ผู้บริโภคมีความคาดหวังที่ดีขึ้นต่อภาวะเศรษฐกิจไทย
ผลการสำรวจความเชื่อมั่นผู้บริโภคประจำเดือนกันยายน 2553 จำนวน 2,048 ราย ปรากฏว่าดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคโดยรวมของทั้งประเทศปรับตัวเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับเดือนที่ผ่านมา จาก 21.9 เป็น 24.9 ประชาชนมีความเชื่อมั่นต่อสภาวะเศรษฐกิจของประเทศในระดับต่ำ รวมทั้งยังระมัดระวังในการใช้จ่าย โดยสะท้อนได้จากค่าดัชนีที่ต่ำกว่า 50 เนื่องจากประชาชนยังคงไม่มั่นใจในสถานการณ์ทางการเมืองที่ยังไม่มีความแน่นอน รวมทั้งการส่งออกที่มีแนวโน้มชะลอตัวอันเนื่องมาจากเงินบาทแข็งค่าสูงสุดในรอบ 13 ปี เมื่อเทียบกับเดือนกันยายนของปีที่ผ่านมา ค่าดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคปรับตัวเพิ่มขึ้นจาก 14.8 เป็น 24.9 เนื่องจากการบริโภคภายประเทศมีทิศทางการขยายตัวอย่างต่อเนื่องส่งผลให้อัตราการว่างงานอยู่ในระดับต่ำ ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่มีต่อสถานการณ์ปัจจุบันพบว่ามีการปรับตัวเพิ่มขึ้นจาก 15.0 เป็น 16.4 เนื่องจากโครงการต่างๆของรัฐบาลที่ออกมาช่วยเหลือประชาชน เช่น การประกันรายได้และประกันภัยพืชผลทางการเกษตร รวมทั้งให้ความช่วยเหลือและชดเชยค่าเสียให้กับประชาชนจากอุทกภัย
สำหรับดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่มีต่อสถานการณ์ในอนาคต (3เดือน) ปรับตัวเพิ่มขึ้นจาก 26.4 เป็น 30.5 แสดงให้เห็นว่าประชาชนมีความคาดหวังที่ดีขึ้นต่อสถานการณ์เศรษฐกิจในอนาคต เนื่องจากเศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มการฟื้นตัวอย่างชัดเจนโดยเฉพาะภูมิภาคเอเชีย
เมื่อพิจารณาราคาน้ำมันขายปลีกภายในประเทศของเดือนกันยายน 2553 พบว่า ราคาน้ำมันเบนซิน(แก๊สโซฮอล์ 95) ทรงตัวอยู่ที่ระดับราคาลิตรละ 30.64 บาท ส่วนน้ำมันดีเซล ทรงตัวอยู่ที่ราคาลิตรละ 26.59 บาท
- สถานการณ์เศรษฐกิจปัจจุบันผู้บริโภครู้สึกว่า “ดีขึ้น” ร้อยละ 14.1 “ไม่ดี” ร้อยละ 59.4
- สถานการณ์เศรษฐกิจในอนาคต “คาดว่าจะดีขึ้น” ร้อยละ 17.9 “คาดว่าจะไม่ดี” ร้อยละ 40.4
- ภาวการณ์หางานทำในปัจจุบันประเมินว่า “หางานง่าย” ร้อยละ 9.8 “หางานยาก” ร้อยละ 62.4
- ภาวการณ์หางานทำในอนาคตคาดว่า “หางานง่าย” ร้อยละ 10.1 “หางานยาก” ร้อยละ 53.7
- รายได้ในอนาคต “คาดว่าจะดีขึ้น” ร้อยละ 19.5 และ “คาดว่าจะไม่ดี” ร้อยละ 23.7
ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในเดือนกันยายน 2553 ปรากฏว่า ประชาชนในทุกภาคยังขาดความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจซึ่งมีผลต่อการบริโภคโดยรวมของประเทศ อย่างไรก็ตาม ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคปรับตัวเพิ่มขึ้น (เมื่อเทียบกับเดือนที่ผ่านมา) คือ ภาคกลาง จาก 16.5 เป็น 17.5 ภาคเหนือ จาก 23.3 เป็น 27.3 ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จาก 24.2 เป็น 28.7 และภาคใต้ จาก 24.9 เป็น 40.3 เป็นผลมาจากราคาสินค้าเกษตรหลายชนิดปรับตัวสูงขึ้น แต่ผลผลิตทางการเกษตรในปีนี้มีแนวโน้มลดลงกว่าหลายปีที่ผ่านมาเนื่องจากได้รับความเสียหายจากภัยธรรมชาติ ภัยแล้ง น้ำท่วม โรคระบาดในพืช ซึ่งสร้างความเดือดร้อนและเสียหายในหลายพื้นที่
ส่วนภูมิภาคที่ปรับตัวลดลง คือ กรุงเทพฯ/ปริมณฑล จาก 15.5 เป็น 14.6 และภาคตะวันออก จาก 31.3 เป็น 20.2 เนื่องจากยังคงมีสถานการณ์ความไม่สงบในเขตกรุงเทพมหานครและนนทบุรี รวมทั้งปัญหาสิ่งแวดล้อมในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดที่ยังหาข้อสรุปที่ชัดเจนไม่ได้
ผู้บริโภคในทุกพื้นที่ ต้องการให้แก้ไขปัญหา ราคาสินค้า ราคาน้ำมัน ค่าครองชีพ เศรษฐกิจทั่วไป การว่างงาน คอรัปชั่น และยาเสพติด ตามลำดับ เมื่อพิจารณาเป็นรายภาค พบว่า ผู้บริโภคต้องการให้รัฐบาลแก้ไขปัญหาดังนี้
กรุงเทพฯ/ปริมณฑล ต้องการให้แก้ไขปัญหาราคาสินค้าเป็นอันดับแรก รองลงมา คือ ราคาน้ำมัน/ค่าครองชีพและเศรษฐกิจทั่วไป
ภาคกลาง ต้องการให้แก้ไขปัญหาราคาสินค้าเป็นอันดับแรก รองลงมา คือ ราคาน้ำมันและค่าครองชีพ
ภาคเหนือ ต้องการให้แก้ไขปัญหาราคาน้ำมันเป็นอันดับแรก รองลงมา คือ ราคาสินค้าและเศรษฐกิจทั่วไป
ภาคตะวันออก ต้องการให้แก้ไขปัญหาราคาสินค้าเป็นอันดับแรก รองลงมาคือ ค่าครองชีพและว่างงาน
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ต้องการให้แก้ไขปัญหาราคาสินค้าเป็นอันดับแรก รองลงมาคือ ราคาน้ำมันและค่าครองชีพ
ภาคใต้ ต้องการให้แก้ไขปัญหาราคาสินค้าเป็นอันดับแรก รองลงมาคือ ราคาน้ำมันและค่าครองชีพ
1. ดูแลราคาสินค้าอุปโภคบริโภค ปรับค่าจ้างและค่าแรงขั้นต่ำให้สอดคล้องกับค่าครองชีพในปัจจุบัน
2. ช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากภัยธรรมชาติ ทั้งภัยแล้ง น้ำท่วม และโรคระบาด ทำให้ผลผลิตได้รับความเสียหาย
3. เร่งฟื้นฟูความเชื่อมั่นของประเทศ และสร้างความเท่าเทียมกันเพื่อลดความเหลื่อมล้ำในสังคม
4. ปราบปรามและแก้ไขปัญหายาเสพติด ปัญหาอาชญากรรม ปัญหาหนี้นอกระบบ/ ผู้มีอิทธิพลเถื่อน และปัญหาการคอรัปชั่น
5. แก้ไขปัญหาเงินบาทไม่ให้แข็งค่าเกินไป เพื่อให้ผู้ส่งออกสามารถแข่งขันในตลาดโลกได้
6. แก้ไขปัญหาระดับชุมชนและรากหญ้าเพื่อเป็นพื้นฐานในการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน
---------------------------------------
ระดับของค่าดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค จะมีค่าอยู่ระหว่าง 0-100 โดยมีเกณฑ์การอ่านค่า ดังนี้
- ดัชนีมีค่า เข้าใกล้ 100 หมายถึง ความเชื่อมั่นผู้บริโภคต่อภาวะเศรษฐกิจ “ดี”
- ดัชนีมีค่า เข้าใกล้ 0 หมายถึง ความเชื่อมั่นผู้บริโภคต่อภาวะเศรษฐกิจ “ไม่ดี”
1. การจัดทำดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคมีวัตถุประสงค์เพื่อต้องการสะท้อนอำนาจการซื้อของประชาชนในประเทศ ซึ่งพิจารณาจากรายได้ที่แต่ละบุคคลได้รับ โดยใช้หลักการแบ่งกลุ่มอาชีพเป็นการกำหนดรายได้ของประชากรซึ่งใช้ข้อมูลพื้นฐานของสำนักงานสถิติแห่งชาติ โดยแบ่งเป็น 7 กลุ่มอาชีพดังนี้ ผู้ที่ไม่ได้ทำงาน กำลังศึกษา เกษตรกร รับจ้างรายวัน/รับจ้าง พนักงานเอกชน นักธุรกิจ และข้าราชการ/รัฐวิสาหกิจ
2. การนำไปใช้ประโยชน์ เพื่อสะท้อนให้เห็นอำนาจซื้อที่เกิดขึ้นจริงของประชาชนในแต่ละช่วงเวลา ใช้เป็นสัญญาณเตือนภัยล่วงหน้าสำหรับเป็นแนวทางในการวางแผนและนโยบายเศรษฐกิจของภาครัฐและเอกชน
ที่มา: สำนักดัชนีเศรษฐกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ โทร.0-2507-6553 Fax.0-2507-5806 www.price.moc.go.th