การว่างงานมีแนวโน้มลดลง ความเชื่อมั่นผู้บริโภคปรับตัวดีขึ้น
ผลการสำรวจความเชื่อมั่นผู้บริโภคประจำเดือนสิงหาคม 2553 จำนวน 2,043 ราย ปรากฏว่าดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคโดยรวมของทั้งประเทศปรับตัวเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับเดือนที่ผ่านมา จาก 21.2 เป็น 22.1 ประชาชนมีความเชื่อมั่นต่อสภาวะเศรษฐกิจของประเทศในระดับต่ำ รวมทั้งยังระมัดระวังในการใช้จ่าย โดยสะท้อนได้จากค่าดัชนีที่ต่ำกว่า 50 เนื่องจากสถานการณ์ทางการเมืองยังไม่มีความแน่นอน รวมทั้งความผันผวนของเศรษฐกิจโลก ซึ่งเป็นปัจจัยหลักที่สร้างความกังวลให้กับประชาชนและนักลงทุน เมื่อเทียบกับเดือนสิงหาคมของปีที่ผ่านมา ค่าดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคปรับตัวเพิ่มขึ้นจาก 10.2 เป็น 22.1 เนื่องจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐรวมทั้งการส่งออกที่เติบโตในระดับสูง ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่มีต่อสถานการณ์ปัจจุบันพบว่ามีการปรับตัวเพิ่มขึ้นจาก 13.5 เป็น 15.2เนื่องจากการบริโภคภายในประเทศมีการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง รวมถึงอัตราการว่างงานที่มีแนวโน้มลดลง
สำหรับดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่มีต่อสถานการณ์ในอนาคต (3เดือน) ปรับตัวเพิ่มขึ้นจาก 26.4 เป็น 26.7 เนื่องจากทิศทางการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยมีความชัดเจนมากขึ้น รวมทั้งสถานการณ์การเมืองภายในประเทศกลับสู่สภาวะปกติ
เมื่อพิจารณาราคาน้ำมันขายปลีกภายในประเทศของเดือนสิงหาคม 2553 พบว่า ราคาน้ำมันเบนซิน(แก๊สโซฮอล์ 95) ปรับตัวลดลงจากราคาลิตรละ 31.84 บาท เป็น 30.64 บาท ส่วนน้ำมันดีเซล ปรับตัวลดลงจากราคาลิตรละ 27.39 บาท เป็น 26.59 บาท
- สถานการณ์เศรษฐกิจปัจจุบันผู้บริโภครู้สึกว่า “ดีขึ้น” ร้อยละ 14.4 “ไม่ดี” ร้อยละ 58.6
- สถานการณ์เศรษฐกิจในอนาคต “คาดว่าจะดีขึ้น” ร้อยละ 18.4 “คาดว่าจะไม่ดี” ร้อยละ 42.5
- ภาวการณ์หางานทำในปัจจุบันประเมินว่า “หางานง่าย” ร้อยละ 7.7 “หางานยาก” ร้อยละ 65.0
- ภาวการณ์หางานทำในอนาคตคาดว่า “หางานง่าย” ร้อยละ 8.4 “หางานยาก” ร้อยละ 58.0
- รายได้ในอนาคต “คาดว่าจะดีขึ้น” ร้อยละ 16.5 และ “คาดว่าจะไม่ดี” ร้อยละ 28.0
ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในเดือนสิงหาคม 2553 ปรากฏว่า ประชาชนในทุกภาคยังขาดความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจซึ่งมีผลต่อการบริโภคโดยรวมของประเทศ อย่างไรก็ตาม ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคปรับตัวเพิ่มขึ้น (เมื่อเทียบกับเดือนที่ผ่านมา) คือ ภาคเหนือ จาก 20.0 เป็น 23.8 ภาคตะวันออก จาก 23.7 เป็น 35.8 และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จาก 18.4 เป็น 23.7 เป็นผลมาจากราคาสินค้าเกษตรหลายชนิดปรับตัวสูงขึ้น ความต้องการยังขยายตัว แต่ผลกระทบจากภัยแล้งที่ผ่านมาทำให้ผลผลิตลดลงมาก
ส่วนภูมิภาคที่ปรับตัวลดลง คือ กรุงเทพฯ/ปริมณฑล จาก 19.9 เป็น 13.1 ภาคกลาง จาก 19.0 เป็น 18.3 และภาคใต้ จาก 27.6 เป็น 25.5 เนื่องจากสถานการณ์ความไม่แน่นอนจากปัจจัยต่างๆ เช่น สถานการณ์ทางการเมืองภายในประเทศและการฟื้นตัวของเศรษฐกิจต่างประเทศ
ผู้บริโภคในทุกพื้นที่ ต้องการให้แก้ไขปัญหา ราคาสินค้า ราคาน้ำมัน ค่าครองชีพ เศรษฐกิจทั่วไป การว่างงาน คอรัปชั่น และยาเสพติด ตามลำดับ เมื่อพิจารณาเป็นรายภาค พบว่า ผู้บริโภคต้องการให้รัฐบาลแก้ไขปัญหาดังนี้
กรุงเทพฯ/ปริมณฑล ต้องการให้แก้ไขปัญหาราคาสินค้าเป็นอันดับแรก รองลงมา คือ ราคาน้ำมันและค่าครองชีพ
ภาคกลาง ต้องการให้แก้ไขปัญหาราคาสินค้าเป็นอันดับแรก รองลงมา คือ ราคาน้ำมันและการว่างงาน/ค่าครองชีพ
ภาคเหนือ ต้องการให้แก้ไขปัญหาราคาสินค้าเป็นอันดับแรก รองลงมา คือ ราคาน้ำมันและเศรษฐกิจทั่วไป
ภาคตะวันออก ต้องการให้แก้ไขปัญหาราคาน้ำมันเป็นอันดับแรก รองลงมาคือ เศรษฐกิจทั่วไปและราคาสินค้า
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ต้องการให้แก้ไขปัญหาราคาสินค้าเป็นอันดับแรก รองลงมาคือ ราคาน้ำมันและค่าครองชีพ
ภาคใต้ ต้องการให้แก้ไขปัญหาราคาสินค้าเป็นอันดับแรก รองลงมาคือ ราคาน้ำมันและเศรษฐกิจทั่วไป
1. ดูแลราคาสินค้าอุปโภคบริโภค ปรับค่าจ้างและค่าแรงขั้นต่ำให้สอดคล้องกับค่าครองชีพในปัจจุบัน
2. เร่งฟื้นฟูความเชื่อมั่นของประเทศ และสร้างความเท่าเทียมกันเพื่อลดความเหลื่อมล้ำในสังคม
3. ปราบปรามและแก้ไขปัญหายาเสพติด ปัญหาอาชญากรรม ปัญหาหนี้นอกระบบ/ ผู้มีอิทธิพลเถื่อน และปัญหาการคอรัปชั่น
4. ส่งเสริมการเกษตร ดูแลราคาสินค้า ช่วยให้เกษตรกรมีรายได้ที่แท้จริงและเป็นธรรม รวมทั้งพัฒนาระบบชลประทานอย่างเป็น รูปธรรม ให้ความรู้และกระตุ้นให้เกษตรกรเข้าใจถึงทฤษฎีเศรษฐกิจพอเพียง
5. แก้ไขปัญหาระดับชุมชนและรากหญ้าเพื่อเป็นพื้นฐานในการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน
---------------------------------------
ระดับของค่าดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค จะมีค่าอยู่ระหว่าง 0-100 โดยมีเกณฑ์การอ่านค่า ดังนี้
- ดัชนีมีค่า เข้าใกล้ 100 หมายถึง ความเชื่อมั่นผู้บริโภคต่อภาวะเศรษฐกิจ “ดี”
- ดัชนีมีค่า เข้าใกล้ 0 หมายถึง ความเชื่อมั่นผู้บริโภคต่อภาวะเศรษฐกิจ “ไม่ดี”
1. การจัดทำดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคมีวัตถุประสงค์เพื่อต้องการสะท้อนอำนาจการซื้อของประชาชนในประเทศ ซึ่งพิจารณาจากรายได้ที่แต่ละบุคคลได้รับ โดยใช้หลักการแบ่งกลุ่มอาชีพเป็นการกำหนดรายได้ของประชากรซึ่งใช้ข้อมูลพื้นฐานของสำนักงานสถิติแห่งชาติ โดยแบ่งเป็น 7 กลุ่มอาชีพดังนี้ ผู้ที่ไม่ได้ทำงาน กำลังศึกษา เกษตรกร รับจ้างรายวัน/รับจ้าง พนักงานเอกชน นักธุรกิจ และข้าราชการ/รัฐวิสาหกิจ
2. การนำไปใช้ประโยชน์ เพื่อสะท้อนให้เห็นอำนาจซื้อที่เกิดขึ้นจริงของประชาชนในแต่ละช่วงเวลา ใช้เป็นสัญญาณเตือนภัยล่วงหน้าสำหรับเป็นแนวทางในการวางแผนและนโยบายเศรษฐกิจของภาครัฐและเอกชน
ที่มา: สำนักดัชนีเศรษฐกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ โทร.0-2507-6553 Fax.0-2507-5806 www.price.moc.go.th