จะเปิด

เผยรายงานดังกล่าวในวันนี้ เวลา 21.30 น.ตามเวลาไทย


เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อตกลงการใช้บริการ รับทราบ