ข่าวอินโฟเควสท์
23:06 ผลสำรวจม.มิชิแกนชี้ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคสหรัฐปรับตัวสูงกว่าคาดในเดือนพ.ย.   ผลสำรวจของมหาวิทยาลัยมิชิแกนระบุว่า ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บ…
22:50 EIA เผยสต็อกน้ำมันดิบสหรัฐลดลง 1.9 ล้านบาร์เรลในสัปดาห์ที่แล้ว   สำนักงานสารสนเทศด้านการพลังงานของรัฐบาลสหรัฐ (EIA) เปิดเผยว่า สต็อกน้ำมันดิบขอ…
22:30 ดาวโจนส์ร่วงจากแรงขายทำกำไร ก่อนปิดทำการพรุ่งนี้ เนื่องในวันขอบคุณพระเจ้า   ดัชนีดาวโจนส์ร่วงลงในวันนี้จากแรงขายทำกำไร หลังพุ่งแตะระดับสูงสุดเป…
22:14 เจ้าหน้าที่เผยมีการแจ้งเตือนเหตุระเบิดในเครื่องบิน 2 ลำของยูเครนที่สนามบินตุรกี   เจ้าหน้าที่เปิดเผยว่า มีการแจ้งเตือนเหตุระเบิดในเครื่องบิน 2 …

(เพิ่มเติม) ภาวะตลาดเงินบาท: เปิด 33.04 แข็งค่า หลังตลาดขาดปัจจัยถือดอลลาร์ มองกรอบ 33.00-33.10

ข่าวเศรษฐกิจ สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ) -- พุธที่ 15 พฤศจิกายน 2560 11:30:57 น.

นักบริหารเงินจากธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย เปิดเผยว่า เงินบาทเช้านี้เปิดตลาดที่ระดับ 33.04 บาท/ดอลลาร์ แข็งค่า

เล็กน้อยจากเย็นวานนี้ที่ปิดตลาดที่ระดับ 33.07/09 บาท/ดอลลาร์

บาทแข็งค่าต่อเนื่องหลังจากที่ดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับค่าเงินสกุลอื่นๆ เนื่องจากนักลงทุนยังกังวลต่อความ

ล่าช้าในการบังคับใช้มาตรการปฏิรูปภาษีของสหรัฐ ซึ่งสะท้อนให้เห็นจากแรงเทขายในตลาดหุ้นสหรัฐ เพราะช่วงนี้นักลงทุนขาดปัจจัยที่

จะกลับมาถือดอลลาร์ ประกอบกับราคาทองคำปรับตัวเพิ่มขึ้น ซึ่งแสดงให้เห็นว่า sentiment ของตลาดไม่ค่อยสดใส

"ดอลลาร์ช่วงนี้อ่อนค่า แม้ตัวเลขเศรษฐกิจของสหรัฐจะออกมาดี แต่คนยังกังวลกับมาตรการปฏิรูปภาษี สะท้อนจากตลาด

หุ้นที่มีแรงเทขาย ราคาทองคำก็ปรับขึ้น มี flow ขายดอลลาร์เพื่อทำกำไร จึงทำให้บาทค่อนข้างแข็งค่า" นักบริหารเงิน ระบุ

นักบริหารเงิน คาดว่า วันนี้เงินบาทจะเคลื่อนไหวในกรอบแคบที่ 33.00-33.10 บาท/ดอลลาร์ และยังไม่น่าจะหลุด

แนวรับสำคัญไปได้

ล่าสุด SPOT อยู่ที่ระดับ 33.0450 บาท/ดอลลาร์ ส่วน THAI BAHT FIX 3M (14 พ.ย.) อยู่ที่ระดับ 1.04756%

ส่วน THAI BAHT FIX 6M อยู่ที่ระดับ 1.24519%
* ปัจจัยสำคัญ

- เช้านี้เงินเยนอยู่ที่ระดับ 113.21 เยน/ดอลลาร์ จากเย็นวานนี้ที่ระดับ 113.66/86 เยน/ดอลลาร์

- ส่วนเงินยูโรอยู่ที่ระดับ 1.1792 ดอลลาร์/ยูโร จากเย็นวานนี้ที่ระดับ 1.1703 ดอลลาร์/ยูโร

- อัตราแลกเปลี่ยนเงินบาท/ดอลลาร์ ถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักระหว่างธนาคารของธปท.อยู่ที่ระดับ 33.080 บาท/ดอลลาร์

- สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับเงินสกุลหลักๆ ในการซื้อขายที่ตลาดนิวยอร์กเมื่อคืนนี้ (14 พ.ย.) ขณะ

ที่นักลงทุนมีความกังวลเกี่ยวกับความไม่แน่นอนในการผลักดันกฎหมายปฏิรูปภาษีของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์แห่งสหรัฐ รวมถึงกังวล

เกี่ยวกับศักยภาพเศรษฐกิจของสหรัฐในการรับมือกับการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด)

- สัญญาทองคำตลาดนิวยอร์กปิดบวกเมื่อคืนนี้ โดยสัญญาทองคำปิดในแดนบวกติดต่อกันเป็นวันที่ 2 เพราะได้ปัจจัยหนุน

จากการอ่อนค่าของสกุลเงินดอลลาร์ นอกจากนี้ ความไม่แน่นอนเกี่ยวกับกรอบเวลาในการบังคับใช้ร่างกฎหมายปฏิรูปภาษีของ

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ยังส่งผลให้นักลงทุนเข้าซื้อทองคำซึ่งเป็นสินทรัพย์ที่ปลอดภัย โดยสัญญาทองคำตลาด COMEX

(Commodity Exchange) ส่งมอบเดือนธ.ค. เพิ่มขึ้น 4 ดอลลาร์ หรือ 0.31% ปิดที่ระดับ 1282.90 ดอลลาร์/ออนซ์

- สัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ตลาดนิวยอร์กปิดร่วงลงเมื่อคืนนี้ โดยสัญญาน้ำมันดิบ WTI ส่งมอบเดือนธ.ค.

ร่วงลง 1.06 ดอลลาร์ หรือ 1.9% ปิดที่ 55.70 ดอลลาร์/บาร์เรล ส่วนสัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ส่งมอบเดือนม.ค. ลดลง 95 เซนต์

หรือ 1.5% ปิดที่ 62.21 ดอลลาร์/บาร์เรล หลังจากสำนักงานพลังงานสากล (IEA) ปรับลดคาดการณ์อุปสงค์น้ำมันในปีนี้และปีหน้า

นอกจากนี้ ตลาดยังได้รับปัจจัยกดดันจากรายงานที่บ่งชี้ว่าการผลิตน้ำมันในสหรัฐปรับตัวเพิ่มขึ้น

- นางเจเน็ต เยลเลน ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) กล่าวในระหว่างการประชุมหัวข้อ "Communication

challenges for policy effectiveness, accountability and reputation" ซึ่งจัดโดยธนาคารกลางยุโรป (ECB)

ว่า การที่เฟดทำการชี้นำทิศทางนโยบายในอนาคตนั้นเป็นสิ่งที่มีประโยชน์ แต่ก็ควรดำเนินการอย่างมีเงื่อนไข โดยขึ้นอยู่กับการปรับตัว

ของเศรษฐกิจในขณะนั้น

- สมาชิกพรรครีพับลิกันในวุฒิสภาสหรัฐ เตรียมเสนอการเพิกถอนข้อบังคับสำคัญในกฎหมายประกันสุขภาพของรัฐบาลชุด

ก่อน หรือ "โอบามาแคร์" ตามแผนปฏิรูประบบภาษีฉบับใหม่ของวุฒิสภา ทั้งนี้ หลายฝ่ายมองว่าความเคลื่อนไหวดังกล่าวอาจเพิ่มความ

เสี่ยงทางการเมือง อีกทั้งเพิ่มความไม่แน่นอนในการผลักดันมาตรการปรับลดภาษีของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จากที่ก่อนหน้านี้

สมาชิกรีพับลิกันในสภาคองเกรส เคยคว้าน้ำเหลวในการโหวตคว่ำกฎหมายโอบามาแคร์และแทนที่ด้วยกฎหมายเฮลธ์แคร์ฉบับใหม่มา

แล้ว

- ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) สาขาดัลลัส กำลังพิจารณาสนับสนุนการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเฟด

เดือนหน้า โดยระบุว่าอดีตที่ผ่านมาแสดงให้เห็นว่า ถ้าเศรษฐกิจมีการขยายตัวอย่างมาก เฟดก็จำเป็นที่จะต้องดำเนินการเพื่อให้ตาม

ทันการปรับตัวของเศรษฐกิจ

ทั้งนี้ CME Group ระบุว่า จากการใช้เครื่องมือ FedWatch วิเคราะห์ภาวะการซื้อขายสัญญาล่วงหน้าอัตราดอกเบี้ย

สหรัฐ พบว่า นักลงทุนคาดการณ์ว่ามีโอกาส 96.7% ที่เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือนธ.ค.

- นักลงทุนรอดูข้อมูลเศรษฐกิจที่สำคัญในสัปดาห์นี้ ซได้แก่ ดัชนีภาคการผลิต (Empire State Manufacturing

Index) เดือนพ.ย.จากเฟดนิวยอร์ก, ยอดค้าปลีกเดือนต.ค., ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เดือนต.ค., สต็อกสินค้าคงคลังภาค

ธุรกิจเดือนก.ย., ราคานำเข้าและส่งออกเดือนต.ค., จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์, การผลิตภาคอุตสาหกรรมเดือน

ต.ค. และตัวเลขการเริ่มสร้างบ้านและการอนุญาก่อสร้างเดือนต.ค.
ADVERTISEMENT
ข่าวที่เกี่ยวข้อง